“คุณกวิน... ถ้าคืนนี้คุณก้าวเท้าออกไปพ้นเขตเรือนนี้ ต่อให้วิญญาณในนั้นจะตามล่าคุณจนสุดหล้าฟ้าเขียว คุณก็เป็นเพียงคนแปลกหน้าคนหนึ่ง แต่ถ้าคุณเลือกจะอยู่... คุณจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของมันไปตลอดกาล”
ยายจันทร์ไม่ได้หันมามองข้าพเจ้าเลย ท่านนั่งหลังงุ้มอยู่หน้าเตาถ่านที่ไฟมอดสนิท เหลือเพียงเถ้าถ่านสีเทาหม่นที่ดูราวกับกระดูกป่น เสียงของท่านแหบพร่าคล้ายใบไม้แห้งถูกบดขยี้ แต่มันกลับดังก้องในโสตประสาทของข้าพเจ้าเสียยิ่งกว่าเสียงพายุโหมกระหน่ำ
ข้าพเจ้ากำสายสร้อยรูปพระปิดตาในมือแน่นจนนิ้วซีดขาว กลิ่นอายของเรือนไม้หลังเก่าที่ข้าพเจ้าเพิ่งหลบหนีออกมาเมื่อครู่ยังคงติดอยู่ที่ปลายจมูก—กลิ่นดินเปียกชื้นผสมคาวเลือดจางๆ ที่ทำเอาสติสัมปชัญญะแทบขาดผึง
“ผมหนีมันมาตลอดชีวิต ยายจันทร์” ข้าพเจ้าเอ่ยพลางทรุดตัวลงนั่งบนแคร่ไม้ไผ่ที่ลั่นเอี๊ยดอ๊าด “หนีจากเงาของพ่อแม่ หนีจากเสียงที่มันคอยกระซิบเรียกชื่อผมทุกคืนในกรุงเทพฯ แต่ยิ่งหนี... ผมกลับยิ่งรู้สึกว่าตัวเองกำลังเดินย้อนกลับมาที่นี่”
“เพราะสายเลือดในตัวคุณมันเรียกร้องหาคำตอบอย่างไรล่ะ” หญิงชราหมุนตัวกลับมา ดวงตาฝ้าฟางของท่านวาวโรจน์ด้วยแสงสะท้อนของตะเกียงน้ำมันก๊าด “คุณเป็นทนายความ คุณเชื่อในหลักฐาน คุณเชื่อในกฎหมาย แต่นี่คือเรือนที่กฎของคนเป็นไม่มีความหมายอะไรเลย คุณพร้อมจะเอาชีวิตที่เหลือไปแลกกับความจริงที่อาจจะฆ่าคุณได้ทุกเมื่อหรือยัง?”
ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่ใต้ถุนบ้านยายจันทร์ มีเพียงเสียงแมลงกลางคืนที่ส่งเสียงกรีดร้องสอดประสานกับเสียงหัวใจที่เต้นรัวของข้าพเจ้า ข้าพเจ้านึกถึงตั๋วเครื่องบินในกระเป๋ากางเกง—ตั๋วเที่ยวเดียวที่จะพาข้าพเจ้ากลับสู่ความปลอดภัยของเมืองหลวง กลับไปสู่ชีวิตที่แสนเรียบง่าย ไร้ซึ่งรอยเลือดและเสียงสาปแช่ง
ทว่า ในวินาทีที่ข้าพเจ้านึกถึงดวงตาสีเลือดคู่หนึ่งที่จ้องมองมาจากมุมมืดใต้ถุนเรือนอาถรรพ์เมื่อคืนวาน ความโกรธแค้นที่ถูกกดทับไว้ในใจกลับพุ่งพล่านขึ้นมาแทนที่ความกลัว หากข้าพเจ้าจากไปวันนี้ ปมปัญหาที่พรากพ่อแม่ไปจากข้าพเจ้าก็จะถูกฝังกลบไปพร้อมกับความชั่วร้ายพวกนี้ตลอดกาล
ข้าพเจ้าหยิบตั๋วใบนั้นออกมา จากนั้นก็ค่อยๆ ฉีกมันเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยโดยไม่ละสายตาจากยายจันทร์ เศษกระดาษปลิวว่อนลงสู่พื้นดินเหมือนใบไม้ร่วงที่ไร้ค่า
“ผมไม่กลับแล้วครับ... ไม่สิ ข้าพเจ้าจะไม่กลับ” ข้าพเจ้าแก้คำพูดใหม่ด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงขึ้น “ข้าพเจ้าจะสืบเรื่องนี้จนจบ ไม่ว่ามันจะจบด้วยการที่ข้าพเจ้าต้องสังเวยวิญญาณให้มัน หรือข้าพเจ้าจะได้เห็นมันล่มสลายลงต่อหน้าต่อตาก็ตาม”
ยายจันทร์นิ่งงันไปครู่ใหญ่ ก่อนจะคลี่ยิ้มที่ดูราวกับรอยร้าวบนผนังปูนเก่าๆ ท่านพยักหน้าช้าๆ แล้วหยิบห่อผ้าสีดำส่งให้ข้าพเจ้า “ถ้าเช่นนั้น ก็จงรับเอา 'สัจจะ' นี้ไป... มันเป็นสิ่งที่พ่อคุณทิ้งไว้ให้ก่อนที่เขาจะไม่ได้กลับมาเรือนนั้นอีก”
ข้าพเจ้าเปิดห่อผ้านั้นออก ข้างในคือมีดหมอเล่มเล็กที่สลักอักขระขอมโบราณ ด้ามจับทำจากงาช้างดำที่เย็นเฉียบจนผิวหนังที่สัมผัสรู้สึกชาไปถึงกระดูก เพียงแค่สัมผัสมัน เสียงกระซิบที่เคยเป็นเพียงแผ่วเบาในหัวก็เปลี่ยนเป็นเสียงกรีดร้องโหยหวนที่ดังชัดเจนราวกับมีคนนับร้อยกำลังพูดอยู่รอบตัวข้าพเจ้า
*“ถึงเวลา... ชดใช้...”*
เสียงนั้นไม่ได้มาจากที่ไหนไกล แต่มันดังมาจากทางเรือนอาถรรพ์ที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางความมืดเบื้องหน้า ข้าพเจ้าลุกขึ้นยืน มือขวาจับด้ามมีดหมอแน่น ความรู้สึกบางอย่างที่ข้าพเจ้าไม่เคยสัมผัสมาก่อนกำลังตื่นขึ้น มันไม่ใช่ความกลัว แต่มันคือ 'สัมผัส' ที่ถูกปลดล็อก
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของคนหลายคนก็ดังขึ้นจากทางทิศของเรือนอาถรรพ์ ไม่ใช่เสียงฝีเท้าของมนุษย์ แต่มันคือเสียงลากของหนักที่ครูดไปกับพื้นดิน พร้อมกับเสียงโซ่ตรวนที่กระทบกันดังแกรกกราก
“ยายจันทร์...” ข้าพเจ้าเรียกด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า “นั่นใครกัน?”
ยายจันทร์ไม่ได้ตอบ ท่านเพียงแต่หันไปมองทางเรือนอาถรรพ์ด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความสงสาร “คนที่คุณกำลังตามหาอยู่... เขาไม่ได้จากไปไหนไกลหรอกคุณกวิน เขาแค่อยู่ในที่ที่คุณปฏิเสธที่จะมองมาตลอดทาง”
ร่างเงาสีดำทมิฬหลายร่างเริ่มปรากฏตัวขึ้นจากความมืดมิด พวกเขาไม่ได้เดินเข้ามาหา แต่ยืนนิ่งอยู่บนระเบียงเรือนที่ข้าพเจ้าเพิ่งจากมา หนึ่งในนั้นก้าวออกมาข้างหน้า แสงจันทร์สาดส่องลงมาจนเห็นใบหน้าที่แท้จริงชัดเจน—มันคือใบหน้าของพ่อ... ใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยแผลเหวอะหวะ และดวงตาที่กลวงโบ๋กำลังจ้องเขม็งมาที่ข้าพเจ้า พร้อมกับมือที่ถือหัวกะโหลกมนุษย์ชุ่มเลือดไว้แน่น
เสียงกระซิบข้างหูข้าพเจ้าดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันชัดเจนจนข้าพเจ้าจำได้ว่าเป็นเสียงของใคร
“กวิน... ลูกรัก... ถ้าไม่อยากตายที่นี่ ก็จงอย่าหันหลังกลับไปมองเรือนนั้นเด็ดขาด”
ข้าพเจ้าหยุดหายใจ ความเย็นยะเยือกแล่นพล่านไปทั่วสันหลัง เมื่อสัมผัสได้ว่าลมหายใจอุ่นๆ ร้อนๆ ของใครบางคนกำลังเป่ารดอยู่ที่ต้นคอของข้าพเจ้าจากทางด้านหลัง... พร้อมกับเสียงกระซิบที่แผ่วเบาแต่บาดลึกยิ่งกว่าครั้งไหนๆ
“นั่นไม่ใช่พ่อของเจ้า... หันมามองข้าสิ กวิน”
ข้าพเจ้าค่อยๆ เลื่อนสายตาไปทางเงาที่สะท้อนอยู่บนมีดหมอในมือ และสิ่งที่ข้าพเจ้าเห็นในเงาสะท้อนนั้น ทำให้หัวใจของข้าพเจ้าแทบหยุดเต้น
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปกับความมืดมิดในบทนี้นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนต่อไปค่ะ
เรือนอาถรรพ์รอยเลือดเก่า•ตอนที่ 23
จุดเปลี่ยน
ผลงานโดย เสียงกระซิบยามดึก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เสียงกระซิบยามดึก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เรือนอาถรรพ์รอยเลือดเก่า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!