เรือนอาถรรพ์รอยเลือดเก่า•ตอนที่ 47

เลือดต้องล้างด้วยเลือด

ผลงานโดย เสียงกระซิบยามดึก
กลิ่นสนิมเหล็กคาวคลุ้งผสมกับกลิ่นเน่าสลายของซากพืชตมในฤดูน้ำหลากโชยเข้าจมูกจนกวินต้องกลั้นหายใจ มือหนาที่กำด้ามมีดหมออาคมแน่นจนข้อต่อกระดูกนิ้วขึ้นสีขาวซีด สัมผัสเย็นเยียบจากคมเหล็กแทรกซึมผ่านฝ่ามือเข้าสู่กระแสเลือด แต่มันยังเทียบไม่ได้เลยกับความหนาแน่นของพลังงานอาฆาตที่กดทับลงบนบ่าทั้งสองข้างจนเขารู้สึกราวกับแบกรับศิลาทับร่างไว้ทั้งดวง ประโยคสุดท้ายที่ดังก้องขึ้นเมื่อครู่—*"ขอบใจนะ... ที่เปิดทางให้ฉันกลับบ้านเสียที..."*—ยังคงสั่นสะเทือนอยู่ในแก้วหู มันไม่ใช่เสียงของมนุษย์ แต่เป็นเสียงที่ถูกบดขยี้ผ่านหลอดลมที่ขาดวิ่น ประโยคที่หลุดออกมาจากปากของเงาดำทะมึนซึ่งยืนขวางบันไดเรือนอาถรรพ์ ร่างนั้นบิดเบี้ยวผิดรูป กระดูกสันหลังหักงอเป็นมุมประหลาด ดวงตาสสีแดงฉานจ้องมองทะลุผ่านความมืดตรงมายังกวินด้วยความกระหายใคร่รู้ "ถ้ามึงอยากกลับบ้านนัก... ทำไมไม่เดินลงไปเองวะ!" กวินตวาดกร้าวเพื่อขับไล่ความกลัวที่กำลังเกาะกินขั้วหัวใจ แม้เสียงของเขาจะสั่นพร่าจนแทบไม่เป็นภาษา ทนายหนุ่มถอยหลังไปหนึ่งก้าว ส้นเท้าสะดุดเข้ากับเศษไม้ผุพังของชานเรือน ร่างสูงเซเล็กน้อยแต่ยังประคองตัวไว้ได้ ดวงตาคมกวาดมองไปรอบกาย ท้องฟ้าเบื้องบนปิดสนิทด้วยเมฆฝนสีนิลไร้แสงดาว พื้นเรือนไม้สักทองที่เคยขัดมันเงางามบัดนี้ชุ่มโชกไปด้วยของเหลวข้นคลัั่งสีดำสนิท ไหลรินซึมออกจากรอยแตกของพื้นไม้ราวกับเรือนหลังนี้กำลังมีชีวิตและกำลังหลั่งเลือดออกมา "คุณกวิน... อย่าหันหลังให้มันเด็ดขาด!" เสียงแหบแห้งแต่ทรงอำนาจของยายจันทร์ดังแว่วมาจากพุ่มไม้ไผ่ด้านล่าง หญิงชราในชุดผ้าซิ่นสีมอเกาะกุมสายประคำในมือแน่นจนนิ้วมือสั่นเทา ดวงตาฝ้าฟางเบิกโพลงด้วยความตื่นตระหนก "กฏของเรือนนี้... เมื่อประตูเลือดถูกเปิดออกแล้ว จะไม่มีทางปิดตายได้ด้วยคำสวดมนต์! เลือดต้องล้างด้วยเลือดเท่านั้นจึงจะสาสม!" กวินหันไปมองยายจันทร์เพียงเสี้ยววินาที ความโกรธระคนสงสัยพุ่งพล่านในอก "ยายหมายความว่ายังไง! เลือดใคร! เลือดผม หรือเลือดมัน!" ก่อนที่ยายจันทร์จะได้เอ่ยปากตอบ เงาดำที่ยืนอยู่บนบันไดก็หายวับไปกับตา ลมพายุหมุนลูกใหญ่พัดกระโชกเข้าใส่เรือนอาถรรพ์อย่างรุนแรง จนบานหน้าต่างไม้สักโบราณกระแทกวงกบเสียงดังสนั่นหวั่นไหว *ปัง! ปัง! ปัง!* เศษฝุ่นผงและกลิ่นสาปสางตลบอบอวลจนลืมตาไม่ขึ้น กวินยกแขนขึ้นบังใบหน้าพร้อมกับกระชับมีดหมอในมือมั่น สัญชาตญาณการเอาตัวรอดกรีดร้องเตือนภัยในระดับสูงสุด *พรึ่บ!* เปลวเทียนสีแดงฉานที่ปักอยู่ตามมุมเสาทั้งสี่ต้นของเรือนลุกพรึบขึ้นพร้อมกันโดยไม่มีใครจุด แสงสีเลือดสาดส่องให้เห็นสภาพภายในเรือนที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ผนังไม้ที่เคยว่างเปล่าบัดนี้เต็มไปด้วยรอยขูดขีดนับพันรอย เป็นรอยเล็บมนุษย์ที่จิกทึ้งลงบนเนื้อไม้จนลึกโหว่ ส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนระงมราวกับวิญญาณนับร้อยกำลังถูกทรมานอยู่ในขุมนรก ร่างของหลวงตาเมฆที่นั่งขัดสมาธิอยู่เบื้องหน้ากองพิธีกลางเรือน ลืมตาโพนขึ้นช้าๆ เม็ดเหงื่อกาฬผุดพลายเต็มใบหน้าชราภาพที่ซีดเผือด จีวรสีแก่นบวรเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ หลวงตาเมฆหันมามองกวินด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา มีทั้งความเวทนา ความกังวล และความเด็ดเดี่ยวปะปนกันอยู่ในแววตานั้น "โยมกวิน..." หลวงตาเมฆเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบแห้งแต่หนักแน่น ท่ามกลางเสียงหวีดหวิวของสายลมรอบเรือน "อาตเคยเตือนโยมแล้วว่า กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นย่อมคืนสนอง เรือนหลังนี้ไม่ได้สร้างขึ้นด้วยไม้ แต่สร้างขึ้นด้วยความแค้นและกระดูกของคนตระกูลเดียวกับโยม" กวินกัดกรามแน่นจนปวดกราม เขาเดินเข้าไปใกล้หลวงตาเมฆอย่างช้าๆ พยายามควบคุมเสียงไม่ให้สั่น "หลวงตาหมายความว่ายังไง... พ่อกับแม่ผมเกี่ยวข้องอะไรกับที่นี่ ทำไมผมต้องมาเจอเรื่องบ้าๆ แบบนี้ด้วย!" "เพราะโยมคือสายเลือดสุดท้าย... ของผู้สร้างเรือนหลังนี้ขึ้นมาอย่างไรเล่า" เสียงทุ้มต่ำอันเย็นเยียบดังขึ้นจากด้านหลัง กวินสะดุ้งสุดตัว หมุนตัวกลับไปมองอย่างรวดเร็ว ร่างของชายวัยกลางคนในชุดไทยโบราณเปื้อนคราบเลือด ยืนขวางทางออกเดียวของเรือน รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏบนใบหน้าซีดเซียว ดวงตาทั้งสองข้างมีแต่สีดำสนิทไร้แววตา มันคือเงาเดียวกันกับที่เคยปรากฏในความฝันของกวินมานานหลายปี เงาที่เป็นต้นเหตุของฝันร้ายและปมในใจที่เขาไม่เคยสลัดหลุด "แก..." กวินคำรามในลำคอ ความรู้สึกกลัวถูกแทนที่ด้วยความเกลียดชังอันไร้ที่สิ้นสุด ภาพเหตุการณ์วันที่พ่อและแม่เสียชีวิตในอุบัติหตุรถยนต์ปริศนาผุดขึ้นมาในหัว ราวกับภาพจิ๊กซอว์ที่ค่อยๆ ต่อเข้าหากันอย่างสมบูรณ์ "แกคือคนที่ฆ่าพ่อแม่ฉัน!" "พวกมันหนีความจริงไม่พ้นหรอก เช่นเดียวกับเจ้า..." วิญญาณร้ายก้าวเข้ามาหาช้าๆ ทุกย่างก้าวที่มันเดินผ่าน พื้นไม้จะเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทและส่งเสียงกรอบแกรบราวกับกระดูกถูกเหยียบย่ำ "กฎของพิธีนี้ศักดิ์สิทธิ์เสมอ... อยากให้เรื่องนี้จบลง โยมต้องเลือกเอา ระหว่างใช้เลือดของตัวเองล้างอาถรรพ์ หรือจะปล่อยให้คนที่โยมรักต้องตายตกตามกันไปทีละคน" กวินชะงัก ลมหายใจสะดุดกึก ภาพใบหน้าของคนที่เขารักและห่วงใยผุดขึ้นมาในมโนสำนึก ยายจันทร์ หลวงตาเมฆ หรือแม้แต่ความทรงจำอันเลือนรางของพ่อและแม่ ทุกชีวิตล้วนผูกพันอยู่กับชะตากรรมบนเรือนหลังนี้ "โยมกวิน! อย่าฟังมันมารยา!" หลวงตาเมฆตะโกนสุดเสียง พยายามจะลุกขึ้นยืนแต่ร่างกลับทรุดลงไปอีกครั้งเมื่อแรงกดดันมหาศาลจากอาคมพุ่งเข้าใส่ "ถ้าโยมใช้เลือดตัวเอง... วิญญาณชั่วร้ายมันจะครอบครองร่างโยมแทน แล้วความฉิบหายจะบังเกิดแก่แผ่นดินนี้!" กวินยืนนิ่งอยู่ตรงกลางระหว่างความเป็นกับความตาย สายตาคมกวาดมองมีดหมอในมือสั่นระริก ปลายคมมีดจ่อเข้าที่ข้อมือซ้ายของตนเองอย่างช้าๆ หยดเลือดสีแดงสดหยดแรกไหลซึมออกมาตามแรงกด ความเจ็บแปลบแล่นริ้วขึ้นมาถึงสมอง แต่หัวใจกลับเต้นช้าลง ราวกับเวลากำลังหยุดเดิน วิญญาณร้ายแสยะยิ้มกว้างจนมุมปากฉีกขาด ส่งเสียงหัวเราะเยาะเย้ยที่บาดลึกถึงวิญญาณ "ดีมาก... เด็กน้อย ถวายเลือดของเจ้าให้ข้าเสียสิทธิ์ขาด..." ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ก่อนที่คมมีดจะกรีดลึกลงไปในเนื้อ กวินก็หยุดชะงักมือ ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยความลังเลแปรเปลี่ยนเป็นประกายกร้าวอย่างเยือกเย็น เขาเงยหน้าขึ้นสบตากับวิญญาณร้ายตรงๆ มุมปากหยักยิ้มเยาะหยันกลับคืนไปบ้าง "แกคิดว่าฉันโง่พอที่จะยอมตกหลุมพรางเดิมๆ งั้นเหรอ?" กวินตวัดมีดหมอในมือกลับหลังอย่างรวดเร็วด้วยความเร็วเหลือเชื่อ ปักฉึกลงบนพื้นเรือนตรงจุดที่คราบเลือดสีดำรวมตัวกันหนาแน่นที่สุด พร้อมกับท่องคาถาบทโบราณที่หลวงตาเมฆเคยกระซิบสอนไว้ในใจอย่างแม่นยำ! *ฉั๊วะ!* เสียงกรีดร้องโหยหวนดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าผ่ากลางฤดูฝน วิญญาณร้ายกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดทรมานเมื่อคราบเลือดสีดำรอบตัวมันเริ่มระเหยกลายเป็นไอสีขาวพวยพุ่งขึ้นสู่เพดานเรือน ร่างของมันบิดเบี้ยวและสลายตัวไปทีละน้อยท่ามกลางความตกตะลึง แต่ทว่า... ความเงียบงันที่ควรจะกลับคืนมา กลับถูกแทนที่ด้วยเสียงฝีเท้าหนักๆ นับสبيซที่ดังขึ้นจากบันไดด้านนอกเรือน เสียงฝีเท้าที่ย่ำเข้ามาใกล้เรื่อยๆ พร้อมกับเสียงกุญแจกระทบกันดังกรุ๊งกริ๊ง กวินหันขวับไปมองที่ประตูทางเข้า หัวใจหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่มเมื่อเห็นเงาร่างของใครบางคนก้าวพ้นขอบประตูเข้ามาในแสงเทียนสีเลือด... เงาร่างที่เขาไม่มีวันลืม แม้ว่าบุคคลนั้นจะเสียชีวิตและฝังอยู่ในหลุมศพมานานกว่าสิบปีแล้วก็ตาม "พ่อ...?" กวินพึมพำเสียงสั่น ร่างกายแข็งทื่อเป็นหินเมื่อร่างนั้นเงยหน้าขึ้นเผยให้เห็นใบหน้าที่เปื้อนรอยยิ้มอันคุ้นเคย แต่ดวงตากลับว่างเปล่าสนิท "ลูกเอ๋ย... พ่อกลับมารับแล้ว..." (ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางเผชิญความหลอนมาด้วยกันในตอนนี้นะคะ)
สารจากนักเขียน (เสียงกระซิบยามดึก)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เรือนอาถรรพ์รอยเลือดเก่า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%