“วางมีดลงเสียกวิน... เจ้าไม่ได้กำลังสู้กับคน แต่เจ้ากำลังสู้กับสิ่งที่ไม่มีวันตายด้วยคมเหล็ก”
เสียงแหบพร่าของยายจันทร์ดังก้องอยู่ในโสตประสาท แต่มันกลับฟังดูเบาหวิวราวกับมาจากอีกภพภูมิหนึ่ง กวินยืนนิ่งงันอยู่หน้าบานกระจกเงาโบราณในห้องโถงชั้นบนของเรือนไม้สักทองที่สั่นสะท้านตามแรงลมพายุข้างนอก มือหนาที่ถือมีดอาคมของหลวงตาเมฆสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ เขาไม่ได้หันไปมองหญิงชราที่ยืนอยู่เบื้องหลัง เพราะสิ่งที่ดึงดูดสายตาเขาจนไม่อาจละไปไหนได้ คือใบหน้าของตัวเองในกระจกที่ค่อยๆ บิดเบี้ยวไปอย่างช้าๆ
ในความมืดสลัวของห้อง แสงไฟจากตะเกียงน้ำมันก๊าดวูบไหวราวกับจะดับลงทุกขณะ กวินเห็นรอยแยกบนผิวหนังใบหน้าของตนเองเริ่มปริแตกออก น้ำเหลืองข้นคลั่กไหลทะลักออกมาจากเบ้าตาที่กลวงโบ๋ ผิวหนังที่เคยเรียบเนียนดั่งทนายความหนุ่มผู้มากด้วยอนาคต กลับกลายเป็นก้อนเนื้อเน่าเฟะส่งกลิ่นเหม็นคาวคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ เขาพยายามจะกรีดร้อง แต่เสียงที่หลุดออกมากลับกลายเป็นเสียงแหบแห้งเหมือนคนกำลังขาดใจ
“นี่ไม่ใช่หน้าของฉัน...” กวินพึมพำ น้ำเสียงสั่นเครือ “ยาย... นี่มันอะไรกัน!”
“นั่นคือความจริงที่เจ้าพยายามหนีมาตลอดชีวิตไงล่ะกวิน” ยายจันทร์ก้าวเข้ามาใกล้ เงาสะท้อนของยายในกระจกไม่มี แต่เงาของเธอบนผนังกลับดูมหึมาและผิดรูป “คนตระกูลเจ้ามีสายเลือดที่ถูกสาปไว้ตั้งแต่วันที่บรรพบุรุษตัดสินใจกักขังวิญญาณคนตายไว้ใต้ถุนเรือนหลังนี้ เลือดที่ไหลเวียนในกายเจ้าไม่ใช่แค่เลือดของมนุษย์ แต่มันคือคำสาปที่รอวันเรียกคืน”
กวินเอื้อมมือแตะที่ใบหน้าตนเองอย่างหวาดกลัว ผิวสัมผัสที่ควรจะเป็นเนื้อหนังกลับกลายเป็นเมือกเย็นเยียบและเหนียวเหนอะหนะ เขาละสายตาจากกระจกไม่ได้ ราวกับถูกสะกดไว้ด้วยแรงดึงดูดบางอย่าง ในกระจกนั้น นอกจากหน้าเน่าเฟะของเขาแล้ว ยังมีเงามืดนับสิบยืนล้อมรอบตัวเขาไว้ ใบหน้าเหล่านั้นที่กวินจำได้ดี—พ่อที่จากไปในกองเพลิง แม่ที่จมหายไปในแม่น้ำหลังเรือน ทุกคนกำลังฉีกยิ้มจนมุมปากฉีกขาดถึงใบหู
“ปล่อยผมไป...” กวินคำราม พยายามเงื้อมีดอาคมขึ้นหมายจะฟาดฟันเข้าที่กระจกบานนั้นเพื่อทำลายภาพหลอนนี้ทิ้งเสีย แต่แล้วจู่ๆ มือของเขาก็แข็งค้างกลางอากาศ ราวกับมีโซ่ตรวนที่มองไม่เห็นกระชากเอาไว้
“หากเจ้าทำลายมัน เจ้าก็ทำลายวิญญาณของตัวเองไปด้วย” ยายจันทร์เอ่ยเบาๆ ก่อนจะเอื้อมมือเหี่ยวแห้งมาแตะที่ไหล่ของกวิน สัมผัสนั้นเย็นจัดจนเขารู้สึกได้ถึงกระดูก “ดูให้ชัดกวิน... คนที่เจ้าตามหาอยู่ทุกวันนี้ แท้จริงแล้วเขาไม่ได้ตายเพราะอุบัติเหตุ แต่เขาตายเพราะกำลังจะบอกเจ้าว่า ‘ใคร’ คือคนที่จะต้องเป็นภาชนะรองรับคำสาปแทนเรือนหลังนี้ไปชั่วกัลปาวสาน”
กวินหันขวับกลับมาประจันหน้ากับยายจันทร์ ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความสับสนและหวาดระแวง “คุณหมายความว่ายังไง? พ่อบอกผมว่าเรือนนี้ไม่มีอะไร... ทุกอย่างเป็นแค่เรื่องเล่า...”
“พ่อเจ้าโกหก!” ยายจันทร์ตวาดเสียงดังก้องจนบานหน้าต่างไม้สั่นสะเทือน “เขาไม่ได้โกหกเพื่อปกป้องเจ้าจากความกลัว แต่เขาโกหกเพื่อให้เจ้ามีชีวิตอยู่ถึงวันที่เขากลับมาทวงคืนทุกอย่าง!”
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ดังขึ้นจากบันไดไม้ด้านนอก มันไม่ใช่ฝีเท้าของมนุษย์ แต่มันคือเสียงลากของวัตถุขนาดใหญ่คล้ายกับโซ่เหล็กที่ลากครูดไปกับพื้นไม้ กวินชะงักกึก หัวใจของเขาเต้นรัวจนแทบจะทะลุออกมาจากอก ไม่ใช่เพราะภาพในกระจกอีกต่อไป แต่เพราะเขารู้สึกได้ถึง ‘บางสิ่ง’ ที่ก้าวเข้ามาในห้องนี้พร้อมกับไอเย็นจัดที่ทำให้ลมหายใจกลายเป็นไอสีขาว
เงาสูงตระหง่านก้าวพ้นขอบประตูเข้ามา รูปร่างนั้นดูคล้ายชายวัยกลางคน สวมเสื้อผ้าชุดเก่าที่เขาสวมใส่ก่อนเกิดเหตุไฟไหม้เมื่อยี่สิบปีก่อน กลิ่นไหม้ของเนื้อไม้และกลิ่นเลือดโชยเข้ามาปะทะจมูกจนกวินแทบอาเจียน สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือใบหน้านั้น... ใบหน้าที่เหมือนกับกวินไม่มีผิดเพี้ยน แต่เป็นใบหน้าของคนที่ตายไปแล้วนานปี
“กวิน... ลูกรัก” เสียงแหบพร่าคล้ายเสียงฟืนปะทุในกองเพลิงดังออกมาจากร่างนั้น “มานี่สิ... พ่อรอเวลาที่จะรวมเป็นหนึ่งเดียวกับเจ้ามานานเหลือเกิน”
กวินถอยกรูดจนแผ่นหลังกระแทกเข้ากับกระจกเงา บานกระจกที่ควรจะแข็งแกร่งกลับอ่อนนุ่มราวกับพื้นผิวของหนองน้ำ เขารู้สึกได้ว่าแผ่นหลังกำลังจมลงไปในความว่างเปล่าของกระจกเบื้องหลัง ยายจันทร์ยืนนิ่งมองเหตุการณ์ด้วยสายตาเรียบเฉย แววตาของเธอไม่มีความสงสารหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย
“รับไปเสียกวิน... รับเอาความจริงที่พ่อเจ้าทิ้งไว้ให้” ยายจันทร์พูดทิ้งท้ายก่อนจะเดินถอยออกไปในความมืด
ร่างในชุดไหม้โชกเข้าประชิดตัวกวิน มือที่ดำเกรียมเพราะไฟลวกเอื้อมมาคว้าคอของกวินไว้แน่น แรงบีบนั้นมหาศาลจนกระดูกคอเริ่มส่งเสียงลั่น กวินดิ้นรนสุดชีวิต มีดอาคมในมือหลุดร่วงลงพื้นดังกังวาน แต่วินาทีที่เขากำลังจะสิ้นลม ร่างของพ่อเขาก็หยุดชะงัก สายตาที่เคยว่างเปล่ากลับจ้องเขม็งไปที่รอยสักรูปอักขระโบราณที่หน้าอกของกวิน ซึ่งบัดนี้มันกำลังเรืองแสงสีเลือดออกมาอย่างรุนแรง
“ไม่...” ร่างนั้นกระซิบ “มันยังมีชีวิตอยู่... กฎแห่งเลือด... ยังไม่จบสิ้น!”
กวินรวบรวมเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้าย กระชากมือที่บีบคอออกแล้วผลักร่างนั้นจนกระเด็นไปอัดกับผนัง แต่สิ่งที่เขาเห็นต่อมาทำให้วิญญาณของเขาแทบดับสูญ ร่างที่ถูกผลักไปกลับไม่ใช่พ่อของเขา แต่เป็นหลวงตาเมฆที่บัดนี้จีวรขาดวิ่นและมีรอยแผลเหวอะหวะทั่วร่าง ท่านมองกวินด้วยสายตาเศร้าสร้อยก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้โลกทั้งใบของกวินพังทลายลงในพริบตา
“กวิน... หลวงตาไม่ได้มาช่วยเจ้า แต่หลวงตามาเพื่อจับเจ้าขังไว้ในกระจกนี้แทนที่สิ่งที่เจ้าเรียกว่าพ่อ... เพราะคนที่อยู่ในกระจกนั่น ตั้งแต่ต้นจนจบ... คือเจ้าในอนาคตที่กลับมาฆ่าตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า!”
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ยังคงติดตามเรื่องราวอันดำมืดในเรือนอาถรรพ์แห่งนี้ไปพร้อมกับดิฉันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
"เสียงกระซิบยามดึก"
เรือนอาถรรพ์รอยเลือดเก่า•ตอนที่ 20
เงาสะท้อนในกระจก
ผลงานโดย เสียงกระซิบยามดึก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เสียงกระซิบยามดึก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เรือนอาถรรพ์รอยเลือดเก่า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!