เรือนอาถรรพ์รอยเลือดเก่า•ตอนที่ 2

กลิ่นธูปและเสียงกระซิบ

ผลงานโดย เสียงกระซิบยามดึก
“ปล่อย...” เสียงของกวินแหบพร่า แรงบีบที่ลำคอไม่ได้แน่นจนหายใจไม่ออก แต่กลับหน่วงหนักราวกับถูกรัดด้วยโซ่เหล็กที่แช่น้ำแข็งมานานปี เขาสะบัดตัวสุดแรงจนแผ่นหลังกระแทกเข้ากับเสาไม้สักของเรือน เสียงไม้ลั่นเอี๊ยดอ๊าดดังก้องในความเงียบสงัดราวกับมีใครบางคนกำลังหัวเราะร่าด้วยความสะใจ ไฟฉายในมือที่ดับไปเมื่อครู่กลับสว่างวาบขึ้นมาอีกครั้ง แต่คราวนี้แสงไฟสีขาวนวลกลับสั่นไหวและหรี่ลงเหมือนจะขาดใจ กวินหอบหายใจถี่ สายตาของเขาจ้องเขม็งไปที่ว่างเปล่าตรงหน้า ไม่มีใคร... มีเพียงกลิ่นคาวเลือดที่ตลบอบอวลอยู่ในอากาศ มันไม่ใช่กลิ่นเลือดสดที่พุ่งกระฉูด แต่มันคือกลิ่นของเลือดที่แห้งกรัง ซึมลึกเข้าไปในเนื้อไม้ จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างเรือนหลังนี้ไปแล้ว กวินยกมือขึ้นกุมลำคอ ผิวหนังบริเวณนั้นขึ้นรอยแดงจางๆ เป็นรูปนิ้วมือที่เรียวยาวผิดปกติ “ใครอยู่ที่นั่น” เขาเค้นเสียงถาม แม้จะรู้ดีว่าคำตอบที่ได้รับอาจเป็นสิ่งที่เขาไม่อยากได้ยิน ไม่มีเสียงตอบรับ มีเพียงเสียงลมหายใจของเขาเองที่ดังกลบความเงียบ ทว่าทันทีที่เขาขยับตัวจะเดินไปที่บันได เสียง ‘ครืด... ครืด...’ ก็ดังขึ้นจากใต้ถุนเรือน มันเป็นเสียงเหมือนวัตถุหนักๆ กำลังถูกลากไปกับพื้นดินที่เปียกชื้น สลับกับเสียงกระซิบที่ฟังไม่ได้ศัพท์แต่น่าขนลุก *“กลับ... มา... แล้ว... หรือ...”* กวินชะงักฝีเท้า หัวใจเต้นรัวจนแทบจะทะลุออกมานอกอก เสียงนั้นไม่ได้มาจากหู แต่ดังก้องอยู่ในมวลกระดูกของเขา ความรู้สึกเสียววาบแล่นปราดขึ้นมาจากส้นเท้าตรงเข้าสู่สมอง นี่ไม่ใช่แค่ผีหลอกหลอนธรรมดา แต่มันมี 'สายสัมพันธ์' บางอย่างที่เชื่อมเขากับเจ้าของเสียงนี้เข้าด้วยกัน เขาส่องไฟฉายลงไปตามร่องกระดานไม้ที่ผุพัง แสงไฟวูบวาบเผยให้เห็นความมืดมิดใต้ถุนเรือนที่เต็มไปด้วยกองไม้เก่าและหยากไย่ ทว่าในชั่วพริบตานั้นเอง ดวงตาคู่หนึ่งก็วาวโรจน์ขึ้นท่ามกลางความมืดใต้ถุน มันไม่ใช่ตาสัตว์ มันคือดวงตาของมนุษย์ที่เต็มไปด้วยความแค้นเคืองและรอยยิ้มที่บิดเบี้ยว กวินก้าวถอยหลังโดยสัญชาตญาณ แต่เท้าของเขากลับไปสะดุดเข้ากับอะไรบางอย่างที่วางอยู่บนพื้น มันเป็น 'พานใบตอง' เก่าๆ ที่มีดอกมะลิแห้งเหี่ยวและธูปที่ไหม้หมดดอก กลิ่นควันธูปที่จางหายไปนานแล้วกลับหวนคืนมาอย่างฉับพลัน กลิ่นที่รุนแรงจนเขาต้องยกแขนเสื้อขึ้นปิดจมูก “นี่มันอะไรกัน...” กวินพึมพำ ก่อนจะเห็นเงาดำตะคุ่มเคลื่อนตัวผ่านร่องไม้ไปอย่างรวดเร็ว เขาตัดสินใจอย่างเด็ดขาด เดินลงจากเรือนไปทางบันไดไม้ที่ส่งเสียงร้องเตือนทุกย่างก้าว ความเย็นเยียบของพื้นดินชื้นแฉะสัมผัสทะลุรองเท้าหนังราคาแพงเข้ามา เขาตรงไปยังตำแหน่งที่เขาเห็นดวงตานั้น ส่องไฟฉายสาดไปรอบๆ แต่สิ่งที่พบกลับทำให้เขาต้องหยุดนิ่ง มีเพียงรอยเท้าเปียกชื้นที่ทิ้งไว้บนดิน แต่มันไม่ใช่รอยเท้าคนธรรมดา นิ้วเท้าทั้งห้ากลับงุ้มลงราวกับกรงเล็บ และที่น่าสะพรึงกลัวกว่านั้นคือรอยเท้าเหล่านั้นไม่ได้มุ่งไปที่ไหน แต่มันวนกลับมาจบที่ตรงหน้าเขา—ตำแหน่งเดียวกับที่เขายืนอยู่ “แกต้องการอะไรจากฉัน” กวินตะโกนถามความมืด ความกลัวที่เคยมีเปลี่ยนเป็นความโกรธแค้นที่ปะทุขึ้นในอก เขาเป็นทนายความ เขาอยู่กับหลักฐานและเหตุผล แต่สิ่งที่เผชิญอยู่ตรงหน้าคือเหตุผลที่ไร้ข้อพิสูจน์ *“ความจริง... ที่แก... ซ่อนไว้...”* เสียงนั้นกระซิบข้างหูเขาคราวนี้ชัดเจนจนรู้สึกถึงลมหายใจเย็นเฉียบที่รดต้นคอ กวินหันขวับไปด้านหลังทันที เงาร่างสูงใหญ่ร่างหนึ่งยืนอยู่ห่างจากเขาไม่ถึงสามก้าว แสงไฟฉายที่เริ่มหรี่ดับฉายไปเห็นใบหน้าที่ไม่มีหนังกำพร้า มีเพียงกล้ามเนื้อแดงฉานและฟันที่ซี่หลุดร่วง มันคือร่างของชายที่เขาเคยเห็นในรูปถ่ายเก่าๆ บนหิ้งพระของแม่—ชายที่ถูกบันทึกว่าหายสาบสูญไปพร้อมกับปู่ของเขาเมื่อสามสิบปีก่อน ในวินาทีที่เขากำลังจะกรีดร้อง ชายผู้นั้นก็ก้าวเข้ามาใกล้ พลางหยิบวัตถุชิ้นหนึ่งออกมาจากอกเสื้อแล้วยื่นให้กวิน มันคือเหรียญบาทเก่าๆ ที่มีรอยเลือดแห้งกรังฝังลึกอยู่ตรงกลางเหรียญ กวินจำเหรียญนี้ได้ดี มันคือเหรียญที่พ่อของเขาเคยย้ำนักย้ำหนาว่า “อย่าได้แตะต้องมันเด็ดขาด หากไม่อยากกลายเป็นทาสของเรือนนี้ไปตลอดกาล” มือของกวินสั่นเทาขณะที่เขายื่นมือออกไปรับเหรียญนั้นโดยไม่รู้ตัว ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสกับผิวโลหะเย็นเฉียบ ภาพนิมิตนับร้อยก็พุ่งเข้าใส่สมองของเขาเหมือนเขื่อนแตก เขาเห็นเลือดที่สาดกระเซ็นไปทั่วผนังเรือน เห็นร่างของใครบางคนถูกฝังอยู่ใต้ฐานเสาหลักของบ้าน... และที่สำคัญที่สุด เขาเห็นใบหน้าของตนเองในวัยเด็กที่กำลังหัวเราะร่าอยู่ข้างๆ ฆาตกรที่กำลังลงมือฆ่าคนอย่างเลือดเย็น กวินสะดุ้งสุดตัว เหรียญร่วงหล่นลงพื้นส่งเสียงกังวานในความมืด ก่อนที่ความเงียบงันจะเข้าปกคลุมอีกครั้ง ขณะที่เขากำลังจะวิ่งหนีจากบริเวณนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังขึ้นจากบนเรือน ไม่ใช่เสียงฝีเท้าของวิญญาณ แต่มันคือเสียงของรองเท้าแตะที่คุ้นเคย กวินเงยหน้ามองขึ้นไป เห็นเงาร่างของหญิงชราในชุดสีขาวหม่นยืนอยู่ตรงชานเรือน ถือตะเกียงเจ้าพายุใบเก่าที่ส่งแสงสีส้มสลัว “คุณกวิน...” ยายจันทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยที่ฟังดูน่ากลัวกว่าเสียงกระซิบเมื่อครู่ “อย่าเพิ่งรีบไปไหนเลยเจ้าค่ะ... เพราะสิ่งที่เจ้าพยายามหนีมาตลอดสามสิบปี มันกำลังรอต้อนรับเจ้าอยู่ตรงนี้ ในเรือนที่เจ้าเรียกมันว่า ‘บ้าน’ นี้เอง” เธอค่อยๆ ก้าวลงบันไดมาทีละขั้นช้าๆ ทุกย่างก้าวของเธอดูเหมือนจะขยับเรือนทั้งหลังให้สั่นสะเทือน ก่อนที่เธอจะหยุดลงตรงหน้าเขาแล้วแสยะยิ้ม “ของที่เจ้าทำตกไว้เมื่อกี้... เจ้าพ่อของเจ้าฝากมาบอกว่า... ถึงเวลาชดใช้หนี้เลือดที่ค้างชำระเสียที” กวินมองไปที่เหรียญบาทบนพื้นอีกครั้ง แต่ทว่าคราวนี้ เหรียญนั้นกลับหายไป กลายเป็นรอยเลือดสดๆ ที่กำลังไหลซึมขึ้นมาจากดิน ราวกับว่าพื้นดินกำลังกลืนกินความลับของเขาเข้าไปทีละน้อย และเสียงกระซิบจากใต้ถุนเรือนที่เคยเงียบหายไป ก็กลับดังขึ้นพร้อมกันนับร้อยเสียง... เป็นชื่อของเขาเองที่ถูกเรียกขานจากความตาย ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปกับความมืดมิดในค่ำคืนนี้ครับ - เสียงกระซิบยามดึก
สารจากนักเขียน (เสียงกระซิบยามดึก)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เรือนอาถรรพ์รอยเลือดเก่า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%