"หยุดนะ! อย่าเพิ่งโรยสายสิญจน์วงนั้น!"
เสียงของกวินตะโกนแทรกเสียงสวดมนต์อันอู้อี้และเสียงตีกลองเพลของพิธีไล่ผีกลางลานหมู่บ้านดังลั่น แต่สายเกินไปเสียแล้ว... มืออันสั่นเทาของพ่อหมอทศกลับสะบัดแป้งเจิมและข้าวตอกกระจัดกระจายผิดทิศผิดทาง แทนที่จะเป็นการกักข่ายอาคมเพื่อขับไล่วิญญาณร้าย กลับกลายเป็นการเปิดช่องทางเชื่อมต่อพลังงานมืดเข้าสู่ร่างของชาวบ้านนับสิบชีวิตที่นั่งล้อมวงกันอยู่
กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นธูปไหม้เกรียมจนแสบจมูก กวินยืนตัวแข็งทื่ออยู่หลังแนวรั้วไม้ไผ่ ดวงตาคมกริบเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก เมื่อสัมผัสได้ถึงกระแสความเย็นยะเยือกที่พุ่งทะลุแผ่นดินขึ้นมา ความหนาวเหน็บนี้ไม่ใช่ลมหนาวตามธรรมชาติ แต่มันคือไอเย็นจากยมโลกที่กำลังกัดกินวิญญาณของผู้คนที่ไร้การป้องกัน
ทนายความหนุ่มขบกรามแน่นจนสันนูน สัมผัสพิเศษทางสายเลือดที่เขามักจะพยายามปิดกั้นอยู่เสมอ บัดนี้กลับตื่นตัวอย่างรุนแรงจนปวดหนึบที่ขมับ ภาพซ้อนทับปรากฏขึ้นในห้วงความคิด—ไม่ใช่แค่ชาวบ้านที่นั่งร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด แต่ร่างของพวกเขากลับบิดเบี้ยว กระดูกลั่นเปรี๊ยะดังสนั่นราวกับกิ่งไม้แห้งหัก
"ฉันเตือนแล้วว่าอย่าฝืนทำพิธีในคืนเดือนดับ..." เสียงแหบแห้งแต่ทรงพลังดังขึ้นข้างกาย กวินหันขวับไปมอง พบยายจันทร์ยืนกอดอกนิ่ง ใบหน้าเหี่ยวย่นตามวัยฉายแววเคร่งเครียดอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ในมือของหญิงชรากำลูกประคำไม้เก่าคร่ำคร่าจนข้อต่อนิ้วขาวซีด
"ยายจันทร์! ทำไมพิธีถึงตีกลับล่ะครับ... เอ๊ย! ทำไมมันถึงผิดพลาดร้ายแรงแบบนี้?" กวินเผลอใช้คำพูดติดปากเกือบจะหลุดปากถามออกไปอย่างร้อนรน
"เพราะความโลภและความกลัวของพวกมันไงล่ะพ่อทนาย..." ยายจันทร์ปรายตามองไปยังร่างของพ่อหมอทศที่ตอนนี้ล้มฟุก กรีดร้องโหยหวนด้วยเสียงที่ไม่ใช่เสียงของมนุษย์ "คิดจะไล่ผีเจ้าเรือนอาถรรพ์ด้วยคาถาปลอมๆ และสินบนราคาถูก วิญญาณที่สิงสถิตอยู่มานับร้อยปีไม่ได้โง่เง่าขนาดนั้น... ตอนนี้มันไม่ได้แค่โกรธ แต่มมันกำลังคลั่ง!"
กลางลานพิธี สถานการณ์เลวร้ายลงชั่วพริบตา ชาวบ้านคนหนึ่งที่สวมเสื้อสีมอซอค่อยๆ เงີยหน้าขึ้น ดวงตาทั้งสองข้างกลายเป็นสีดำสนิทไม่มีตาขาว ริมฝีปากฉีกยิ้มกว้างจนถึงใบหู ส่งเสียงหัวเราะแหลมสูงบาดแก้วหู ก่อนจะพุ่งเข้ากัดกระชากแขนเพื่อนบ้านข้างเคียงอย่างไร้ความปรานี เลือดสดๆ พุ่งกระเซ็นเปรอะเปื้อนสายสิญจน์สีขาวจนกลายเป็นสีแดงฉาน
เสียงกรีดร้องระงมดังประสานกันระลอกใหญ่ ความหวาดกลัวแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ กวินก้าวถอยหลังโดยอัตโนมัติ สัญชาตญาณการเอาตัวรอดร้องเตือนให้หนีไปให้พ้นจากสถานที่แห่งนี้ แต่ภาพของเด็กน้อยที่นั่งตัวสั่นอยู่ริมขอบลานพิธีกลับทำให้ฝ่าเท้าของเขาก้าวไม่ออก
"ช่วย... ช่วยด้วย..." เสียงเด็กหญิงตัวเล็กๆ ร้องไห้สะอื้นสะท้าน ขณะที่ร่างของพ่อเธอเองกำลังเดินตรงเข้าไปหาด้วยท่าทางกระตุกเกร็งและดวงตาที่ว่างเปล่า
"อย่าเข้าไปนะกวิน!" ยายจันทร์เอื้อมมือเหี่ยวย่นมาคว้าแขนของทนายความหนุ่มไว้แน่น แรงบีบนั้นหนักหน่วงราวกับคีมเหล็ก "ขืนแกก้าวเข้าไปตอนนี้ วิญญาณคลั่งพวกนั้นจะกลืนกินวิญญาณของแกเพื่อใช้เป็นสะพานข้ามภพ!"
"แต่เด็กคนนั้นกำลังจะตายนะยาย!" กวินสะบัดแขนออกเล็กน้อย แววตาเด็ดเดี่ยวฉายชัด แม้ความกลัวจะเกาะกินหัวใจจนเต้นรัวระรัวราวกับกลองเพล แต่จิตสำนึกของการเป็นมนุษย์และปมในอดีตที่เขาไม่สามารถช่วยพ่อแม่ไว้ได้ มันค้ำคออยู่จนไม่อาจยืนดูคนบริสุทธิ์ต้องสังเวยชีวิตต่อหน้าต่อตา
ชายหนุ่มควควักผ้ายันต์เก่าแก่ที่หลวงตาเมฆเคยเมตตาให้ไว้ติดตัวออกมาจากกระเป๋าเสื้อ กลิ่นอายความศักดิ์สิทธิ์จางๆ แผ่ออกมาปะทะกับไอเย็นยะเยือก กวินสูดหายใจเข้าลึก ภาวนาในใจถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์และดวงวิญญาณบรรพบุรุษ ก่อนจะพุ่งตัวออกไปจากแนวรั้วไม้ไผ่ตรงดิ่งไปยังกลางลานนรกแห่งนั้นทันที
กวินวิ่งฝ่าความโกลาหล หลบหลีกร่างของชาวบ้านที่กำลังคลุ้มคลั่งกัดกินกันเองอย่างน่าสยดสยอง กลิ่นคาวเลือดตีรวนขึ้นจนอยากอาเจียน เสียงหัวเราะโหยหวนและเสียงกระดูกหักดังระงมรอบตัว เขากัดฟันวิ่งจนสุดแรงเกิด จนกระทั่งคว้าตัวเด็กหญิงหลบพ้นจากการจู่โจมของชายผู้เป็นพ่อได้หวุดหวิด ร่างทั้งสองกลิ้งหลุนๆ ไปกระแทกกับพื้นดินเย็นเฉียบ
"ไม่เป็นไรนะ... หลับตาไว้ อย่ามองหน้าเขา!" กวินกระซิบปลอบเด็กน้อยที่ตัวสั่นเทาเป็นลูกนก ซุกหน้าเข้ากับอกของเขาแน่น
แต่ทว่า... ความเงียบงันชั่วขณะหนึ่งกลับเข้าปกคลุมลานพิธีอย่างน่าประหลาด เสียงกรีดร้องเมื่อครู่เงียบหายไปดั่งเป่าทิ้ง ความมืดมิดรอบตัวดูเหมือนจะหดแคบลง และอุณหภูมิรอบกายลดต่ำลงจนลมหายใจกลายเป็นไอสีขาว กวินค่อยๆ เงยหน้าขึ้นด้วยความหวาดระแวง ดวงตาคมกวาดมองไปรอบลานดินที่บัดนี้เต็มไปด้วยคราบเลือด
ร่างของชาวบ้านนับสิบชีวิตที่เคยคลุ้มคลั่ง บัดนี้หยุดนิ่งสนิท ราวกับถูกตรึงไว้ด้วยมนตราอันทรงพลัง พวกเขาทั้งหมดหันหน้ามาทางกวินเป็นตาเดียว พร้อมกับเอียงคอพร้อมเพรียงกันในองศาที่ผิดธรรมชาติ เสียงกระซิบนับร้อยเสียงดังซ้อนทับกันขึ้นมาจากความว่างเปล่า เป็นเสียงที่แหบพร่าเย็นยะเยือกจนขนลุกซู่ไปทั้งร่าง
*"มึง... ผู้มีสายเลือดต้องสาป... กล้าดียังไงมาร1บกวนพิธีของเรา..."*
ร่างของพ่อหมอที่ควรจะนอนแน่นิ่ง กลับลุกขึ้นยืนช้าๆ ร่างกายของเขาบิดเบี้ยวจนกระดูกหักส่งเสียงดังลั่น ดวงตาสتينสีดำสนิทจ้องมองตรงมาที่กวิน มุมปากยกยิ้มเหี้ยมเกรียม ก่อนที่พ่อหมอจะยกมือขึ้นชี้หน้าทนายความหนุ่ม แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงก้องกังวานที่สั่นสะเทือนไปถึงขั้วหัวใจ
*"ในเมื่อมึงเสนอตัวเข้ามาแทน... งั้นก็จงอยู่ชดใช้กรรมแทนพวกมัน... ณ บัดนี้!"*
พรึบ! เปลวเพลิงสีเขียวมรกตลุกพรึบขึ้นล้อมรอบตัวกวินและเด็กน้อยทันที ปิดกั้นทางหนีทุกเส้นทาง และก่อนที่กวินจะทันได้ตั้งตัว เงาดำมหึมาสายหนึ่งก็พุ่งทะลุขึ้นมาจากพื้นดินเบื้องหน้า มันคือร่างของเจ้าเรือนอาถรรพ์ ร่างสูงใหญ่ที่ไร้ใบหน้า มีเพียงความว่างเปล่าและไอหมอกสีดำทมิฬที่แผ่พุ่งออกมา พร้อมกับมืออันยาวเรียวที่ยื่นตรงเข้ามาหมายจะคว้าคอของเขา—และวินาทีนั้นเอง เสียงกระซิบอันคุ้นเคยและเย็นเยียบก็ดังขึ้นข้างใบหูของกวิน เป็นเสียงของใครบางคนที่เขาไม่คาดคิดเลยว่าจะได้ยิน ณ ที่แห่งนี้... *“พ่อ... ลูกมาช่วยแล้วนะลูก...”*
ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางข้ามผ่านความกลัวไปด้วยกันนะคะ... เสียงกระซิบยามดึก
เรือนอาถรรพ์รอยเลือดเก่า•ตอนที่ 42
คนทรงผี
ผลงานโดย เสียงกระซิบยามดึก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เสียงกระซิบยามดึก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เรือนอาถรรพ์รอยเลือดเก่า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!