ปลายนิ้วที่เปื้อนคราบเขม่าควันเทียนสีดำสนิทสั่นเทาเล็กน้อย ขณะที่กวินค่อยๆ บรรจงวางกระดูกชิ้นสุดท้ายลงบนจานกระเบื้องเคลือบโบราณที่มีรอยรานเป็นทางยาว เสียงแหบพร่าที่ลอยแว่วมาจากความมืดนอกหน้าต่างเมื่อครู่ ยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทไม่จางหาย...
*'ลูกจ๋า... กลับบ้านเราเสียที...'*
คำเรียกขานนั้นไม่ใช่เสียงของแม่ที่เขาจดจำได้ในวัยเด็ก แต่มันคือเสียงที่บิดเบี้ยว แหบแห้ง และเต็มไปด้วยแรงอาฆาตมาดร้ายที่พร้อมจะฉีกกระชากวิญญาณของเขาให้แหลกเป็น The Dust กวินกลืนน้ำเหนียวๆ ลงคออย่างยากลำบาก เหงื่อกาฬเม็ดโปรดผุดพรายขึ้นเต็มขมับ แม้ว่าภายในห้องโถงของเรือนอาถรรพ์รอยเลือดเก่าหลังนี้จะเย็นยะเยือกจนลมหายใจกลายเป็นไอขาวก็ตาม
ทนายความหนุ่มผู้เคยเชื่อมั่นในตัวบทกฎหมายและเหตุผลอย่างเขา ไม่เคยคิดเลยว่าจะมีวันที่เขาต้องมานั่งคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าแท่นบูชาผีดิบ เพื่อทำ "พิธีกรรมต้องห้าม" ที่หลวงตาเมฆเคยเตือนนักเตือนหนาว่า หากก้าวขาลงไปในเส้นทางนี้แล้ว จะไม่มีวันหันหลังกลับได้อีกตลอดกาล
คู่มือกระดาษสาเก่าเก็บที่ยายจันทร์มอบให้ก่อนที่แกจะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ถูกกางออกบนพื้นไม้สักทองที่เย็นเฉียบ ตัวอักษรโบราณที่เขียนด้วยหมึกแดงผสมเลือดสาบ อ่านได้ใจความว่า หากต้องการรอดพ้นจากเงื้อมมือของ "เจ้าเรือน" ผู้หิวโกระในคืนเดือนมืด ผู้ทำพิธีต้องยอมแลกเปลี่ยน... มิใช่ด้วยสิ่งของนอกกาย แต่ต้องเป็นเศษเสี้ยววิญญาณและความทรงจำที่เจ็บปวดที่สุด
"ถ้าฉันไม่ทำ... ฉันก็ต้องตายอยู่ที่นี่" กวินพึมพำกับตัวเอง เสียงของเขาแหบแห้งและสั่นเครือจนแทบจำเสียงของตัวเองไม่ได้
ดวงตาคมกริบกวาดมองไปรอบห้อง มิติแห่งความมืดเริ่มบิดเบี้ยว เงาดำทะมึนหลายร่างกำลังเคลื่อนไหวอยู่ตามมุมห้อง เสียงฝ่ามือที่ทุบลงกับผนังไม้ดัง *ปึกๆๆ* เป็นจังหวะเร้าโหมราวกับเสียงกลองรบ กลิ่นสาบสางของซากศพเน่าเฟะลอยคละคลุ้งจนแสบจมูก มันคือสัญญาณเตือนว่าเวลาของเขาหมดลงแล้ว เจ้าของเสียงเรียกหาเมื่อครู่นี้กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้เรือนชั้นสองทุกขณะ
กวินสูดลมหายใจเข้าลึกระงับความกลัวที่กำลังกัดกินขั้วหัวใจ มือขวาหยับมีดด้ามไม้แกะสลักรูปอสุรกายขึ้นมา ปลายมีดคมกริบสะท้อนแสงไฟสีส้มสลัวจากเทียนเล่มสุดท้ายที่เหลืออยู่ เขาหลับตาลง ตัดสินใจกดคมมีดลงบนฝ่ามือซ้ายของตนเองทันทีอย่างไร้ความลังเล
*ฉับ!*
ความเจ็บปวดแปลบปลาดยาวนานแล่นพล่านไปทั่วแขน เลือดสีแดงสดไหลทะลักลงสู่จานกระเบื้องเคลือบที่มีกระดูกชิ้นสุดท้ายวางอยู่ กวินกัดริมฝีปากจนห้อเลือดเพื่อกลั้นเสียงร้อง เขาท่องบทคาถาภาษาขอมโบราณที่จำมาจากตำราด้วยน้ำเสียงสั่นสะท้าน ทว่าหนักแน่นพอที่จะสะกดข่มความหวาดกลัวทั้งหมดไว้เบื้อง
"โอม... อิมัง วิญญาณัง... ปริสุทโธ..."
ทันทีที่หยดเลือดสุดท้ายหยดลงกระทบกระดูก เสียงกรีดร้องโหยหวนอันน่าสะพรึงกลัวก็ระเบิดขึ้นจากทุกทิศทุกทาง ลมพายุหมุนขนาดย่อมพัดกระหน่ำเข้ามาในห้องปิดตาย จนเปลวเทียนดับวูบลงเหลือเพียงความมืดมิดที่ปกคลุมไปทั่ว แต่น่าแปลกที่เงาดำที่เคยคุกคามอยู่รอบตัวกลับหยุดชะงักลงทันที ราวกับถูกตรึงไว้ด้วยอาคมที่ทรงพลัง
กวินหอบหายใจโยนตัวลงพิงกับผนังห้องด้วยความอ่อนแรง เลือดจากมือซ้ายยังคงไหลริน ทว่าสิ่งทำให้หัวใจของเขาแทบหยุดเต้น ไม่ใช่ความเจ็บปวดจากบาดแผล... แต่เป็นเสียงฝีเท้าหนักๆ ที่กำลังก้าวขึ้นบันไดไม้ทีละขั้น ทีละขั้น...
มันไม่ใช่เสียงของผีร้ายตนใดในเรือนนี้... แต่มันคือเสียงฝีเท้าของใครบางคนที่มีชีวิต และกำลังเดินตรงมาที่ห้องนี้อย่างช้าๆ
เงาร่างสูงใหญ่ทาบทับลงบนบานประตูไม้ที่ปิดสนิท ก่อนที่บานประตูจะค่อยๆ ถูกผลักเปิดออกอย่างแผ่วเบา พร้อมกับเสียงกระซิบที่ดังชิดริมใบหูของเขาจากด้านหลัง ทั้งที่ไม่มีใครอยู่ตรงนั้นเลยสักคน
*"ขอบใจนะ... ที่เปิดทางให้ฉันกลับบ้านเสียที..."*
"เสียงกระซิบยามดึก" ขอขอบพระคุณทุกกำลังใจและการติดตามที่มีให้กันเสมอนะคะ
เรือนอาถรรพ์รอยเลือดเก่า•ตอนที่ 46
พิธีกรรมต้องห้าม
ผลงานโดย เสียงกระซิบยามดึก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เสียงกระซิบยามดึก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เรือนอาถรรพ์รอยเลือดเก่า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!