กลิ่นอับชื้นของดินชื้นแฉะและซากอินทรีย์สารเน่าเปื่อยตีเข้าจมูกของกวินอย่างรุนแรง จนชายหนุ่มเกือบจะสำลักออกมา ภาพที่สะท้อนผ่านม่านตาภายใต้แสงจันทร์สีเลือดสลัวราง ไม่ใช่ภาพลวงตาจากความเหนื่อยอ่อนอย่างแน่นอน เงาร่างนับสิบที่ควรจะนอนสงบนิ่งอยู่ใต้ผืนดินลึกสามเมตร บัดนี้กำลังเงยศีรษะขึ้นจากหลุมฝังศพ ท่าทางเก้ๆ กังๆ บิดเบี้ยวราวกับกระดูกภายในแตกหักและถูกบังคับให้เคลื่อนไหวด้วยกลไกอันบิดเบี้ยวบางอย่าง
"ไม่ใช่แค่ศพเดียว..." เสียงของกวินแห้งผาก ลมหายใจติดขัดอยู่ที่ลำคอ มือหนากำด้ามพระพุทธรูปโบราณในกระเป๋าเสื้อแน่นจนปลายนิ้วซีดขาว
ในขณะที่สติสัมปชัญญะของทนายความหนุ่มกำลังถูกทดสอบจนถึงขีดสุด ท่ามกลางความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัวของสุสานท้ายหมู่บ้าน เสียงประหลาดบางอย่างก็แว่วมาตามสายลมยามวิกาล... *ก๊อก... แก๊ง... โกร้ง...*
มันไม่ใช่เสียงฝีเท้าของซศพเดินได้เหล่านั้น แต่เป็นเสียงกระทบกันของไม้เนื้อแข็งและแผ่นโลหะบางอย่าง เสียงบรรเลงของเครื่องดนตรีไทยโบราณที่ดังแว่วมาจากตัว "เรือนอาถรรพ์" ที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหลัง ท่วงทำนองช้าๆ โหยหวน และบาดลึกเข้าไปถึงขั้วหัวใจ ราวกับกำลังขับกล่อมวิญญาณให้เคลิบเคลิ้มไปสู่ความตาย
"เสียงระนาด..." กวินพึมพำกับตัวเอง ขนทั่วร่างลุกชันขึ้นพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
ภาพเหตุการณ์เมื่อตอนหัวค่ำย้อนกลับมาในหัว หลวงตาเมฆเคยเตือนเขาไว้แล้วว่า *'เรือนหลังนั้นมันถูกสร้างขึ้นด้วยเลือดของครูดนตรีผู้มีความอาฆาตพยาบาทสูงส่ง เสียงระนาดในยามวิกาลไม่ใช่เสียงแห่งความบันเทิง แต่มันคือเสียงเรียกวิญญาณให้กลับมารับเครื่องสังเวย'*
กวินถอยหลังกรูดโดยไม่ละสายตาจากฝูงศพที่กำลังพยายามยันกายลุกขึ้นยืน เสียงไม้ระนาดบรรเลงดังขึ้นเป็นจังหวะกระชั้นชิดขึ้นเรื่อยๆ จากเสียงที่เคาะแผ่วเบา กลเป็นการรัวกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง ดั่งเสียงหัวใจที่เต้นรัวด้วยความหวาดกลัว ท่วงทำนองเพลง "โคม ประดับ" ที่ครูเพลงมักบรรเลงในพิธีไหว้ครูหรือหน้าศพ ดังสะท้อนก้องกังวานไปทั่วบริเวณ ราวกับตัวเรือนไม้สักทองโบราณนั้นกำลังมีชีวิตและขยับเขยื้อนได้
"กวิน... หนีไปซะ... อย่าหันหลังกลับมามองเด็ดขาด!"
เสียงแหบพร่าของยายจันทร์ดังแทรกขึ้นมาท่ามกลางความมืด หญิงชราโผล่มาจากพุ่มไม้ข้างทาง ใบหน้าเหี่ยวย่นเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อและแววตาที่ฉายความหวาดกลัวอย่างสุดซึ้ง นางพุ่งเข้ามาคว้าข้อมือของกวินด้วยเรี่ยวแรงที่เกินกว่าคนแก่ทั่วไปจะมี แล้วออกแรงกระชากให้วิ่งหนีออกจากบริเวณสุสานทันที
แต่ทุกอย่างสายเกินไปเสียแล้ว...
เมื่อเสียงระนาดลูกเอกและลูกทุ้มบรรเลงมาถึงท่อนจบอันโหยหวน เงาร่างนับสิบในสุสานก็หยุดชะงักพร้อมกัน ก่อนที่พวกมันจะหันขวับมาทางกวินและยายจันทร์ด้วยดวงตาที่กลายสภาพเป็นสีดำสนิทไร้แววตาของมนุษย์ เสียงกรีดร้องโหยหวนนับร้อยเสียงประสานกันดังลั่นฟ้า ราวกับประตูนรกได้ถูกเปิดออกอย่างไร้เหตุผล
กวินสะดุดรากไม้ล้มลงกับพื้นดินเย็นเฉียบ เขารีบหันกลับไปมองเบื้องหลัง ภาพที่ปรากฏทำให้เลือดในกายเย็นเฉียบจนแทบหยุดไหล ไม่ใช่แค่ศพในสุสานที่ลุกขึ้นมา แต่บนระเบียงชั้นสองของเรือนอาถรรพ์ ร่างของชายชราในชุดไทยโบราณกำลังยืนถือไม้ระนาด เลือดสดๆ ไหลทะลักออกจากเบ้าตาและปาก ขณะที่มือทั้งสองข้างยังคงตีระนาดด้วยความเร็วที่ผิดธรรมชาติ
และก่อนที่สติของกวินจะหลุดลอยไปกับความหวาดกลัวสุดขีด ร่างของใครบางคนก็ก้าวออกมาจากเงาดำเบื้องหน้า พร้อมกับเสียงกระซิบที่แนบชิดอยู่ข้างใบหู... "มึงมาขัดขวางพิธีของกู... มึงต้องชดใช้ด้วยวิญญาณของพ่อแม่มึง!"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางเผชิญความสยองขวัญไปด้วยกันนะคะ
เรือนอาถรรพ์รอยเลือดเก่า•ตอนที่ 49
เสียงดนตรีไทยหลอน
ผลงานโดย เสียงกระซิบยามดึก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เสียงกระซิบยามดึก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เรือนอาถรรพ์รอยเลือดเก่า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!