เรือนอาถรรพ์รอยเลือดเก่า•ตอนที่ 1

มรดกเลือด

ผลงานโดย เสียงกระซิบยามดึก
“อย่ารับมันเด็ดขาด กวิน... ของที่บรรพบุรุษมึงโยนทิ้ง ไม่ใช่ของที่มึงควรจะไปขุดขึ้นมาเช็ดล้างให้เงางาม” เสียงแหบพร่าของหลวงตาเมฆดังก้องอยู่ในความเงียบงันของกุฏิเก่าคร่ำคร่า กลิ่นธูปหอมฉุนกึกผสมกับกลิ่นอับชื้นของไม้กระดานปะทะเข้าจมูกจนกวินต้องขมวดคิ้ว เขาไม่ได้เงยหน้ามองพระเถระที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนอาสนะ แต่สายตากลับจับจ้องไปยังซองเอกสารสีน้ำตาลที่วางอยู่บนตัก—พินัยกรรมฉบับล่าสุดจากตระกูลที่เขาพยายามลืมเลือนไปตลอดชีวิต กวินขยับนิ้วเรียวยาวลูบไปตามขอบซองเอกสาร ผิวสัมผัสของกระดาษมันสากและเย็นเยียบ ราวกับหนังมนุษย์ที่ถูกตากจนแห้งกรัง “มันไม่ใช่แค่สมบัติ แต่มันคือภาระหน้าที่ทางกฎหมาย หลวงตา... ผมเป็นทนายความ ผมทิ้งพินัยกรรมไว้ที่กองขยะไม่ได้” “ภาระหน้าที่รึ?” หลวงตาเมฆแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแห้งผากเหมือนกระดาษทรายถูไปกับหิน “มึงจำไม่ได้หรือไงว่าพ่อแม่มึงตายยังไง? เรือนหลังนั้นไม่ได้ต้องการทนายความ มันต้องการ ‘เลือด’ ไปเซ่นสังเวยเพื่อรักษาอาถรรพ์ที่รอยลึกอยู่ในฝาผนัง” กวินนิ่งเงียบ แววตาของเขาที่มักจะเยือกเย็นดุจน้ำแข็งยามว่าความในศาล บัดนี้กลับสั่นไหววูบหนึ่ง เขายังจำภาพในคืนนั้นได้ดี... คืนที่เรือนไทยหลังนั้นดูราวกับสัตว์ร้ายที่แยกเขี้ยวรอคอยเหยื่อ เสียงกรีดร้องของมารดาและการเงียบหายไปอย่างไม่มีวันกลับของบิดา ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มันคือ ‘การเลือก’ “ผมไม่ได้ไปเพื่ออยู่” กวินตอบเสียงเรียบ พยายามคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่น “ผมไปเพื่อจัดการขายที่ดินและรื้อถอนเรือนหลังนั้นทิ้ง ทุกอย่างจะจบลงถ้าที่ตรงนั้นกลายเป็นที่ว่างเปล่า” “เจ้ากวินเอ๋ย...” หลวงตาเมฆโน้มตัวลงมา ใบหน้าเหี่ยวย่นใต้แสงไฟสลัวดูราวกับหน้ากากที่บิดเบี้ยว “ไอ้ที่มึงคิดจะรื้อน่ะ มันไม่ใช่แค่ไม้กระดาน แต่มันคือ ‘กรงขัง’ ของสิ่งที่คนในตระกูลมึงสะสมไว้ ใครที่เข้าไปยุ่งกับกรงนั่น... มักจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของมันเสมอ” กวินไม่ตอบ เขาคว้าซองเอกสารแล้วลุกขึ้นยืน ความเงียบของวัดยามวิกาลดูจะหนาแน่นขึ้นจนแทบหายใจไม่ออก เขาเดินออกมาจากกุฏิ มุ่งหน้าไปยังรถยนต์ที่จอดอยู่ใต้เงาไม้ใหญ่ ทันใดนั้น เงาตะคุ่มของใครบางคนก็ปรากฏขึ้นข้างรถ หญิงชราหลังค่อมสวมผ้าถุงสีมอซอ ยืนนิ่งราวกับรูปปั้น ยายจันทร์... เขารู้จักหญิงคนนี้ดี เธอคือคนเฝ้าเรือนที่ยังมีชีวิตอยู่เพียงหนึ่งเดียวที่ยอมกลับไปเหยียบที่นั่น “จะไปพรุ่งนี้ใช่ไหมล่ะ พ่อทนาย?” ยายจันทร์เอ่ยขึ้นโดยไม่ต้องรอให้เขาถาม เสียงของเธอเหมือนเสียงใบไม้แห้งที่ถูกขยี้ “ครับ” ยายจันทร์ขยับยิ้ม จนรอยยับบนใบหน้าดูคล้ายกับทางน้ำไหลที่แห้งเหือด “งั้นฝากเอาของสิ่งนี้ไปด้วย” เธอหยิบถุงผ้ากำมะหยี่สีแดงเข้มที่เปรอะไปด้วยคราบดำคล้ายเลือดแห้งกรังยัดใส่มือเขา “อย่าแกะมันจนกว่าจะเหยียบพื้นเรือน และถ้าได้ยินเสียงกระซิบจากใต้ถุน... ให้ปิดหูเสีย อย่าตอบรับ อย่าหันกลับไปมอง” กวินขมวดคิ้ว “นี่มันอะไรยาย?” “มรดกที่มึงไม่ได้ถูกระบุชื่อในพินัยกรรม แต่เป็นสิ่งที่เลือกมึงมาตั้งแต่เกิด” ยายจันทร์พูดจบก็เดินหายเข้าไปในความมืดของหมู่บ้าน ทิ้งให้กวินยืนเคว้งคว้างอยู่เพียงลำพัง ความเย็นวาบแล่นผ่านสันหลังเหมือนมีคนเอาเข็มมาปักที่ต้นคอ กวินขับรถออกจากหมู่บ้าน มุ่งหน้าสู่ป่าลึกที่ตั้งของเรือนไทยหลังนั้น ทางเข้าเป็นถนนลูกรังที่ถูกปกคลุมด้วยเถาวัลย์ ยิ่งลึกเข้าไป บรรยากาศยิ่งเปลี่ยนไป ราวกับว่าเวลาได้หยุดเดินไว้เมื่อหลายสิบปีก่อน ในที่สุด เรือนไทยไม้สักเก่าแก่ขนาดใหญ่ก็ปรากฏตรงหน้า มันตั้งตระหง่านกลางวงล้อมของต้นไทรโบราณที่แผ่รากปกคลุมตัวเรือนจนดูคล้ายกับมนุษย์ที่กำลังกอดรัดเหยื่อไว้ไม่ให้หนี เรือนหลังนี้ไม่ได้เงียบเหงาอย่างที่เขาคาดคิด แสงจันทร์ส่องกระทบหน้าต่างไม้แกะสลักเผยให้เห็นเงาตะคุ่มที่เคลื่อนไหววูบวาบอยู่ภายใน กวินก้าวลงจากรถ มือที่ถือเอกสารสั่นเทาเล็กน้อย เขาเดินขึ้นบันไดเรือนที่ลั่นเอี๊ยดอ๊าดทุกก้าวที่เหยียบ *ตึก... ตึก...* เสียงฝีเท้าของเขาดูเหมือนจะดังเกินความจำเป็น เมื่อกวินผลักประตูไม้บานใหญ่เข้าไป กลิ่นสาบสางและกลิ่นอายของความตายก็พุ่งเข้าปะทะหน้าจนเขาต้องผงะ แสงไฟฉายในมือฉายไปรอบโถงกว้าง ฝุ่นหนาเกาะตัวอยู่บนเครื่องเรือนโบราณ แต่สิ่งที่ทำให้เลือดในกายเขากลายเป็นน้ำแข็งไม่ใช่สภาพบ้าน... บนโต๊ะกลางห้อง มีจดหมายฉบับหนึ่งวางอยู่ ข้างๆ กันนั้นคือนาฬิกาพกสีทองเรือนเก่าที่พ่อของเขาสวมใส่ในวันตาย มันยังคงเดินอยู่ด้วยจังหวะที่สม่ำเสมอ... *ติ๊ก... ติ๊ก...* ทั้งที่มันควรจะหยุดไปนานแล้ว เขารีบคว้าถุงผ้าสีแดงที่ยายจันทร์ให้มาเพื่อจะแก้ปม แต่ทว่า... เมื่อเขามองไปที่พื้นไม้ใต้แสงไฟฉาย ลมหายใจของเขาก็แทบจะหยุดกะทันหัน เพราะคราบสีแดงเข้มที่เขาคิดว่าเป็นเพียงรอยเปื้อนเก่าแก่ บัดนี้มันกลับกำลัง ‘ซึม’ ออกมาจากร่องไม้เป็นหยดเล็กๆ ราวกับเพิ่งถูกราดลงไปไม่นาน แล้วเสียงกระซิบแหบพร่าจากมุมมืดหลังตู้เสื้อผ้าไม้สัก ก็ดังขึ้นก้องอยู่ในหูของเขา... ไม่ใช่ภาษาที่เขารู้จัก แต่เป็นคำสั่งที่เขาคุ้นเคยอย่างประหลาด “กลับมาแล้วหรือ... ลูกรัก?” กวินหันขวับไปทางเสียงทันที ในวินาทีนั้นเอง แสงไฟฉายของเขาดับวูบลง พร้อมกับความเย็นเยียบที่โอบรัดรอบคอของเขาจากด้านหลัง ในความมืดมิดนั้น เขาไม่ได้สัมผัสถึงความกลัวอีกต่อไป แต่สัมผัสได้ถึง... กลิ่นของเลือดที่คุ้นเคย กลิ่นเดียวกับที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกายของเขาเอง ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางไปกับความมืดมิดในครั้งนี้ครับ - เสียงกระซิบยามดึก
สารจากนักเขียน (เสียงกระซิบยามดึก)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เรือนอาถรรพ์รอยเลือดเก่า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%