เรือนอาถรรพ์รอยเลือดเก่า•ตอนที่ 16

เสียงร้องโหยหวน

ผลงานโดย เสียงกระซิบยามดึก
นิ้วมือเรียวยาวดั่งกิ่งไม้แห้งที่บีบรัดรอบลำคอกวินนั้นไม่ได้มีอยู่จริงในแง่ของเนื้อหนัง แต่มันเย็นเยียบราวน้ำแข็งขั้วโลกที่แทรกซึมผ่านชั้นผิวหนังเข้าสู่กระดูกสันหลัง ลมหายใจของทนายความหนุ่มติดขัด ดวงตาเบิกโพลงท่ามกลางความมืดมิดของห้องโถงชั้นสองในเรือนอาถรรพ์รอยเลือดเก่า กวินพยายามยกมือขึ้นแกะกุมข้อมือที่มองไม่เห็นนั้น แต่สิ่งที่สัมผัสได้มีเพียงความว่างเปล่าที่เต็มไปด้วยกลิ่นเน่าเหม็นของดินกลบศพและเลือดเก่ากรัง ในเสี้ยววินาทีที่สติสัมปชัญญะเริ่มพร่ามัว เสียงกรีดร้องที่ข้างหูก็พลันระเบิดออกอีกครั้ง—มันไม่ใช่เสียงของมนุษย์ผู้หญิงทั่วไป แต่เป็นเสียงที่แหลมสูงจนแก้วหูแทบปริแตก ผสมผสานกับเสียงหัวเราะเยาะเย้ยและเสียงร้องไห้โหยหวนระงมจนแยกไม่ออกว่าสิ่งใดคือความจริง สิ่งใดคือภาพหลอนจากความกลัว *ตึง!* ร่างของกวินทรุดฮวบลงกระแทกกับพื้นไม้สักทองที่เย็นเฉียบ เมื่อแรงบีบรัดที่ลำคอคลายตัวลงอย่างกะทันหัน เขาหอบหายใจโกยอากาศเข้าปอดอย่างกระหาย หยาดเหงื่อกาฬไหลโทรมกายจนเสื้อเชิ้ตแนบติดแผ่นหลัง ทว่าความเจ็บปวดจากการขาดอากาศหายใจยังไม่น่ากลัวเท่ากับสิ่งที่เขาได้ยินผ่านช่องหน้าต่างไม้บานเกล็ดที่ปิดสนิท เสียงนั้น... มันไม่ได้ดังอยู่แค่ในหัวของเขาอีกต่อไปแล้ว เสียงร้องไห้ระงมโหยหวนด้วยความเจ็บปวดเจียนตายดังสะท้อนก้องมาจากลานดินหน้าเรือน ก่อนจะขยายวงกว้างออกไปทั่วทั้งหมู่บ้านยามวิกาล เป็นเสียงที่ชวนให้ขนหัวลุกชันและหัวใจกระตุกวาบ ทุกบ้านเรือนในละแวกนั้นต่างปิดเงียบสนิท ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะเปิดหน้าต่างมองออกมารับรู้ว่าความน่ากลัวประเภทใดกำลังคืบคลานอยู่บนถนนดินลูกรังสายหลัก นาฬิกาแขวนผนังโบราณเรือนใหญ่ส่งเสียงตีบอกเวลาสามครั้ง *ตีสามตรง... เวลาที่คนโบราณเชื่อว่าเป็นรอยต่อที่ประตูมิติระหว่างโลกคนเป็นและคนตายเปิดกว้างที่สุด* กวินพยุงร่างอันสั่นเทาของตนเองลุกขึ้นยืนโดยใช้ราวบันไดเป็นที่ยึดเหนี่ยว ดวงตาคู่คมกวาดมองไปรอบห้องโถงที่บัดนี้ถูกปกคลุมด้วยเงาตะคุ่มของเฟอร์นิเจอร์โบราณ แสงจันทร์สีนวลที่ลอดผ่านกระจกหน้าต่างสาดส่องลงบนพื้นไม้ เผยให้เห็นรอยคราบสีน้ำตาลเข้มจางๆ ที่ซึมลึกอยู่ในเนื้อไม้—รอยเลือดเก่าที่ไม่เคยจางหายไปตามกาลเวลา "แกต้องการอะไร..." เสียงแหบพร่าของกวินเอ่ยถามความว่างเปล่า ปลายลิ้นของเขารับรู้ถึงรสคาวเลือดจางๆ ที่เอ่อล้นขึ้นมาในลำคอจากแรงกดเมื่อครู่ ไม่มีคำตอบเป็นคำพูด มีเพียงเสียงฝีเท้าหนักๆ ที่เดินย่ำวนอยู่บนเพดานชั้นสาม—ชั้นบนสุดของเรือนที่บันไดทางขึ้นถูกตอกปิดตายด้วยไม้กระดานหนาและยันไว้ด้วยยันต์กระดาษสีแดงก่ำที่เริ่มเปื่อยยุรการ เสียงลากโซ่ตรวนและเสียงกระซิบกระ자ดภาษาโบราณดังลอดลงมาตามรอยต่อของเพดาน ราวกับเจ้าของร่างที่ไร้ศีรษะกำลังเดินตรวจตราอาณาเขตของตนเอง ในขณะเดียวกัน ที่บ้านพักหลังเล็กปลายหมู่บ้าน ยายจันทร์สะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก ดวงตาฝ้าฟางเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก มือเหี่ยวย่นคว้าไม้เท้าคู่ใจพยุงร่างลุกขึ้นเดินไปที่ชานบ้าน นางแหงนมองไปยังทิศทางของเรือนอาถรรพ์ด้วยสีหน้าเคร่งเครียดริ้วรอยบนใบหน้ายับย่นยามนี้ดูราวกับแผนที่แห่งความหายนะ "มันเริ่มแล้ว..." ยายจันทร์พึมพำกับความมืด หยิบลูกประคำไม้จันทน์หอมขึ้นมาลูบคลวนด้วยมือที่สั่นเทา "ไอ้หนุ่มโง่เอ๊ย... แกไปเปิดประตูที่ไม่มีวันปิดลงเสียแล้ว รอยเลือดเก่ากำลังจะเรียกเลือดใหม่ เพื่อชำระหนี้แค้นที่ค้างคามานับร้อยปี" ที่วัดป่าท้ายหมู่บ้าน หลวงตาเมฆลืมตาขึ้นจากการนั่งสมาธิอย่างสงบนิ่ง พระภิกษุชราถอนหายใจยาวออกมาเฮือกหนึ่ง กลิ่นอายของความตายและอาคมดำแผ่ซ่านเข้ามาถึงในกุฏิ แม้ระยะทางจะห่างไกล แต่จิตที่นิ่งสงบของท่านสัมผัสได้ถึงแรงอาฆาตมาดร้ายที่พุ่งตรงไปยังทนายความหนุ่มผู้ดื้อรั้น "กิเลสและความแค้นบังตาจนไม่รู้ว่ากำลังเดินเข้าสู่ปากเหว..." หลวงตาเมฆพนมมือหลับตาลง ท่องบทสวดพระคาถาคุ้มครองจิตเพื่อส่งกระแสบุญไปช่วยประคับประคองสติของกวิน "อาตมาช่วยได้เพียงเท่านี้ บุญกรรมใคร กรรมมัน... โยมกวิน โยมต้องหาทางออกไปให้ได้ก่อนที่ตะวันจะลับฟ้าในคืนถัดไป มิฉะนั้น ร่างนั้นจักไม่ใช่ของโยมอีกต่อไป" กลับมาที่ภายในเรือนอาถรรพ์ กวินถอยหลังกรูดจนแผ่นหลังชนเข้ากับผนังห้อง เย็นยะเยือกจนขนลุกซู่ เสียงร้องโหยหวนจากภายนอกยังคงดังระคนกับเสียงฝีเท้าบนเพดานที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ราวกับเพดานไม้กำลังจะพังถล่มลงมาทับร่างของเขา ทันใดนั้น เงาสودทะมึนสายหนึ่งก็เคลื่อนตัวผ่านช่องประตูห้องนอนที่เปิดแง้มไว้ เงานั้นไม่ใช่เงาของคนปกติ แต่มันบิดเบี้ยว ร่างกายสูงใหญ่เกินมนุษย์ และที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือ ส่วนคอที่ว่างเปล่าไม่มีศีรษะ แต่กลับมีกลุ่มก้อนควันสีดำพวยพุ่งออกมาแทนที่โลหิตที่เคยไหลนอง กวินกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก หัวใจเต้นโครมครามจนแทบกระเด็นออกมานอกอก ความกลัวระดับสูงสุดกัดกินวิญญาณของเขาจนสติสัมปชัญญะเกือบหลุดลอย แต่ในวินาทีที่เงาดำไร้ศีรษะก้าวเข้ามาประชิดตัว พร้อมกับกลิ่นซากศพที่รุนแรงจนแทบอาเจียน แสงไฟฉายจากโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อของเขาก็กะพริบติดๆ ดับๆ ขึ้นมาเอง บนหน้าจอโทรศัพท์ที่ควรจะมืดสนิท กลับปรากฏข้อความตัวอักษรสีแดงฉานพิมพ์ขึ้นทีละตัวอย่างช้าๆ โดยไม่มีใครสัมผัสหน้าจอ *‘มึง... คือ... ผู้สืบ... ทอด... คน... ต่อ... ไป’* กวินเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ยังไม่ทันที่เขาจะได้ประมวลผลความหมายของข้อความนั้น ประตูไม้บานใหญ่ของห้องโถงที่ถูกลงกลอนไว้อย่างแน่นหนาจากด้านนอก ก็ถูกกระชากเปิดออกด้วยแรงลมมหาศาล พร้อมกับร่างของใครบางคนในชุดโบราณชุ่มเลือดที่ยืนขวางทางหนีเดียวของเขาไว้ รอยยิ้มฉีกกว้างถึงใบหูเผยให้เห็นฟันซี่แหลมคมที่เปรอะเปื้อนคราบเลือดสดๆ เสียงหัวเราะแหบพร่าดังขึ้นจากลำคอของร่างนั้น ก่อนที่เสียงอันคุ้นเคยจะเอ่ยทักทายเขาด้วยน้ำเสียงที่ทำเอาเลือดในกายเย็นเฉียบ "ยินดีต้อนรับกลับบ้าน... ลูกพ่อ..." เสียงกระซิบยามดึก ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางระทึกขวัญมาด้วยกันจนถึงบรรทัดนี้นะคะ
สารจากนักเขียน (เสียงกระซิบยามดึก)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เรือนอาถรรพ์รอยเลือดเก่า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%