เรือนอาถรรพ์รอยเลือดเก่า•ตอนที่ 14

หลวงตาเมฆปรากฏ

ผลงานโดย เสียงกระซิบยามดึก
“ถ้าโยมยังก้าวเท้าข้ามธรณีประตูบานนั้นด้วยใจที่เปื้อนด้วยโทสะ โยมก็ไม่ต่างอะไรกับคนที่เดินเข้าหาปากเสือโดยผูกเนื้อสดไว้ที่คอหอยหรอกนะ” เสียงแหบพร่าทว่ากังวานลึกดุจเสียงระฆังเก่าที่ถูกตีด้วยค้อนไม้ดังแทรกผ่านความเงียบสงัดภายในห้องทำงาน กวินสะดุ้งสุดตัว เขาหันขวับไปมองที่มุมมืดของห้องซึ่งมีเพียงแสงจันทร์สลัวลอดผ่านหน้าต่างไม้บานเกล็ด ร่างผอมบางในจีวรสีแก่นขนุนเก่าคร่ำนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นไม้ที่บิดเบี้ยว หลวงตาเมฆไม่ได้ขยับเขยื้อน ดวงตาที่หรี่เล็กมองจ้องมายังทนายความหนุ่มด้วยกระแสจิตที่แฝงไปด้วยความเมตตาเจือความดุดัน กวินพยายามควบคุมลมหายใจที่หอบสั่น เขาจำได้ว่าตนเองเพิ่งปิดล็อกประตูห้องนี้แน่นหนาหลังจากกลับมาจากเรือนอาถรรพ์เมื่อหัวค่ำ แต่การปรากฏตัวของหลวงตาที่ไร้ซึ่งสุ้มเสียงการย่างกรายทำให้ความกลัวในส่วนลึกของจิตใจตีตื้นขึ้นมา “หลวงตา... เข้ามาได้ยังไงครับ—ขอประทานโทษเจ้าค่ะ” กวินรีบเปลี่ยนสรรพนามเมื่อเห็นสายตาตำหนิจากพระเถระ เขาค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่งกับพื้น พยายามลดอัตราการเต้นของหัวใจที่เต้นรัวเหมือนกลองรบ “ประตูที่ล็อกแน่นหนา ก็ไม่อาจกันสิ่งที่เป็นดั่งรอยเลือดที่ฝังอยู่ในสายเลือดของโยมได้หรอกกวิน” หลวงตาเมฆเอ่ยพลางคลี่ถุงย่ามเก่าๆ ออก หยิบเอาวัตถุบางอย่างห่อด้วยผ้าขาวม้าเปื้อนฝุ่นวางลงตรงหน้า “โยมกำลังเดินตามรอยพ่อแม่ของโยมไปทีละก้าว... ก้าวที่เต็มไปด้วยความแค้น และความแค้นนั่นแหละ ที่จะเป็นสื่อกลางให้พวกมันดึงโยมลงไปในหลุมดำที่พวกเขาทิ้งเอาไว้” กวินมองห่อผ้าขาวม้านั้นด้วยความรู้สึกก้ำกึ่งระหว่างความหวาดหวั่นและโหยหา เขาพยายามนึกถึงใบหน้าของพ่อและแม่ที่จากไปในเหตุการณ์เพลิงไหม้ครั้งนั้น ภาพของเรือนอาถรรพ์ที่เขากำลังสืบค้นดูเหมือนจะซ้อนทับกับความทรงจำที่แตกสลายของเขาเสมอมา “ผมไม่ได้อยากแค้นเจ้าค่ะหลวงตา... แต่สิ่งที่ผมเห็น สิ่งที่ผมสัมผัสได้ในเรือนหลังนั้น มันบอกให้ผมต้องรู้ความจริง ใครเป็นคนฆ่าพวกเขา ใครที่ทำให้ผมต้องกลายเป็นเด็กกำพร้าที่ถูกทิ้งไว้กับสัมผัสพิเศษที่เหมือนเป็นคำสาป!” กวินระเบิดอารมณ์ออกมา มือสั่นเทาคว้าห่อผ้านั้นขึ้นมาคลี่ออก ภายในคือลูกประคำไม้เก่าแก่ที่ผิวไม้ดูเหมือนจะเปลี่ยนสีเป็นสีคล้ำผิดธรรมชาติ และแผ่นยันต์สีเหลืองซีดที่เขียนด้วยหมึกแดงเข้มข้นจนแทบจะหยดออกมาได้ หลวงตาเมฆยื่นมือที่เหี่ยวย่นมาแตะที่หน้าผากของกวินเบาๆ สัมผัสที่เย็นเยียบแต่กลับทำให้จิตใจของเขาสงบลงอย่างประหลาด “รับไว้เถอะ สิ่งนี้ไม่ใช่ของวิเศษที่จะช่วยให้โยมชนะศัตรู แต่มันคือ ‘เครื่องเตือนสติ’ ให้โยมรู้ว่า เมื่อใดที่ความแค้นเข้าครอบงำจนตาฝ้าฟาง กลิ่นคาวเลือดจะหอมหวานขึ้นจนโยมลืมความเป็นคน” หลวงตากล่าวต่อ “ในเรือนนั้นไม่ได้มีแค่ผีร้าย แต่มันมี ‘เจ้าของ’ ที่รอคอยจะเปลี่ยนโยมให้กลายเป็นทาสรับใช้คนใหม่... จำไว้นะกวิน ความตายไม่ใช่บทสรุปของเรื่องนี้ แต่มันเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของวงจรอุบาทว์ที่โยมต้องเลือกว่าจะตัดให้ขาด หรือจะกระโดดลงไปสมทบกับพวกเขา” กวินกำลูกประคำแน่น ความเย็นของไม้วิ่งพล่านไปทั่วปลายนิ้วเข้าสู่หัวใจ เขารู้สึกถึงกระแสพลังบางอย่างที่แฝงอยู่ในนั้น ราวกับมีเสียงกระซิบเบาๆ ของใครบางคนกำลังร้องเรียกชื่อเขาจากที่ไกลแสนไกล “หลวงตาคะ... ยายจันทร์เกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้ ยายจันทร์เตือนผมเสมอ แต่ยายก็ดูเหมือนจะกุมความลับอะไรบางอย่างไว้ที่ผมยังเข้าไม่ถึง” หลวงตาเมฆนิ่งไปชั่วครู่ ลมหายใจแผ่วเบาของท่านดูเหมือนจะหนักอึ้งขึ้น ท่านไม่ได้ตอบคำถามโดยตรง แต่หันไปมองหน้าต่างบานที่เปิดค้างไว้ เงาดำตะคุ่มบางอย่างเคลื่อนไหวผ่านพุ่มไม้นอกเรือนอย่างรวดเร็ว กวินรีบหันไปมองตาม แต่สิ่งที่เขาเห็นกลับทำให้เลือดในกายเย็นเฉียบ ไม่ใช่เงาของคน... แต่เป็นร่างของหญิงสาวในชุดสไบสีซีดที่ยืนอยู่นิ่งท่ามกลางพุ่มไม้ เธอกำลังจ้องมองมาทางห้องทำงานของเขา ใบหน้าที่ควรจะมีดวงตา กลับมีเพียงหลุมลึกสีดำสนิทที่แผ่ไอเย็นเยือกจนกระจกหน้าต่างขึ้นฝ้าขาวโพลนในพริบตา “นั่นมัน...” กวินอ้าปากค้าง เสียงของเขาหายไปในลำคอ “เขาตามโยมมาถึงที่นี่แล้ว” หลวงตาเมฆลุกขึ้นยืนช้าๆ ร่างของท่านดูเลือนรางเหมือนควันไฟที่ถูกลมเป่า “คืนนี้อย่าได้ออกจากห้องนี้เด็ดขาด ไม่ว่าใครจะมาเรียก ไม่ว่าใครจะมาเคาะประตูด้วยเสียงที่คุ้นเคยเพียงใด... จงจำไว้ว่า สิ่งที่โยมเห็นในเรือนนั้น กำลังจะกลายเป็นความจริงที่โยมต้องเผชิญในบ้านของตัวเอง” กวินหันกลับมาจะถามหลวงตาอีกครั้ง แต่ทว่าพื้นที่ตรงนั้นกลับว่างเปล่า เหลือเพียงกลิ่นธูปเก่าๆ ที่อบอวลอยู่ในอากาศ ทนายความหนุ่มใจสั่นระรัว เขาพยายามจะเดินไปล็อกหน้าต่างที่เปิดอ้าอยู่ ทว่าทันใดนั้น เสียงเคาะประตูห้องทำงานจากด้านนอกก็ดังขึ้น... *ก๊อก ก๊อก ก๊อก* ไม่ใช่เสียงเคาะประตูไม้ปกติ แต่มันเป็นเสียงเหมือนเล็บมือยาวๆ ขูดลงบนเนื้อไม้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเกิดเสียงน่าขนลุก ก่อนที่เสียงของผู้หญิงคนหนึ่งจะดังลอดเข้ามาเบาๆ “กวิน... เปิดประตูให้แม่หน่อยสิลูก... แม่หนาวเหลือเกิน...” กวินตัวแข็งทื่อ เขาจำเสียงนั้นได้ดี เสียงของแม่... แม่ที่ควรจะตายไปในกองเพลิงเมื่อยี่สิบปีก่อน! ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางในรอยเลือดนี้ไปกับเสียงกระซิบยามดึกนะคะ แล้วเรามาพบกันใหม่ในตอนต่อไปค่ะ
สารจากนักเขียน (เสียงกระซิบยามดึก)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เรือนอาถรรพ์รอยเลือดเก่า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%