กลิ่นคาวสนิมเหล็กตีรวนขึ้นมาจุกถึงลำคอ กวินถอยหลังกรูดจนส้นเท้ากระแทกเข้ากับขอบหน้าต่างไม้เก่าอย่างแรง ร่างสูงโปร่งในชุดสูทสีเข้มสั่นเทาเล็กน้อย นัยน์ตาคมกริบเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก เมื่อของเหลวสีแดงฉานที่เพิ่งไหลซึมออกมาจากคราบแห้งกรังบนพื้นเรือน บัดนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่การคืบคลาน แต่มันกำลังก่อตัวเป็นกลุ่มก้อน พลางส่งเสียงหวีดหวิวแหลมสูงเสียดแก้วหู ราวกับวิญญาณนับร้อยกำลังกรีดร้องอ้อนวอนขอชีวิตจากขุมนรก
เสียงกระซิบแหบพร่าที่ดังลอดขึ้นมาจากใต้ถุนเรือน—*'ความจริง... กำลังจะกลืนกินแก'*—ยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท ซ้ำยังทวีความดังขึ้นเรื่อยๆ จนพื้นเรือนไม้สักทองสั่นสะเทือนราวกับแผ่นดินไหว กวินสูดหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติ มือหนาควานหาวัตถุตราสังข์ที่หลวงตาเมฆมอบให้ในกระเป๋าเสื้อสูทอย่างลนลาน เขารู้ดีว่าหากปล่อยให้ความกลัวเข้าครอบงำเวลานี้ ชีวิตของเขาคงไม่ต่างจากเหยื่อรายก่อนๆ ที่ถูกเรือนหลังนี้กลืนกิน
"ออกไป!" กวินตวาดเสียงกร้าว แม้เสียงนั้นจะสั่นเครือเล็กน้อย ความเย็นยะเยือกแผ่ซ่านจากปลายนิ้วลามขึ้นมาถึงหัวใจเมื่อของเหลวสีแดงเข้มแตะสัมผัสเข้ากับปลายรองเท้าหนังราคาแพงของเขา กลิ่นเน่าเฟะของเลือดผสมกลิ่นสาปสรางโชยเข้าจมูกจนแทบอาเจียน
ทันใดนั้น แสงไฟสีนวลตาจากตะเกียงโบราณก็สว่างวาบขึ้นบริเวณหัวบันได พร้อมกับร่างเงาคุ้นตาของหญิงชราที่ก้าวขึ้นมาบนเรือนด้วยฝีเท้าที่มั่นคงเกินวัย ยายจันทร์ยืนนิ่งสงบ ท่ามกลางบรรยากาศที่น่าสะพรึงกลัว มือเหี่ยวย่นถือไม้เท้าหัวกะโหลกไม้แกะสลักแน่น นัยน์ตาฝ้าฟางคู่นั้นไม่ได้มีความหวาดกลัวเจืออยู่เลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม... มันฉายแววว่างเปล่าและลึกล้ำราวกับก้นบึงของมหาสมุทร
"หยุดเสียทีเถอะเจ้าค่ะ... เจ้าพวกที่เกาะกินความแค้นไม่ยอมไปผุดไปเกิด" เสียงแหบแห้งของยายจันทร์เอ่ยขึ้นเบาๆ แต่กลับมีพลังบางอย่างที่ทำให้เสียงกรีดร้องโหยหวนใต้ถุนเรือนค่อยๆ เงียบสงบลงอย่างน่าอัศจรรย์ ของเหลวสีแดงที่กำลังจะคืบคลานขึ้นมาพันธนาการขากวิน ค่อยๆ เหือดแห้งและจางหายไปกับตา ราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน
กวินหอบหายใจหนักหน่วง เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มกรอบหน้าคมคาย เขารีบก้าวถอยห่างจากจุดเกิดเหตุแล้วหันไปมองหญิงชราด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามมากมาย "ยายจันทร์... นี่มันเรื่องอะไรกันแน่ ทำไมเรือนหลังนี้ถึง... ทำไมเสียงพวกนั้นถึงเรียกหาผม?"
ยายจันทร์ไม่ตอบในทันที นางค่อยๆ ก้าวเดินมาช้าๆ เสียงไม้เท้ากระทบพื้นไม้ดัง ก๊อก... ก๊อก... สะท้อนก้องในความเงียบ นางกวาดสายตามองไปรอบห้องที่เคยเต็มไปด้วยคราบเลือด ก่อนจะหันมาสบตากับทนายหนุ่มตรงๆ รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากเหี่ยวย่น เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความลับอันดำมืดเกินกว่าที่มนุษย์ธรรมดาจะจินตนาการได้
"คุณทนาย... คิดว่าตัวเองฉลาดนักหรือ ถึงได้ก้าวเข้ามาในดินแดนที่แม้แต่ยมทูตยังต้องเมินหน้าหนี" ยายจันทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น นางปรายตามองคราบสีคล้ำที่จางหายไป "ตระกูลของคุณ... ไม่เคยเป็นคนนอกสำหรับที่นี่เลยตั้งแต่แรก"
คำพูดนั้นราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางใจ กวินชะงักงัน หัวใจเต้นระรัวด้วยความรู้สึกบางอย่างที่อธิบายไม่ถูก "หมายความว่ายังไง... คุณยายพูดเรื่องอะไรกัน?"
"ความจริงที่แกตามหา... ความจริงที่พ่อแม่ของแกต้องแลกด้วยชีวิต..." ยายจันทร์เว้นจังหวะ นางยื่นมือเหี่ยวย่นออกไปช้าๆ ปลายนิ้วสั่นเทาชี้ตรงมาที่หน้าอกด้านซ้ายของกวิน ตำแหน่งที่หัวใจกำลังเต้นกระหน่ำ "เลือดที่ไหลอยู่มนเส้นเลือดของแก ไม่ใช่เลือดของคนแปลกหน้า... แต่มันคือเลือดเนื้อเชื้อไขเดียวกับเจ้าของเรือนหลังนี้"
กวินผงะถอยหลังไปชนฝาผนัง สมองของเขาราวกับหยุดทำงาน ภาพความทรงจำในวัยเด็กที่เลือนราง ภาพอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่พรากชีวิตพ่อแม่ไปต่อหน้าต่อตาผุดขึ้นมาในหัว แต่มันกลับถูกบิดเบือนด้วยภาพเงาของเรือนไม้หลังนี้ ภาพของความตายและการนองเลือด
"ไม่... ไม่จริง!" กวินปฏิเสธเสียงแข็ง มือหนากำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน "พ่อกับแม่ผมเป็นคนกรุงเทพฯ ท่านไม่เคยเกี่ยวข้องอะไรกับที่นี่!"
"คนกรุงเทพฯ งั้นหรือ?" ยายจันทร์หัวسเราะในลำคอ เสียงหัวเราะแหบพร่าฟังดูน่าขนลุกยิ่งกว่าเสียงผีร้อง "นั่นคือเรื่องโกหกคำโตที่ปู่ย่าของแกสร้างขึ้นเพื่อปกป้องแกจากคำสาปไงล่ะ... กวิน" หญิงชราเรียกชื่อเขาเต็มๆ เป็นครั้งแรก น้ำเสียงจริงจังจนน่ากลัว "พ่อของแก... คือเด็กทารกคนเดียวที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์สังหารหมู่ในเรือนหลังนี้เมื่อห้าสิบปีก่อน และแม่ของแก... ก็คือผู้ที่ถูกเลือกให้กลับมาสังเวยในคืนที่เลือดนองแผ่นดิน"
ความเงียบงันเข้าปกคลุมพื้นที่ทันที กวินรู้สึกราวกับโลกทั้งใบกำลังพังทลายลงตรงหน้า ขาทั้งสองข้างอ่อนแรงจนแทบทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น เขาไม่ใช่ผู้มาเยือนผู้แสวงหาความจริง แต่เขาคือ... เหยื่อผู้สืบสายเลือดที่ถูกตีกรอบไว้ด้วยคำสาปแช่งแต่กำเนิด
"และตอนนี้..." ยายจันทร์ก้าวเข้าไปใกล้กวินทีละน้อย จนเงาร่างของนางทาบทับร่างสูงเอาไว้มิด นางโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้กระซิบข้างหู น้ำเสียงแผ่วเบาราวกับเสียงลมหายใจ แต่มันกลับดังก้องลึกซึ้งในจิตวิญญาณของเขา "เมื่อแกเหยียบย่างเข้ามาในฐานะทายาทคนสุดท้าย... พิธีล้างบาปจึงจะเริ่มต้นขึ้นอย่างสมบูรณ์"
ก่อนที่กวินจะได้เอ่ยปากพูดอะไร ร่างของยายจันทร์ก็ถอยห่างออกไป พร้อมกับที่ประตูไม้บานใหญ่เบื้องหน้าค่อยๆ เปิดผางออกด้วยแรงลมปริศนา ความมืดมิดสนิทไร้แสงดาวด้านนอกเผยให้เห็นร่างนับสิบชีวิตที่ยืนเรียงรายกันอยู่เต็มลานบ้าน ดวงตาทุกคู่จับจ้องมาที่เขาเป็นตาเดียว... และหนึ่งในนั้น คือร่างเงาของชายหญิงคู่หนึ่งที่หน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกับเขาอย่างไม่ผิดเพี้ยน
เสียงกระซิบแหบพร่าจากร่างทั้งนับสิบประสานเสียงกันดังระงมขึ้นพร้อมเพรียง ท่ามกลางความมืดมิดที่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามากลืนกินแสงสว่างสุดท้ายในห้อง
*'ลูกจ๋า... กลับบ้านเราเสียที...'*
ขอบพระคุณคุณรี้ดทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางดำดิ่งไปในความมืดด้วยกันนะคะ
เรือนอาถรรพ์รอยเลือดเก่า•ตอนที่ 45
ความลับของยายจันทร์
ผลงานโดย เสียงกระซิบยามดึก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เสียงกระซิบยามดึก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เรือนอาถรรพ์รอยเลือดเก่า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!