"อย่า... อย่าเข้ามา!"
ข้าพเจ้าตะโกนก้องในความมืด พร้อมกับเหวี่ยงตะเกียงในมือเข้าใส่เงามืดที่พุ่งตรงมา แต่มันกลับทะลุผ่านร่างนั้นไปดั่งหมอกควัน กลิ่นสาบสางของเนื้อเน่าและคาวเลือดเข้มข้นจนแทบอาเจียน กวินก้าวถอยหลังจนแผ่นหลังกระแทกเข้ากับเสาเรือนไม้สักที่สั่นสะท้าน แรงกระแทกนั้นทำให้ดินบริเวณโคนเสาทรุดตัวลง เสียงไม้ลั่นเปรี๊ยะดังสนั่นหวั่นไหวราวกับเรือนทั้งหลังกำลังจะพังทลาย
"เจ้าหนีข้าไม่พ้นหรอก กวิน... เลือดของพ่อเจ้ามันเรียกร้องหาข้ามานานเกินไปแล้ว"
เสียงนั้นไม่ได้ดังมาจากที่ไหนไกล แต่มันดังกระซิบอยู่ข้างใบหูข้าพเจ้า ความเย็นยะเยือกแล่นปราดไปทั่วไขสันหลัง ก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบลงเหลือเพียงความมืดมิดที่กดทับจนหายใจไม่ออก
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ แต่เมื่อข้าพเจ้ายันกายขึ้นจากพื้นดินที่แฉะชื้นและเหม็นอับ แสงจันทร์เสี้ยวที่ส่องลอดผ่านช่องโหว่ใต้ถุนเรือนลงมา กลับทำให้ข้าพเจ้าต้องเบิกตากว้างจนแทบถลน กลิ่นสาบนั้นยังคงอยู่ แต่ที่เปลี่ยนไปคือใต้เท้าของข้าพเจ้า... พื้นดินที่ข้าพเจ้าล้มลงไปทับนั้นไม่ใช่ดินธรรมดา แต่มันคือโพรงที่ดินยุบตัวลงเผยให้เห็นวัตถุสีขาวขุ่นวาววับในความมืด
มือของข้าพเจ้าที่สั่นเทาเอื้อมลงไปสัมผัส... มันหยาบกร้าน แข็งกระด้าง และเป็นร่องรอยของสิ่งที่มนุษย์ไม่อาจปฏิเสธได้
"นี่มันอะไรกัน..." ข้าพเจ้าพึมพำ น้ำเสียงขาดห้วง
ข้าพเจ้าคว้าเศษไม้ใกล้ตัวมาเขี่ยดินออกอย่างบ้าคลั่ง ยิ่งขุด ดินก็ยิ่งร่วงหล่นเผยให้เห็นชิ้นส่วนกระดูกมนุษย์เรียงร้อยต่อกันอย่างไม่เป็นธรรมชาติ กะโหลกศีรษะที่มีรอยร้าวขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นตรงหน้า ราวกับกำลังจ้องมองข้าพเจ้าด้วยเบ้าตาที่ว่างเปล่า
"พบกันแล้วสินะ... ความลับที่ถูกฝังไว้ด้วยความเกลียดชัง"
เสียงแหบพร่าของยายจันทร์ดังขึ้นจากทิศทางบันไดเรือน ข้าพเจ้าสะดุ้งสุดตัว หันกลับไปมองหญิงชราที่ยืนถือไม้เท้าหัวกะโหลกนั่น ใบหน้าเหี่ยวย่นของแกอาบไปด้วยแสงจันทร์จางๆ ดูเลือนรางและน่าสะพรึงกลัวกว่าทุกครั้ง
"ยายจันทร์! นี่มันอะไรกันครับ... ทำไมศพถึงมาอยู่ที่ใต้ถุนเรือนตระกูลผม" ข้าพเจ้าตะคอกถาม มือยังคงสั่นไม่หยุด
ยายจันทร์ค่อยๆ ก้าวลงมาบนพื้นดินอย่างเชื่องช้า แกไม่ได้แสดงอาการตกใจแม้แต่น้อย ราวกับแกเห็นภาพนี้มานับครั้งไม่ถ้วน "เจ้าถามหาความจริงไม่ใช่หรือกวิน? เจ้าอยากรู้ไม่ใช่หรือว่าทำไมพ่อเจ้าถึงตายในเรือนหลังนี้... มองดูให้ดีสิ ไม่ใช่แค่คนเดียวหรอกที่ถูกฝังอยู่ที่นี่"
ข้าพเจ้าใช้ไม้เขี่ยดินออกเป็นวงกว้าง หัวใจแทบหยุดเต้นเมื่อเห็นชิ้นส่วนกระดูกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่ศพเดียว... แต่มันมีมากกว่าสามโครงกระดูกที่ถูกมัดรวมกันด้วยโซ่ตรวนสนิมเขรอะ นี่ไม่ใช่การฝังศพเพื่อทำพิธี แต่นี่คือการกักขังวิญญาณไม่ให้ไปผุดไปเกิด
"เจ้าพวกนี้คือบรรพบุรุษของเจ้าที่ทรยศต่อสัญญาเลือด" ยายจันทร์เอ่ยเสียงเย็นเยียบ "และพวกเขากำลังรอ... รอให้ทายาทคนสุดท้ายอย่างเจ้า มาเป็นภาชนะใหม่เพื่อชดใช้ความผิดนี้"
ทันใดนั้น ลมพายุพัดกระโชกเข้าใต้ถุนเรือนจนฝุ่นฟุ้งกระจาย กลิ่นธูปเก่าๆ ผสมกับกลิ่นคาวเลือดที่รุนแรงจนข้าพเจ้าต้องยกมือปิดจมูก แสงไฟจากตะเกียงที่ข้าพเจ้าวางไว้ห่างออกไปเริ่มกะพริบถี่ๆ ก่อนจะดับลงพร้อมกับเสียงกรีดร้องโหยหวนที่ดังขึ้นจากใต้ผืนดินที่ข้าพเจ้ายืนอยู่!
พื้นดินเริ่มสั่นไหวราวกับมีบางอย่างกำลังดิ้นรนจะตะเกียกตะกายขึ้นมาจากขุมนรก ข้าพเจ้าพยายามจะถอยหนี แต่เท้ากลับถูกมือที่แห้งกรังเหมือนกิ่งไม้รัดแน่นไว้จากใต้ดิน!
"กวิน! อย่ามองตาพวกมัน!" เสียงหลวงตาเมฆดังขึ้นจากด้านบนเรือน ก่อนที่ท่านจะกระโดดลงมาพร้อมกับสายสิญจน์ในมือ ท่านฟาดสายสิญจน์ลงบนดินที่ข้าพเจ้าถูกจับยึดไว้ ประกายไฟสีทองสว่างวาบขึ้นชั่วขณะจนมือที่รัดขาข้าพเจ้าคลายออก
"หลวงตา... นี่มันเรื่องอะไรกันครับ ทำไมเรือนของผมถึงได้กลายเป็นหลุมศพไปได้!" ข้าพเจ้าตะโกนถามขณะพยุงตัวขึ้น ความกลัวในใจเริ่มถูกแทนที่ด้วยความโกรธแค้น
หลวงตาเมฆหันมามองข้าพเจ้า สายตาของท่านเต็มไปด้วยความเวทนาและหนักใจ "เรือนหลังนี้ไม่ใช่สมบัติที่พ่อเจ้าทิ้งไว้ให้ แต่มันคือ 'กรง' ที่พวกเขาสร้างขึ้นเพื่อขังบางอย่างไว้... และตอนนี้ กรงนั้นกำลังจะแตก เพราะเจ้าคือกุญแจดอกสุดท้ายที่พวกมันรอคอย"
ข้าพเจ้านิ่งอึ้ง หัวใจเต้นรัวเหมือนกลองรบ ทันใดนั้น สายตาของข้าพเจ้าเหลือบไปเห็นเงาดำทมิฬที่เริ่มก่อตัวขึ้นจากโครงกระดูกเหล่านั้น มันไม่ใช่ผีธรรมดา แต่มันคือร่างของชายหญิงที่ข้าพเจ้าคุ้นตาที่สุด... รูปถ่ายที่อยู่ในห้องทำงานของพ่อข้าพเจ้าเอง!
ร่างนั้นค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้าหาข้าพเจ้า มือที่ซีดเผือดเอื้อมมาแตะหน้าอกข้าพเจ้าช้าๆ ความเจ็บปวดแล่นริ้วไปทั่วร่างราวกับถูกเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงเข้าสู่หัวใจ
"พ่อ... แม่?" ข้าพเจ้าครางชื่อออกมาอย่างไม่เชื่อสายตา
ทั้งสองไม่ได้ตอบอะไร แต่กลับยกมือขึ้นชี้ไปที่หลังของหลวงตาเมฆ ที่นั่น... หญิงสาวในชุดไทยสีสไบขาดวิ่นกำลังยืนยิ้มเยาะอยู่ ยายจันทร์ที่ข้าพเจ้าเคยเชื่อใจว่าคือผู้นำทาง บัดนี้กลับคุกเข่าลงต่อหน้าหญิงสาวผู้นั้น และสิ่งที่ทำให้ข้าพเจ้าแทบหัวใจวายคือ หญิงสาวคนนั้น... มีใบหน้าที่เหมือนกับภาพวาดโบราณในเรือนอาถรรพ์ไม่ผิดเพี้ยน!
"ได้เวลาเปลี่ยนถ่ายแล้วสินะ กวิน..." ยายจันทร์กล่าวพลางก้มกราบหญิงสาวคนนั้น "ทายาทสายเลือดบริสุทธิ์... อยู่ตรงหน้าท่านแล้ว"
ข้าพเจ้าช็อกจนพูดไม่ออก เมื่อหันไปมองหลวงตาเมฆ ท่านกลับหลับตาลงและท่องบทสวดอย่างเร่งรีบราวกับกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่เกินกำลังของท่านจะรับไหว ทันใดนั้นหญิงสาวชุดสไบก็ก้าวเข้ามาใกล้ข้าพเจ้า ปลายเล็บแหลมคมของเธอจิกเข้าที่ลำคอของข้าพเจ้าจนเลือดซึมออกมา ก่อนที่เธอจะกระซิบคำที่ทำให้โลกทั้งใบของข้าพเจ้าพังทลายลงในพริบตา
"เจ้าไม่ใช่ลูกของเขากวิน... เจ้าเป็นเพียง 'เลือด' ที่ข้าจองจำไว้เพื่อรอวันทวงคืนร่างกายนี้คืนต่างหาก"
เสียงกระซิบยามดึกหวังว่าทุกท่านจะยังคงนอนหลับสบายในคืนนี้นะคะ และอย่าลืมตรวจสอบใต้ถุนบ้านของท่านให้ดี... บางทีอดีตอาจกำลังรอวันฟื้นคืนชีพอยู่ตรงนั้นค่ะ
เรือนอาถรรพ์รอยเลือดเก่า•ตอนที่ 25
คดีฆาตกรรมซ่อนเร้น
ผลงานโดย เสียงกระซิบยามดึก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เสียงกระซิบยามดึก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เรือนอาถรรพ์รอยเลือดเก่า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!