“ออกไปจากร่างข้า... เจ้าไม่มีสิทธิ์!”
กวินคำรามก้องอยู่ในมโนภาพ เสียงของเขาไม่ได้ออกมาจากลำคอ หากแต่ก้องสะท้อนอยู่ในพื้นที่ว่างเปล่าสีเทาหม่นที่เขากำลังถูกขังอยู่ ความเจ็บปวดแล่นริ้วไปทั่วร่างเสมือนถูกเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงเข้าสู่เส้นประสาททุกเส้น เขาเห็นภาพตัวเองในกระจกบานใหญ่ที่แตกร้าว ทว่าใบหน้าในเงาสะท้อนนั้นกลับไม่ใช่ใบหน้าของทนายความหนุ่มผู้เยือกเย็น นัยน์ตาคู่นั้นเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท ไร้ซึ่งตาดำและขาว มีเพียงความมืดมิดที่หิวโหยจ้องมองกลับมาอย่างเยาะเย้ย
ร่างของกวินสั่นสะท้าน มือทั้งสองข้างยกขึ้นบีบคอกลางอากาศด้วยแรงมหาศาล เขาพยายามดึงสติกลับมา หายใจหอบถี่ท่ามกลางความเย็นเยือกที่แผ่ซ่านออกมาจากแผ่นดินใต้เรือนไม้หลังเก่า
“เจ้าโง่เขลา... กวินเอ๋ย” เสียงแหบพร่าคล้ายใบไม้แห้งกรอบครูดไปกับพื้นปูนดังสะท้อนขึ้นในหัว มันไม่ใช่เสียงของเขา แต่มันเป็นเสียงของใครบางคนที่เคยถูกฝังกลบอยู่ในรอยเลือดเมื่อหลายสิบปีก่อน “เจ้ามีสายเลือดของ ‘พวกมัน’ อยู่เต็มอก เหตุใดต้องขัดขืน? ยอมให้ข้าเข้าไป... แล้วเจ้าจะเห็นความจริงที่พ่อแม่เจ้าปกปิดไว้เสียที”
กวินกัดฟันแน่นจนได้กลิ่นคาวเลือดในปาก เขาพยายามนึกถึงคำสอนของหลวงตาเมฆที่เคยย้ำเตือนไว้เสมอว่า ‘จิตที่นิ่งคือเกราะเหล็กที่ไม่มีสิ่งใดเจาะผ่าน’ แต่ในยามนี้ จิตของเขาถูกกระชากด้วยแรงอาฆาตที่รุนแรงเกินกว่าจะตั้งรับไหว
“กวิน! ตั้งสติ!”
เสียงตะโกนของยายจันทร์แทรกเข้ามาดั่งสายฟ้าฟาดในความมืด นางยืนอยู่ไม่ไกล มือเหี่ยวย่นถือด้ายสายสิญจน์ที่หมองคล้ำด้วยคราบเลือดเก่าแก่ นางไม่ได้เข้ามาช่วยเขาโดยตรง แต่นางกำลังจดจ้องมองดูด้วยสายตาที่ยากจะอ่านออก
“ข้าเตือนเจ้าแล้วว่าอย่ามองตาพวกมัน!” ยายจันทร์ตวาด น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความโกรธปนสมเพช “ถ้าเจ้าเผลอใจไปยินยอมรับความแค้นของมันเพียงเสี้ยววินาที ร่างกายนี้ก็จะไม่ใช่ของเจ้าอีกต่อไป แต่มันจะเป็นรังของวิญญาณบาป!”
กวินหันไปมองยายจันทร์ แววตาของเขาสลับไปมาระหว่างสีธรรมชาติกับความมืดมิดที่คืบคลานเข้ามา มือที่บีบคอตัวเองเริ่มผ่อนคลายลง ทว่านิ้วมือกลับจิกลงไปในผิวหนังจนเลือดซึมออกมาตามร่องนิ้ว
“ยาย... ทำไม...” กวินพยายามเค้นเสียง “ทำไมยายถึงปล่อยให้มัน... เข้ามาใกล้ตัวผมขนาดนี้”
ยายจันทร์เหยียดยิ้มที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ทำให้กวินรู้สึกหนาวสะท้านไปถึงไขสันหลัง นางก้าวเท้าเข้ามาใกล้จนเห็นประกายในดวงตาที่ขุ่นมัวแต่เต็มไปด้วยอำนาจบางอย่าง
“เพราะเจ้าต้องแลกอย่างไรล่ะ” ยายจันทร์กระซิบ น้ำเสียงเย็นเยียบยิ่งกว่าไอวิญญาณ “เจ้าอยากรู้ไม่ใช่หรือว่าพ่อแม่เจ้าตายเพราะอะไร? วิญญาณที่สิงสู่อยู่ในเรือนนี้ไม่ได้ต้องการร่างของเจ้าเพื่อมีชีวิตใหม่หรอก แต่มันต้องการ 'หลักฐาน' ที่เจ้าถือครองอยู่... ของสิ่งนั้นที่อยู่ในกระเป๋าเสื้อเจ้า... ส่งมันมาให้ข้า แล้วข้าจะหยุดมันให้”
กวินชะงักไปครู่หนึ่ง กลิ่นอายความตายพุ่งเข้าปะทะจมูกอย่างแรงจนเขารู้สึกคลื่นไส้ เขาสัมผัสได้ถึงความร้อนผ่าวในกระเป๋าเสื้อข้างซ้าย ของสิ่งนั้น... จดหมายฉบับที่ปิดผนึกด้วยตราประทับสีแดงฉานที่เขาพบในห้องใต้ดินเมื่อคืน
วิญญาณที่กำลังครอบงำร่างเขากระตุกยิ้มที่มุมปากของกวินเอง มันขยับแขนข้างหนึ่งที่ดูบิดเบี้ยวผิดรูปขึ้นมาหมายจะคว้าจดหมายฉบับนั้น กวินพยายามฝืนบังคับร่างตัวเอง แต่ความเจ็บปวดกลับทวีคูณราวกับกระดูกกำลังจะหักออกจากกัน
“เจ้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อช่วยข้า” กวินเค้นเสียงผ่านไรฟัน แม้จะถูกวิญญาณเข้าครอบงำไปกว่าครึ่ง เขายังคงมองยายจันทร์ด้วยสายตาที่อ่านทะลุถึงก้นบึ้ง “ยายต้องการของสิ่งนี้เพื่อจุดประสงค์ของยายเอง... และนั่นแปลว่า ยายกับมัน... ก็เป็นพวกเดียวกัน!”
ยายจันทร์หุบยิ้มทันที ใบหน้าเหี่ยวย่นนั้นดูน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าภูตผีตนใดที่เขาเคยเจอ นางไม่ได้ปฏิเสธ หากแต่ดวงตาคู่นั้นกลับวาวโรจน์ด้วยความแค้นที่สะสมมานานนับปี
“ฉลาดนักนะ... แต่รู้ไปก็เท่านั้น ในเมื่อเจ้ากำลังจะกลายเป็นคนอื่นในอีกไม่กี่อึดใจ”
ทันใดนั้น เสียงสวดมนต์แผ่วเบาก็ดังขึ้นมาจากทิศทางของประตูเรือน กลิ่นธูปหอมฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ กวินรู้สึกถึงแรงปะทะที่กลางหลังราวกับมีใครผลักเขาให้พ้นจากการพันธนาการ ร่างของเขาล้มลงกับพื้นเรือนไม้ที่เปียกชื้นไปด้วยรอยเลือดเก่า
หลวงตาเมฆก้าวเข้ามาในความมืด มือถือประคำไม้กฤษณาแน่น แสงจากตะเกียงน้ำมันในมือท่านสั่นไหววูบวาบตามแรงอาคมที่ปะทะกัน ท่านไม่ได้หันไปมองยายจันทร์ แต่ดวงตาคมกล้าจ้องเขม็งมาที่กวิน—หรือจะพูดให้ถูกคือ จ้องมองสิ่งที่กำลังกัดกินวิญญาณของกวินอยู่
“ปล่อยโยมกวินเสีย เจ้าวิญญาณเร่ร่อน กรรมของเจ้าสิ้นสุดลงตรงนี้แล้ว” หลวงตาเมฆกล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ ทว่าเปี่ยมด้วยพลังอำนาจจนอากาศโดยรอบสั่นสะเทือน
วิญญาณในร่างกวินกรีดร้องโหยหวน มันพยายามขัดขืนแต่ทว่ามนตราของหลวงตากำลังบีบอัดมันให้ถอยร่นกลับเข้าไปในเงามืด กวินหอบหายใจอย่างหนักหน่วง ร่างกายเริ่มกลับมาเป็นของเขาอีกครั้ง ทว่าในเสี้ยววินาทีที่เขากำลังจะเงยหน้าขึ้นขอบคุณหลวงตา สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น...
มือที่เปื้อนเลือดของยายจันทร์เอื้อมมาฉวยเอาของบางอย่างจากกระเป๋าเสื้อกวินไปอย่างรวดเร็ว กวินเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ทว่าสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าคือภาพที่เห็นหลังจากนั้น—จดหมายฉบับนั้นที่ยายจันทร์ถือไว้ กลับเริ่มหลั่งเลือดออกมาเป็นสาย และจารึกชื่อของคนคนหนึ่งที่เขาเพิ่งจะนึกออกว่าเคยเห็นในทะเบียนบ้านเล่มเก่าเมื่อหลายปีก่อน
ชื่อนั้น... คือชื่อของคนตายที่เขารักที่สุด
“หลวงตา... ท่านมองดูสิ...” เสียงของยายจันทร์ดังก้องไปทั่วเรือน พร้อมกับรอยยิ้มที่ดูสมเพชที่สุด “เจ้าหนุ่มนี่ไม่ได้ถูกวิญญาณเข้าสิงหรอก... มันแค่กำลังทำหน้าที่ของมัน ในฐานะ ‘ทายาทคนสุดท้าย’ ที่ถูกสาปแช่งให้เปิดประตูบานนี้ออกมาเอง”
ขณะที่กวินพยายามจะคว้าจดหมายกลับคืน แสงไฟในเรือนก็ดับวูบลงพร้อมกันทุกดวง เหลือเพียงเสียงเคาะประตูไม้ดัง ก๊อก ก๊อก ก๊อก... ที่ดังมาจากใต้พื้นเรือนเบื้องล่าง และเสียงเรียกชื่อของเขาดังขึ้นเบาๆ เป็นเสียงของพ่อ—คนที่ตายไปแล้วสิบห้าปี!
ความมืดมิดกลืนกินทุกอย่างจนไม่เหลือแม้แต่แสงจันทร์ และกวินก็รู้ตัวทันทีว่า... การต่อรองครั้งนี้ไม่ใช่เขากับวิญญาณ แต่เป็นการที่เขาถูกล่อลวงมาให้เป็น 'เครื่องสังเวย' เพื่อปลดปล่อยบางสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเดิมให้ตื่นขึ้นมาบนโลกนี้อีกครั้ง
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางในรอยเลือดนี้ไปกับเสียงกระซิบยามดึกนะคะ แล้วเรามาพบกันใหม่ในตอนต่อไปค่ะ
เรือนอาถรรพ์รอยเลือดเก่า•ตอนที่ 13
การต่อรองของวิญญาณ
ผลงานโดย เสียงกระซิบยามดึก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เสียงกระซิบยามดึก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เรือนอาถรรพ์รอยเลือดเก่า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!