"อ่านให้จบกวิน... แล้วแกจะเข้าใจว่าทำไมเลือดที่ไหลอยู่ในตัวแก ถึงได้มีค่ามากกว่าเงินทองกองเท่าภูเขาในเรือนหลังนี้"
เสียงแหบพร่าของยายจันทร์ดังแทรกผ่านความเงียบงันในหอจดหมายเหตุของตระกูล เธอนั่งหลังค่อมอยู่บนเก้าอี้ไม้สักเก่าคร่ำคร่า นิ้วมือเหี่ยวย่นราวกับรากไม้ชี้ไปยังหน้ากระดาษพินัยกรรมที่กวินกำลังถืออยู่ในมือ
กวินนิ่งเงียบ แผ่นกระดาษในมือสั่นไหวเล็กน้อยไม่ใช่เพราะความกลัวจากบรรยากาศที่เย็นเยียบจนลมหายใจกลายเป็นไอ แต่เป็นเพราะข้อความที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าดวงตาเขามันคือคำสาปแช่งที่ถูกห่อหุ้มด้วยถ้อยคำทางกฎหมายที่ดูสวยหรู
'ข้าพเจ้า... ขอสละสิทธิ์ในมรดกทั้งปวง ให้แก่ทายาทสายเลือดสุดท้าย ผู้ซึ่งจะเข้ามารับหน้าที่ 'เครื่องสังเวย' เพื่อค้ำจุนความมั่งคั่งและอายุขัยของเรือนรอยเลือดแห่งนี้ชั่วกัลปาวสาน'
"เครื่องสังเวย..." กวินพึมพำ น้ำเสียงของเขาสั่นพร่า ดวงตาคมกริบกวาดมองตัวอักษรที่หมึกเริ่มจางลงตามกาลเวลา แต่มันกลับดูชัดเจนในความรู้สึกราวกับมีเลือดสดๆ ไหลออกมาจากตัวอักษรเหล่านั้น "นี่มันไม่ใช่พินัยกรรมปกติ ยายจันทร์... นี่มันสัญญาขายวิญญาณชัดๆ"
ยายจันทร์หัวเราะหึๆ ในลำคอ เสียงนั้นเหมือนไม้แห้งหักเปาะ "กฎหมายทางโลกคุ้มครองแกได้แค่ตอนมีลมหายใจ แต่กฎหมายของเรือนนี้... มันคุ้มครองแกตั้งแต่วันที่แกเกิดมาพร้อมกับดวงตาที่มองเห็นพวกมัน คนรุ่นก่อนในตระกูลแกไม่ได้ตายเพราะอุบัติเหตุหรือโรคภัยหรอกนะกวิน พวกเขาตายเพราะ 'ต้องส่งต่อ' ที่ว่างในเรือนให้คนรุ่นถัดไป"
กวินวางกระดาษลงบนโต๊ะไม้ที่เต็มไปด้วยฝุ่น เขารู้สึกถึงแรงกดทับที่หน้าอกเหมือนมีมือที่มองไม่เห็นกำลังบีบหัวใจ ความเยือกเย็นที่เขามักใช้เป็นเกราะป้องกันเริ่มแตกร้าว เมื่อนึกถึงสัมผัสเย็นเฉียบที่ต้นคอในยามค่ำคืนที่ผ่านมา
"หลวงตาเมฆเตือนผมแล้ว..." กวินเค้นเสียงพูด เขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาฝ้าฟางของหญิงชรา "ท่านบอกว่ามีบางอย่างคอยปั่นหัวผมอยู่เบื้องหลัง แต่ผมไม่เคยคิดเลยว่ามันจะเริ่มมาจาก 'ต้นตระกูล' ของตัวเอง"
"หลวงตาเมฆน่ะหรือ?" ยายจันทร์ขยับตัวลุกขึ้นยืนช้าๆ ร่างของเธอเงาไหววูบในแสงตะเกียงที่ริบหรี่ "ท่านเองก็รู้ดีว่าทำไมแกถึงถูกดึงกลับมาที่นี่ หากแกไม่ทำตามพินัยกรรมฉบับนี้ แกคิดว่าคนรอบตัวแก... ทั้งคนรัก เพื่อน หรือแม้แต่หลวงตา จะรอดจากเงื้อมมือของ 'เจ้าของเรือน' ที่หิวโหยมานับร้อยปีไปได้งั้นหรือ"
กวินกำหมัดแน่น เล็บจิกเข้าที่ฝ่ามือจนเลือดซึมออกมา กลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยฟุ้งขึ้นมาในอากาศทันที บรรยากาศรอบตัวเริ่มแปรปรวน บานหน้าต่างไม้เก่าแก่ส่งเสียงกระทบกันโครมครามแม้จะไม่มีลมพัดผ่านแม้แต่น้อย
เขาสัมผัสได้ถึง 'ใครบางคน' ที่กำลังยืนอยู่หลังฉากกั้นไม้ฉลุ เสียงลมหายใจแหบแห้งคล้ายเสียงงูเลื้อยผ่านใบไม้แห้งดังระงมไปทั่วห้อง
"ผมจะไม่เป็นตัวแทนของใครทั้งนั้น" กวินประกาศกร้าว แม้ขาจะเริ่มสั่น "ผมจะทำลายเรือนนี้ทิ้งเสีย ไม่ว่ามันจะแลกด้วยอะไรก็ตาม!"
ยายจันทร์ไม่โต้ตอบ เธอเพียงแต่คลี่ยิ้มที่ดูประหลาดและน่าสยดสยอง เธอเดินถอยหลังเข้าไปในมุมมืดของห้อง ก่อนจะเอ่ยประโยคสุดท้ายด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบกว่าน้ำแข็ง
"แกคิดว่าตัวเองมีสิทธิ์เลือกงั้นรึพ่อทนายหนุ่ม... ลองก้มลงดูที่พินัยกรรมฉบับนั้นอีกครั้งสิ ว่ารายชื่อพยานที่ลงนามกำกับอยู่น่ะ... คือใคร"
กวินรีบก้มลงมองที่ส่วนล่างสุดของเอกสารพินัยกรรมฉบับเก่าที่เขากำลังถืออยู่ หัวใจของเขาแทบหยุดเต้น เมื่อเห็นลายมือชื่อที่คุ้นตาที่สุดปรากฏอยู่ตรงนั้น ลายมือที่เขาเห็นมันทุกวันในใบแจ้งงานที่โต๊ะทำงานของเขาเอง
ลายมือของ 'กวิน' ที่เพิ่งเขียนไปเมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมา... ทั้งที่เขายังไม่ได้แตะปากกาเลยด้วยซ้ำ!
และในวินาทีนั้นเอง เสียงเคาะประตูด้านนอกหอจดหมายเหตุที่ควรจะว่างเปล่าก็ดังขึ้นอย่างจังหวะจะโคน... เหมือนเสียงของคนที่รอคอยเวลาที่จะได้เข้ามาทวงถามสัญญาด้วยตนเอง
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่ความมืดมิดในเรือนรอยเลือดเก่าไปพร้อมกับกวินนะคะ
เรือนอาถรรพ์รอยเลือดเก่า•ตอนที่ 30
เงื่อนงำในพินัยกรรม
ผลงานโดย เสียงกระซิบยามดึก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เสียงกระซิบยามดึก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เรือนอาถรรพ์รอยเลือดเก่า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!