“พ่อเหรอครับ... พ่อจริงๆ ใช่ไหม?”
เสียงของกวินสั่นพร่า ลมหายใจของเขาติดขัดอยู่ในลำคอ ราวกับมีก้อนสะอื้นที่มองไม่เห็นมาจุกแน่นอยู่ตรงนั้น ร่างของบุรุษในชุดขาวที่ยืนตระหง่านอยู่หน้าประตูไม้บานที่ปิดตายมานานยี่สิบปีนั้นดูสมจริงเกินกว่าจะเป็นภาพลวงตา กลิ่นธูปเก่าๆ ผสมกับกลิ่นดินชื้นแฉะลอยอบอวลไปทั่วบริเวณ กระตุ้นสัญชาตญาณความหวาดกลัวที่กวินพยายามสะกดไว้ให้พุ่งพล่านขึ้นมาอีกครั้ง
ชายผู้นั้นไม่ได้ตอบ เขายังคงยืนนิ่งราวกับรูปปั้น ร่างกายสูงโปร่งซีกหนึ่งจมหายไปในเงามืดมิดของเรือน อีกซีกหนึ่งต้องแสงสีน้ำเงินประหลาดที่ยังคงวูบวาบไม่ขาดสาย ทันใดนั้น ร่างในชุดขาวก็หันหน้ามาหาเขา แววตาของคนตรงหน้าว่างเปล่า... มันไม่มีชีวิต ไม่มีความอบอุ่นของพ่อที่เขายังคงจดจำได้ในวัยเด็ก มีเพียงความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านออกมาจนกวินรู้สึกเหมือนกระดูกสันหลังกำลังจะแข็งเป็นน้ำแข็ง
“กวิน... กลับไปเถอะ” เสียงที่ตอบกลับมาไม่ใช่เสียงของพ่อ แต่มันเป็นเสียงที่เหมือนคนหลายคนพูดพร้อมกัน เสียงนั้นแหบพร่าและก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท
ในจังหวะนั้นเอง ประตูเรือนอีกด้านก็เปิดออกอย่างแรง พร้อมกับเสียงร้องด้วยความตกใจสุดขีดของ 'สุธี' ชายหนุ่มนักข่าวสายอาชญากรรมที่แอบตามกวินมาโดยไม่ให้เขารู้ตัว สุธีเซถลาเข้ามาในตัวเรือนด้วยความตื่นตระหนก เขาไม่รู้เลยว่าการก้าวเท้าเข้ามาในเขตอาถรรพ์ที่ปิดตายนี้คือความผิดพลาดครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต
“กวิน! ไอ้คุณทนาย! นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน! ทำไมที่นี่ถึง...” สุธีร้องตะโกนขณะรีบหยิบกล้องถ่ายรูปขึ้นมาเตรียมจะลั่นชัตเตอร์ ทว่านิ้วของเขากลับสั่นเทาจนกดไม่ลง เมื่อเห็นสิ่งที่ยืนอยู่เบื้องหน้ากวิน
ใบหน้าของสุธีซีดเผือดลงอย่างรวดเร็ว ดวงตาเบิกกว้างเมื่อแสงสีน้ำเงินสะท้อนให้เห็นร่างของชายในชุดขาวค่อยๆ ยืดขยายตัวผิดรูปผิดร่าง ใบหน้าที่เคยดูเหมือนพ่อของกวินเริ่มปริแตกออกราวกับเครื่องปั้นดินเผาที่ร้าวราน เลือดสีดำข้นคลั่กไหลทะลักออกมาจากรอยแยกนั้นอย่างช้าๆ ส่งกลิ่นเหม็นเน่ารุนแรงจนชวนให้อาเจียน
“อย่ามองมันสุธี!” กวินตะโกนเตือน แต่สายเกินไปแล้ว
สุธีตัวแข็งทื่อราวกับถูกสะกด จิตวิญญาณของเขาหลุดลอยไปกับภาพเบื้องหน้า ชายในชุดขาวขยับตัวก้าวเข้าหาสุธีด้วยท่าทางบิดเบี้ยว ร่างของมันดูเหมือนจะค่อยๆ จางหายไปในอากาศ แต่กลับทิ้งความรู้สึกหนักอึ้งราวกับภูเขามาทับอยู่บนหน้าอกของสุธี จนเขาล้มลงไปกองกับพื้น กุมหน้าอกตัวเองไว้แน่น พลางกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดที่ไม่มีใครเข้าใจ
“ช่วย... ช่วยด้วย... มัน... มันอยู่ในหัวผม!” สุธีข่วนใบหน้าตัวเองจนเลือดซิบ ดวงตาของเขาเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทไร้ตาดำ กวินพยายามวิ่งเข้าไปหาเพื่อดึงตัวเพื่อนร่วมทางออกไป แต่เขากลับรู้สึกเหมือนมีมือที่มองไม่เห็นนับร้อยนับพันฉุดรั้งร่างกายเขาไว้ ไม่ให้ก้าวไปข้างหน้าได้แม้แต่ก้าวเดียว
ในความวุ่นวายนั้น เสียงสวดมนต์ของสตรีที่ดังก้องอยู่นอกเรือนก็เปลี่ยนจังหวะขึ้น มันไม่ใช่บทสวดสรรเสริญพระรัตนตรัย แต่มันเป็นบทสาปแช่งภาษาโบราณที่สั่นสะเทือนไปถึงพื้นไม้ของเรือน ทุกย่างก้าวที่ชายในชุดขาวเดินเข้าไปหาสุธี พื้นเรือนไม้สักทองก็ส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าดราวกับเสียงกระดูกมนุษย์ที่กำลังถูกบดขยี้
“เจ้าคือผู้มาเยือน... เจ้ามีตัณหา... เจ้าจึงต้องเป็นอาหาร” เสียงนั้นกระซิบข้างหูของกวิน แต่มันดังก้องในหัวของทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์
สุธีที่นอนชักดิ้นชักงออยู่บนพื้น เริ่มมีรอยเลือดปรากฏขึ้นบนผิวหนังตามแขนขา ราวกับมีรอยเล็บที่มองไม่เห็นกำลังกรีดผ่านเนื้อเยื่อเขาอย่างโหดเหี้ยม กวินกัดฟันแน่น เขารู้ว่าถ้าปล่อยไว้แบบนี้ สุธีไม่รอดแน่ เขาคว้ากริชอาคมที่พกติดตัวมาไว้แน่น พุ่งตัวผ่านแรงกดดันมหาศาลนั้นออกไป แต่ทว่า... ทันใดนั้น ร่างของชายในชุดขาวก็หยุดกึก หันมามองกวินด้วยใบหน้าที่ตอนนี้ไม่มีเนื้อหนังเหลืออยู่เลย มีเพียงโครงกระดูกที่อาบไปด้วยน้ำเลือด
มือที่เหลือเพียงกระดูกของมันคว้าคอเสื้อของสุธีขึ้นมา ก่อนจะหันมาทางกวินแล้วแสยะยิ้มที่ดูสยดสยองจนกวินต้องเบือนหน้าหนี
“มึงอยากรู้ความจริงของเรือนนี้ใช่ไหมกวิน...” เสียงนั้นถามออกมาเป็นเสียงของพ่อเขาอย่างชัดเจนที่สุด
ก่อนที่กวินจะทันตอบโต้อะไร ร่างของสุธีก็ถูกกระชากหายเข้าไปในความมืดของห้องโถงกลางเรือนที่ไม่มีใครกล้าก้าวเท้าเข้าไป ประตูไม้บานใหญ่ปิดกระแทกลงดังสนั่นจนฝุ่นควันฟุ้งกระจายไปทั่ว กวินพุ่งตัวไปกระชากประตูบานนั้น แต่เมื่อเขาสามารถเปิดมันออกได้อีกครั้ง เขากลับพบเพียงความว่างเปล่าที่หนาวเหน็บ
ไม่ใช่แค่สุธีที่หายไป... แต่กล้องถ่ายรูปของเขาก็หายไปด้วย ทิ้งไว้เพียงรอยเลือดสดๆ ที่ยังอุ่นอยู่บนพื้นไม้ และเสียงหัวเราะเยาะเย้ยที่ดังแว่วมาจากใต้ฝ่าเท้าของเขาเอง
กวินทรุดเข่าลงกับพื้น ความหวังที่จะช่วยเพื่อนเลือนหายไปพร้อมกับความมืดที่ค่อยๆ กลืนกินเรือนทั้งหลัง ทันใดนั้น มือข้างหนึ่งก็แตะลงบนไหล่ของเขาอย่างแผ่วเบา กวินสะดุ้งสุดตัวหันกลับไปมอง แต่สิ่งที่เขาเห็นกลับทำให้หัวใจแทบหยุดเต้น เพราะนั่นไม่ใช่สุธี ไม่ใช่หลวงตาเมฆ และไม่ใช่ใครที่เขาควรรู้จัก
มันคือหญิงสาวในชุดไทยสีสไบขาดวิ่น ใบหน้าของนางถูกเย็บติดด้วยเส้นด้ายสีดำสนิททั้งดวงตาและริมฝีปาก แต่นางกลับเอ่ยปากพูดออกมาได้โดยที่ด้ายนั้นไม่ขาดออกจากกัน...
"มาเป็นส่วนหนึ่งของเรือนนี้... เหมือนคนอื่นๆ สิเจ้าคะ"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามร่วมลุ้นระทึกไปกับความลับอันดำมืดของเรือนอาถรรพ์รอยเลือดเก่าในตอนนี้ด้วยกันนะคะ
เรือนอาถรรพ์รอยเลือดเก่า•ตอนที่ 28
เหยื่อรายใหม่
ผลงานโดย เสียงกระซิบยามดึก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เสียงกระซิบยามดึก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เรือนอาถรรพ์รอยเลือดเก่า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!