เรือนอาถรรพ์รอยเลือดเก่า•ตอนที่ 19

ภาพวาดต้องสาป

ผลงานโดย เสียงกระซิบยามดึก
“อย่าจ้องมันนานเกินไป พ่อทนาย... คนที่มองภาพวาดด้วยความหิวโหยในหัวใจ มักจะถูกมันกลืนกินเอาเสียเอง” เสียงแหบพร่าของยายจันทร์ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันที่ชวนอึดอัดภายในเรือนไม้เก่าแก่ กวินชะงักฝีเท้าที่กำลังก้าวเข้าใกล้กรอบไม้สักทองที่ดูผิดที่ผิดทางบนผนังเรือนด้านทิศตะวันออก ดวงตาของเขายังคงจับจ้องไปที่ภาพวาดสีน้ำมันรูปหญิงสาวในชุดสไบสีมืดหม่น ใบหน้าในภาพนั้นเรียบเฉย ทว่าแววตากลับดูโศกเศร้าจนน่าประหลาด กวินไม่ได้หันไปมองหญิงชรา เขาเพียงแค่ขยับนิ้วมือที่สั่นเทาเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยขึ้น “ภาพนี้ไม่ใช่แค่ภาพวาดธรรมดาใช่ไหมครับยาย... ผมรู้สึกเหมือนเธอกำลังหายใจอยู่” “หายใจ? หึ... เธอมิได้แค่หายใจหรอกพ่อทนาย เธอ ‘เลือก’ ที่จะสะท้อนเงาในใจของคนมองต่างหาก” ยายจันทร์ก้าวเท้าที่สวมรองเท้าแตะเก่าๆ เข้ามาใกล้ กลิ่นธูปจางๆ และกลิ่นคาวเลือดที่คลุ้งอยู่ในอากาศทำให้กวินต้องสูดหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ เขาเป็นทนายความที่เชื่อในหลักฐานและเหตุผลมาตลอดชีวิต แต่ในเรือนหลังนี้ ทุกตรรกะที่เขามีกลับพังทลายลงไม่เป็นชิ้นดี กวินขยับเข้าไปใกล้ภาพนั้นอีกก้าวหนึ่ง คราวนี้เขาเห็นชัดเจนขึ้น มุมปากของหญิงสาวในภาพไม่ได้เรียบเฉยเหมือนตอนแรกที่เห็น แต่มันค่อยๆ ยกขึ้นช้าๆ จนกลายเป็นรอยยิ้มที่บิดเบี้ยว รอยยิ้มที่ดูราวกับเยาะเย้ยความโง่เขลาของมนุษย์ที่พยายามค้นหาความจริงในสถานที่ที่ความตายครอบงำอยู่ “ยายจันทร์...” กวินเรียกเสียงต่ำ “ทำไมรอยยิ้มของนางถึงเปลี่ยนไป เมื่อครู่ผมรู้สึกโกรธแค้นแทนนางที่ถูกทอดทิ้ง แต่พอตอนนี้... ผมกลับรู้สึกหวาดกลัวจนอยากจะหนีไปให้พ้น” “นั่นเพราะจิตของเจ้าเริ่มสั่นคลอนอย่างไรเล่า” ยายจันทร์คว้าข้อมือของกวินเอาไว้ มือที่แห้งเหี่ยวราวกับกิ่งไม้ของยายจันทร์กลับมีแรงบีบมหาศาลจนกวินนิ่วหน้าด้วยความเจ็บ “ภาพวาดนี้คือกรงขังแห่งอารมณ์ ใครที่มีความลับ ใครที่มีปมในใจที่ยังไม่ถูกสะสาง ภาพนี้จะดึงมันออกมาขยี้จนแหลกคามือ ยิ่งเจ้ากลัว... นางยิ่งได้ใจ” กวินพยายามสลัดมือออก แต่เขากลับพบว่าร่างกายของตนแข็งทื่อ ราวกับมีโซ่ตรวนที่มองไม่เห็นรัดตรึงเขาไว้กับพื้นไม้ลั่นเอี๊ยดอ๊าด สายตาของเขายังคงจ้องเข้าไปในดวงตาของหญิงสาวในภาพ สิ่งที่เคยเห็นเป็นสีดำมืดมิดในรูม่านตาของนางเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำคล้ายเลือดที่กำลังไหลเวียนอยู่ในกรอบรูป “พ่อทนาย...” เสียงของหลวงตาเมฆดังแทรกขึ้นมาจากความมืดหลังประตูไม้บานใหญ่ ท่านไม่ได้ก้าวเข้ามา แต่เสียงสวดอิติปิโสแผ่วเบาของท่านกลับทำให้ไอเย็นที่เกาะกุมแผ่นหลังของกวินเบาบางลง “ตั้งจิตให้มั่น อย่าให้อารมณ์นำทาง สายตาของเจ้ากำลังโดนภาพลวงตาครอบงำ หากจิตเจ้าดับ ความเป็นทนายความของเจ้าจะไม่มีความหมายอีกต่อไป” กวินหลับตาแน่น กัดฟันจนกรามขึ้นนูน พยายามดึงความทรงจำเกี่ยวกับพ่อและแม่ที่จากไปอย่างปริศนาขึ้นมาเป็นเกราะป้องกัน ความโศกเศร้าและความแค้นที่เคยมีกลับถูกความอบอุ่นบางอย่างของคำสวดหลวงตาเมฆโอบอุ้มไว้ เขาค่อยๆ ลืมตาขึ้นอีกครั้ง ภาพวาดตรงหน้าเปลี่ยนไปอีกครั้ง... คราวนี้หญิงสาวในภาพไม่ได้ยิ้ม แต่กำลังร้องไห้ น้ำตาที่ไหลออกมาจากดวงตาทั้งสองข้างเป็นสีแดงเข้มเปรอะเปื้อนผืนผ้าใบจนดูน่าสยดสยอง “นางไม่ได้ต้องการทำร้ายเจ้าหรอกพ่อทนาย...” ยายจันทร์กระซิบข้างหู น้ำเสียงของนางอ่อนโยนลงอย่างน่าขนลุก “นางแค่กำลังเรียกหา... เรียกหาคนที่จะมาเป็น ‘ร่างใหม่’ ให้กับความแค้นที่ไม่มีวันดับสูญของนาง” กวินรู้สึกถึงแรงกดทับที่หน้าอก ราวกับมีบางอย่างกำลังพยายามแทรกซึมเข้ามาในร่างของเขาผ่านทางการมองเห็น เขาพยายามก้าวถอยหลัง แต่แล้วสายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นอะไรบางอย่างที่มุมล่างขวาของกรอบรูป... มันไม่ใช่ลายเซ็นของจิตรกร แต่มันคือชื่อของ ‘แม่’ ของเขา ที่ถูกสลักไว้ด้วยรอยเลือดแห้งกรัง มือของกวินสั่นระริกขณะเอื้อมไปสัมผัสรอยสลักนั้น เสียงกรีดร้องโหยหวนดังสะท้อนก้องไปทั่วเรือนไม้ ก่อนที่ทุกอย่างจะเงียบลงอย่างฉับพลัน... เงียบจนได้ยินเสียงลมหายใจของตัวเองที่หอบถี่ “ยายจันทร์...” กวินเอ่ยขึ้นด้วยเสียงที่แหบพร่า น้ำตาไหลอาบแก้มโดยไม่รู้ตัว “ทำไมชื่อของแม่ถึงอยู่ในเรือนอาถรรพ์แห่งนี้... และทำไม... ทำไมหญิงสาวในภาพคนนี้ ถึงมีใบหน้าเหมือนแม่ผมราวกับส่องกระจก” ทันใดนั้น ไฟในเรือนที่ริบหรี่อยู่แล้วก็ดับพรึ่บลงสนิท ทิ้งให้เหลือเพียงแสงจันทร์ที่ลอดผ่านรอยแตกของฝาเรือนเข้ามาเพียงน้อยนิด ในความมืดมิดนั้น กวินรู้สึกได้ถึงสัมผัสเย็นเยียบที่แตะลงบนแก้มของเขา ไม่ใช่ยายจันทร์ ไม่ใช่หลวงตาเมฆ เพราะเขารู้สึกได้ถึงกลิ่นหอมของดอกมะลิจางๆ กลิ่นเดียวกับที่แม่ของเขาเคยใช้ก่อนจากไปตลอดกาล “ลูกแม่...” เสียงกระซิบที่คุ้นเคยดังมาจากด้านหลัง ไม่ใช่จากในภาพวาด แต่มันดังมาจากมุมมืดที่เขาเพิ่งเดินผ่านไปเมื่อครู่ กวินค่อยๆ หันกลับไปช้าๆ ในใจภาวนาให้มันเป็นเพียงภาพหลอน แต่เมื่อแสงไฟแช็กในมือจุดขึ้น ความจริงที่อยู่ตรงหน้ากลับทำเอาเขาลมหายใจแทบหยุดเต้น... ร่างหญิงสาวในชุดสไบสีมืดหม่นไม่ได้อยู่ในภาพวาดอีกต่อไปแล้ว แต่นางยืนยิ้มกว้างอยู่ตรงหน้าเขา ห่างออกไปเพียงหนึ่งคืบ พร้อมกับรอยเลือดที่ค่อยๆ ไหลซึมออกจากแผลฉกรรจ์ที่ลำคอของนาง ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางระทึกขวัญมาด้วยกันจนถึงบรรทัดนี้นะคะ
สารจากนักเขียน (เสียงกระซิบยามดึก)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เรือนอาถรรพ์รอยเลือดเก่า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%