"แม่... แม่ตายไปแล้ว"
กวินพึมพำผ่านลำคอที่แห้งผาก กลิ่นสาบดินชื้นแฉะเหมือนหลุมศพที่เพิ่งถูกขุดขึ้นมาใหม่โชยปะทะจมูกจนเขารู้สึกคลื่นเหียน มือที่กำปืนในกระเป๋าสั่นระริก ทว่าร่างที่ยืนอยู่ปลายทางเดินนั้นกลับไม่ได้สะทกสะท้าน รอยยิ้มที่บิดเบี้ยวจนมุมปากแทบจะฉีกถึงใบหูค่อยๆ ขยับกว้างขึ้น ดวงตาที่เคยเป็นสีนิลกลับกลายเป็นสีขาวขุ่นมัวราวกับลูกแก้วที่ถูกฝ้าจับ
"กวิน... ลูกแม่... ทำไมต้องเย็นชานักล่ะ"
เสียงนั้นไม่ใช่เสียงของแม่ที่เขาจดจำได้ในความทรงจำ มันแหบพร่าเหมือนเสียงกิ่งไม้แห้งสีกันท่ามกลางลมพายุ กวินถอยหลังหนึ่งก้าว ส้นรองเท้ากระทบกับพื้นไม้กระดานเรือนที่เริ่มสั่นไหวและส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าดราวกับมันกำลังจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ทันใดนั้น แรงดึงดูดประหลาดก็ถาโถมเข้าใส่เขาราวกับพายุหมุน ทัศนียภาพรอบข้างบิดเบี้ยวไปเหมือนภาพวาดสีน้ำที่ถูกน้ำสาดใส่
อากาศในเรือนที่เคยหนักอึ้งเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง กลิ่นหอมจางๆ ของดอกมะลิแห้งและกลิ่นคาวเลือดที่เคยคุ้นชินจางหายไป เหลือเพียงความว่างเปล่าที่เย็นเยียบจนกระดูก กวินกะพริบตาถี่ๆ เพื่อปรับโฟกัส ภาพตรงหน้าทำให้เขาแทบสิ้นสติ
ทางเดินหลังเรือนที่ควรจะเป็นไม้กระดานเก่าผุพัง กลับกลายเป็นถนนเส้นยาวที่ปูด้วยอิฐแดงที่คราบเลือดเกรอะกรัง ท้องฟ้าด้านบนไม่ใช่ยามค่ำคืน แต่เป็นสีเทาหม่นเหมือนเถ้าถ่าน ไม่มีดวงดาว ไม่มีดวงจันทร์ มีเพียงเงาตะคุ่มของเรือนไทยนับสิบหลังที่ปลูกเรียงรายซ้อนทับกันอย่างบิดเบี้ยวผิดธรรมชาติ ผู้คน... ไม่สิ สิ่งที่ดูคล้ายมนุษย์เดินขวักไขว่ไปมาในชุดผ้าแถบเก่าคร่ำคร่า ทุกคนเดินก้มหน้า ไหล่ห่อ ไม่หันมามองสิ่งใด ทั้งหมดอยู่ในภาวะ 'ใช้ชีวิต' อย่างไร้จุดหมายในมิติที่เวลาหยุดนิ่ง
"ยายจันทร์เคยบอกว่า... คนตายไม่เคยไปไหน พวกเขาแค่เปลี่ยนที่อยู่" กวินพึมพังกับตัวเอง พยายามควบคุมสติไม่ให้เตลิดไปกับภาพหลอนที่ดูสมจริงจนน่ากลัว
เขาก้าวเท้าออกไปอย่างเลี่ยงไม่ได้ ราวกับมีโซ่ที่มองไม่เห็นกระชากวิญญาณเขาให้เดินตามร่างของ 'แม่' ที่เดินทิ้งระยะห่างออกไปเรื่อยๆ ทุกย่างก้าวที่เขาสัมผัสพื้นดิน รู้สึกได้ถึงไอความเย็นที่แทรกซึมผ่านพื้นรองเท้าขึ้นมาถึงหัวใจ มิติที่คนตายยังคงใช้ชีวิต... กวินเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมหลวงตาเมฆถึงได้เตือนนักหนาว่า อย่าได้เผลอหลุดปากทักใครในยามค่ำคืน เพราะคำทักนั้นอาจหมายถึงการตกลงยอมรับการมีอยู่ของพวกเขาทั้งหมด
เขาสังเกตเห็นชายชราคนหนึ่งนั่งลับมีดอยู่ข้างทาง สายตาที่มองมายังเขานั้นว่างเปล่า กวินหยุดชะงัก ลมหายใจสะดุดเมื่อเห็นนิ้วมือของชายชราคนนั้นขาดวิ่นเหมือนเพิ่งถูกตัดออก แต่เจ้าตัวกลับไม่รู้สึกเจ็บปวด ยังคงถูมีดลงบนหินลับมีดจนเกิดเสียงดัง 'ฉึก... ฉึก...' เป็นจังหวะที่ฟังดูเหมือนเสียงจังหวะหัวใจที่ใกล้จะหยุดเต้น
"มองอะไรไอ้หนุ่ม" ชายชราเงยหน้าขึ้น รอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้าเขียวช้ำนั้นดูเป็นมิตร ทว่าแววตากลับหิวโหย "ที่นี่ไม่มีใครมานานแล้ว... เจ้าไม่ใช่คนแถวนี้ และเจ้าก็ยังไม่ถึงคราวที่ต้องมาอยู่ร่วมกัน"
"ผมแค่... พลัดหลงมา" กวินตอบ พยายามรักษาความนิ่งสุขุมเยี่ยงทนายความที่เผชิญหน้ากับลูกความที่ยากจะรับมือ "ผมกำลังตามหาแม่"
ชายชราหัวเราะลั่น เสียงหัวเราะแหลมสูงจนกวินต้องยกมือขึ้นปิดหู "แม่รึ? ที่นี่ไม่มีแม่หรอก มีแต่ความหิวโหยที่แต่งตัวเป็นแม่เจ้าต่างหากล่ะ! วิ่งสิเจ้าทนาย... ถ้าไม่อยากกลายเป็นปุ๋ยใต้ถุนเรือนอาถรรพ์ วิ่งไปให้ถึงประตูบานสุดท้ายก่อนที่นกแสกจะร้องครบสามครั้ง!"
ยังไม่ทันสิ้นเสียงคำเตือน กวินรู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาลที่พุ่งมาจากด้านหลัง เขาหันขวับไปมอง ร่างของ 'แม่' ที่เคยเดินนำหน้าหยุดกะทันหัน ร่างนั้นค่อยๆ หันกลับมา คราวนี้ใบหน้าที่เคยบิดเบี้ยวได้เปลี่ยนไปแล้ว กรามของเธอหลุดออกจากเบ้า ปากกว้างมหาศาลพ่นกลุ่มควันสีดำออกมาพร้อมกับเสียงกรีดร้องที่ทำให้แก้วหูของกวินแทบแตกสลาย
กวินออกวิ่งทันทีโดยไม่คิดชีวิต แรงกดดันจากมิตินี้บีบคั้นร่างกายเขาจนรู้สึกเหมือนกระดูกจะหัก เสียงเท้าของสิ่งที่เคยเป็นแม่ไล่ล่ามาติดๆ พร้อมกับเสียงฝีเท้าของเหล่าคนตายที่เริ่มหยุดกิจกรรมและหันมาจ้องมองเขาเป็นตาเดียว กวินเลี้ยวหลบตามตรอกซอกซอยที่บิดเบี้ยว พื้นดินใต้เท้าเริ่มกลายเป็นปลักโคลนที่พยายามดูดดึงร่างกายเขาลงไป
เขาเห็นประตูไม้บานหนึ่งอยู่เบื้องหน้า... ประตูที่แกะสลักด้วยรูปยันต์ห้าแถวที่คุ้นตา กวินรวบรวมเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายพุ่งตัวเข้าใส่ หวังจะทะลุผ่านมิตินี้ออกไป ทว่าทันทีที่ปลายนิ้วเขาสัมผัสบานประตู แรงปะทะบางอย่างก็ผลักเขากระเด็นกลับมา
"จะรีบไปไหนล่ะลูกรัก..."
เสียงกระซิบดังขึ้นชิดใบหู พร้อมกับสัมผัสเย็นเยียบที่โอบรัดรอบคอเขา กวินชะงักค้าง ร่างของแม่ไม่ได้อยู่ข้างหลังเขาแล้ว... แต่เธอกำลังสิงสถิตอยู่ในร่างของเขาเอง! มือของเขายกขึ้นเองโดยอัตโนมัติ ไม่ใช่เพื่อป้องกันตัว แต่เป็นการพยายามหยิบมีดอาคมที่เหน็บอยู่ข้างเอวออกมาเพื่อ 'ปลิดชีพตัวเอง'
กวินพยายามฝืนบังคับกล้ามเนื้อของตัวเอง แต่ความรู้สึกเหมือนถูกแย่งชิงการควบคุมร่างกายมันรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เขาเห็นเงาของตัวเองในกระจกเงาที่ตั้งอยู่ใกล้ประตูนั้น... ในเงาสะท้อน ไม่ใช่กวินคนเดิมที่จ้องกลับมา แต่เป็นใบหน้าของพ่อ... พ่อที่ตายไปพร้อมกับแม่ในคืนนั้น!
"กวิน... ถ้าอยากให้แม่ตายจริงๆ เจ้าก็ต้องแลกด้วยลมหายใจของตัวเอง"
เสียงของพ่อและแม่ซ้อนทับกันดังออกมาจากปากของกวินเอง และก่อนที่คมมีดจะจรดลงที่คอหอย กวินก็เห็นภาพใบหน้าของหลวงตาเมฆปรากฏขึ้นในกระจกเงา ท่านกำลังนั่งสมาธิอยู่ท่ามกลางเปลวไฟที่โหมกระหน่ำในโลกความเป็นจริง
"ถอนจิตออกมาไอ้ทนาย! อย่าได้ยอมรับคำสั่งของมัน!"
ในจังหวะที่กวินกำลังจะตัดสินใจกดมีดลงไปลึกขึ้นนั้น เขาก็เหลือบไปเห็นบางสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้ชุดที่ร่างนั้นสวมใส่... มันไม่ใช่ผิวหนัง แต่มันคือเลข '95' ที่สักไว้ด้วยหมึกสีเลือดบนอกของเขาเอง... ซึ่งเป็นจำนวนตอนสุดท้ายที่เขายังไม่เคยเปิดอ่านในบันทึกของยายจันทร์!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ที่รักทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านมิติอันมืดมิดไปพร้อมกับเสียงกระซิบยามดึกนะคะ
เรือนอาถรรพ์รอยเลือดเก่า•ตอนที่ 32
กำแพงกั้นมิติ
ผลงานโดย เสียงกระซิบยามดึก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เสียงกระซิบยามดึก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เรือนอาถรรพ์รอยเลือดเก่า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!