เรือนอาถรรพ์รอยเลือดเก่า•ตอนที่ 11

ความลับในป่าช้า

ผลงานโดย เสียงกระซิบยามดึก
"มึงเห็นอะไรในกระจกนั่น... กวิน" เสียงแหบพร่าของยายจันทร์ดังก้องอยู่ในหัว ราวกับเสียงแมลงสาบกัดกินเนื้อไม้ในยามค่ำคืน กวินหยุดฝีเท้าลงกลางความมืดมิดของป่าช้าหลังเรือนอาถรรพ์ กลิ่นดินชื้นที่ผสมปนเปไปกับกลิ่นกำยานเก่าๆ โชยเข้าแตะจมูกจนเขาต้องยกมือขึ้นปิดปาก ใบหน้าในกระจกบานนั้น—ใบหน้าที่ยิ้มเยาะเขาด้วยแววตาที่ว่างเปล่าราวกับคนตาย—ยังคงติดตาจนเขารู้สึกเหมือนมีเข็มแหลมคมนับพันทิ่มแทงไปตามแนวสันหลัง เขาไม่ควรมาที่นี่ แต่ขาของเขากลับก้าวมาเองราวกับถูกจูงด้วยเชือกที่มองไม่เห็น "ผมไม่ได้บ้า..." กวินพึมพำกับความว่างเปล่า เสียงของเขาแผ่วเบาจนแทบถูกเสียงจิ้งหรีดกลบหายไป เขาไม่ได้มาที่นี่เพื่อพิสูจน์ความสติสัมปชัญญะของตัวเอง แต่เขามาเพื่อหาคำตอบว่าทำไม 'ตัวเขา' ถึงไปอยู่ในเรือนที่ปิดตายมานานนับสิบปี แสงจันทร์แรมคืนนี้ช่างโหดร้าย มันสาดส่องลงมาเพียงพอให้เห็นเงาตะคุ่มของเนินดินที่เรียงรายอยู่เบื้องหน้า ป่าช้าหลังเรือนนี้ไม่ใช่ป่าช้าทั่วไป มันเป็นที่ฝังศพของพวก 'ผีตายโหง' และ 'พวกต้องคำสาป' ที่คนในตระกูลของเขากีดกันออกจากสุสานประจำหมู่บ้าน กวินหยิบไฟฉายกระบอกเล็กขึ้นมา แสงสีขาวนวลกวาดไปตามพื้นดินที่เป็นหลุมๆ บ่อๆ เขาก้าวข้ามรากไม้ใหญ่ที่โผล่พ้นดินราวกับเส้นเลือดของปีศาจ จนกระทั่งเท้าของเขาไปสะดุดเข้ากับอะไรบางอย่างที่แข็งและเย็นจัด มันคือแผ่นศิลาหินแลงเก่าคร่ำครึที่จมลึกลงไปในดินจนเกือบมิด ไม่มีชื่อ ไม่มีวันตาย ไม่มีข้อความใดๆ สลักไว้บนนั้น มีเพียงรอยร้าวลึกที่พาดผ่านกลางแผ่นศิลา ราวกับรอยแผลเป็นที่ไม่มีวันหาย หัวใจของกวินเต้นรัวจนแทบจะหลุดออกมาจากอก เขาทรุดตัวลงนั่งคุกเข่า มือสั่นเทาขุดดินรอบๆ แผ่นศิลาอย่างลุกลี้ลุกลน ดินที่นี่ไม่ได้นุ่มนิ่มเหมือนดินทั่วไป แต่มันกลับเหนียวเหนอะหนะและเย็นจัดจนเขารู้สึกเหมือนสัมผัสกับเนื้อเยื่อของสิ่งมีชีวิตบางอย่าง "ไม่มีชื่อ... ทำไมถึงไม่มีชื่อ" เขากัดฟันแน่น ก่อนจะตัดสินใจใช้เล็บจิกลงไปในรอยร้าวของหินนั้นแล้วงัดมันขึ้นมาด้วยแรงทั้งหมดที่มี แผ่นศิลาขยับเขยื้อน ส่งเสียงครูดคราดน่าขนลุกเหมือนเสียงกระดูกขัดกัน ในวินาทีที่แผ่นหินพลิกกลับไป เขาต้องชะงักงัน ใต้แผ่นศิลานั้น ไม่มีโครงกระดูก ไม่มีเถ้ากระดูก... มีเพียงกระจกเงาบานเล็กที่ถูกห่อหุ้มด้วยเส้นผมมนุษย์ยาวสลวยที่พันธนาการไว้แน่นหนา ราวกับพยายามกักขังสิ่งที่อยู่ในกระจกไม่ให้หลุดรอดออกมา กวินหยิบกระจกบานนั้นขึ้นมา มือของเขาเย็นเยียบจนชาไปถึงปลายนิ้ว ทันทีที่เขาส่องมองไปในกระจก เงาที่สะท้อนกลับมาไม่ใช่ใบหน้าของเขาในตอนนี้... แต่เป็นชายหนุ่มที่ดูมีอายุมากกว่าเขาเพียงเล็กน้อย แต่งกายด้วยชุดสูทสีเข้มแบบคนสมัยก่อน แววตาคู่นั้นไม่ได้ว่างเปล่า แต่มันเต็มไปด้วยความอาฆาตพยาบาท ทันใดนั้น เสียงกระซิบที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นจากข้างหูของเขา... เป็นเสียงของเขาเองที่พูดออกมาจากกระจก "เจ้ามาสายไป... กวิน" กวินสะดุ้งสุดตัวจนกระจกหลุดมือตกลงบนพื้นดิน เสียงกระจกแตกละเอียดดังก้องไปทั่วป่าช้าที่เคยเงียบสงัด บรรยากาศโดยรอบเปลี่ยนไปในทันที อุณหภูมิรอบตัวลดต่ำลงจนเขามองเห็นลมหายใจตัวเองเป็นไอสีขาว เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนเริ่มเดินวนอยู่รอบตัวเขา—มันไม่ได้มีแค่คู่เดียว แต่มันดังมาจากรอบทิศทาง "ใคร! ใครอยู่ที่นั่น!" เขาตะโกนก้อง มือขวากระชับปืนพกที่พกติดตัวมาด้วยสัญชาตญาณทนายที่ต้องเผชิญกับภัยมืดเสมอ ไม่มีเสียงตอบรับ มีเพียงเสียงใบไม้แห้งที่ถูกเหยียบย่ำเข้ามาใกล้เรื่อยๆ จากเงามืดหลังพุ่มไม้สูง แสงไฟฉายของเขาสั่นไหวไปมา ก่อนจะไปหยุดอยู่ที่ร่างหนึ่งร่างที่ยืนนิ่งอยู่หน้าเนินดินหลุมศพหลุมใหญ่ที่สุดในป่าช้านี้ ร่างนั้นคือยายจันทร์... แต่ยายจันทร์ในยามนี้กลับไม่ได้ดูแก่ชราเหมือนที่เขาเคยเห็น ใบหน้าของนางเรียบตึง ดวงตาเบิกโพลงไร้ซึ่งตาดำ และในมือของนางไม่ได้ถือไม้เท้า แต่ถือเศษกระจกที่แตกละเอียดชิ้นหนึ่งที่กวินเพิ่งทำตกไปเมื่อครู่นี้ "ยายจันทร์? ท่านมาทำอะไรที่นี่!" กวินลุกขึ้นยืน ความกลัวเริ่มถูกแทนที่ด้วยความโกรธปนสงสัย ยายจันทร์ค่อยๆ หันมาหาเขา รอยยิ้มที่บิดเบี้ยวค่อยๆ ฉีกกว้างขึ้นจนถึงใบหู "ฉันมาทำหน้าที่แทนเจ้าอย่างไรล่ะ... กวิน" "หน้าที่อะไร?" "หน้าที่ในการต้อนรับเจ้าของบ้านคนใหม่" นางหัวเราะเบาๆ เสียงหัวเราะที่ฟังดูเหมือนเสียงแก้วแตกละเอียด "เจ้าอยากรู้ใช่ไหมว่าทำไมกระจกถึงมีหน้าเจ้า... เจ้าอยากรู้ใช่ไหมว่าทำไมศพใต้เรือนถึงไม่มีชื่อ... เพราะเจ้าไม่ใช่อาคันตุกะที่มาเยือนเรือนนี้... แต่เจ้าคือ 'เครื่องสังเวย' ที่ถูกจองจำไว้ตั้งแต่เริ่มตระกูล!" ทันใดนั้น แผ่นดินใต้เท้าของกวินก็เริ่มสั่นสะเทือน หลุมศพรอบตัวเขาเริ่มแยกออกพร้อมกัน ราวกับดินที่กลบฝังมานานกำลังคายเอาสิ่งที่ซ่อนไว้ออกมา เงาดำมืดนับสิบสายพุ่งออกมาจากหลุมเหล่านั้น กวินถอยหลังกรูดจนหลังชนกับต้นไม้ใหญ่ที่แผ่รากคล้ายมือปีศาจมารัดพันตัวเขาไว้จนขยับไม่ได้ ยายจันทร์เดินเข้ามาใกล้พร้อมเศษกระจกในมือ นางยื่นมันมาตรงหน้าเขา ในกระจกนั้นไม่ได้สะท้อนหน้าเขาอีกต่อไป แต่สะท้อนเห็น 'ร่างที่เน่าเปื่อยของพ่อกับแม่' ที่กำลังถูกโซ่ตรวนล่ามไว้กับพื้นเรือนอาถรรพ์ และที่คอของทั้งคู่... คือเงาของกวินเองที่กำลังถือมีดอาคมจ่อที่ลำคอของบุพการีด้วยแววตาที่เย็นชาที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็น "ดูให้เต็มตา..." ยายจันทร์กระซิบข้างหูเขา "นั่นไม่ใช่ความฝัน... แต่มันคือสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า เมื่อเจ้าก้าวเท้ากลับเข้าสู่เรือนนั้นอีกครั้ง" ก่อนที่กวินจะทันได้อ้าปากถาม สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวกว่าก็เกิดขึ้น เมื่อร่างของยายจันทร์ค่อยๆ สลายกลายเป็นฝุ่นผงไปต่อหน้าต่อตา ทิ้งไว้เพียงร่างโชกเลือดที่โผล่ขึ้นมาจากหลุมศพตรงหน้าเขา—ร่างนั้นค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองกวินช้าๆ และเมื่อเห็นใบหน้าของ 'ศพ' นั้นชัดๆ กวินก็แทบสิ้นสติ เพราะศพนั้น... คือกวินในชุดที่เขาใส่อยู่ในเวลานี้เป๊ะๆ พร้อมรอยมีดบาดที่ลำคอและดวงตาที่ควักออกมาจนเป็นรูโบ๋! ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางในรอยเลือดนี้ไปกับเสียงกระซิบยามดึกนะคะ
สารจากนักเขียน (เสียงกระซิบยามดึก)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เรือนอาถรรพ์รอยเลือดเก่า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%