"ถ้าคุณยังเดินเร็วกว่านี้อีกก้าวเดียว เราคงได้นอนเฝ้าซากโรงงานร้างนี่ด้วยกันจริงๆ นะครับ คุณรสา"
เสียงทุ้มต่ำติดจะเย้าแหย่เล็กน้อยดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัดของโกดังเก่าเก็บสินค้าขนาดใหญ่ กลิ่นอายของสนิมเหล็ก ฝุ่นผงอิฐ และความชื้นยามค่ำคืนลอยอบอวลอยู่ในบรรยากาศ ไฟฉายแรงสูงในมือของกรวีร์ส่องกราดไปตามโครงสร้างเหล็กกล้าขึ้นสนิมและเสาคอนกรีตเปลือยเปล่าที่ผ่านกาลเวลามาครึ่งศตวรรษ ที่นี่คือโลเคชันหลักของภาพยนตร์โฆษณาชิ้นใหญ่ที่รสาต้องรับหน้าเสื่อเป็นผู้จัดการกองถ่าย และในยามดึกดื่นค่ำคืนเช่นนี้ มีเพียงเขากับเธอเท่านั้นที่ยังคงวนเวียนอยู่เพื่อตรวจสอบความปลอดภัยของโครงสร้าง
รสาหันขวับมามองหน้าสถาปนิกหนุ่มผู้มีใบเรียบนิ่งเป็นเอกลักษณ์ เธอตวัดสายตาคมกริบใส่ทันทีอย่างไม่ยอมแพ้
"ฉันเดินตามความจริงค่ะ... เอ้ย ตามความเหมาะสมต่างหาก" รสาแก้คำพูดแทบไม่ทันเมื่อเผลอใช้น้ำเสียงแข็งกร้าวใส่เขา "อีกอย่าง ฉันไม่ได้ซุ่มซ่ามพอกับการเดินสะดุดเงาตัวเองเหมือนใครบางคนหรอกนะ คุณกรวีร์"
กรวีร์เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างนึกสนุก ดวงตาคมกราบกรานมองสำรวจร่างเพรียวในชุดลุยงานที่คลุมทับด้วยเสื้อแจ็คเก็ตยีนส์ตัวเก่ง "ใครกันแน่ที่เดินใจลอยตั้งแต่ประตูทางเข้า... หรือว่ากำลังคิดถึงเรื่องที่ธนัตถ์แซั่วยังไม่เลิก?"
"คุณกรณ์!" รสาเสียงสูงขึ้นทันควัน แก้วเนียนนวลยามนี้เจือสีเรื่อขึ้นด้วยความขัดเขินที่ถูกจี้จุด เธอสะบัดหน้าหนีไปยังทิศทางมืดสลัวของมุมตึกด้านใน "เลิกพูดจาเหลวไหลแล้วเดินต่อเถอะค่ะ เรายังต้องเช็คเสาเข็มโซน C อีกจุดนะ"
เธอก้าวเท้าฉับๆ ไปข้างหน้าอย่างเร่งรีบเพื่อหนีพ้นจากการตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบในบทสนทนา แต่ทว่า... พื้นผิวคอนกรีตเก่าแก่ที่กะterนกะเทาะและเต็มไปด้วยเศษเศษวัสดุก่อสร้างกลับไม่เป็นใจ รสาสะดุดเข้ากับเศษเหล็กเส้นที่โผล่พ้นพื้นปูนอย่างจัง ร่างเพรียวเซถลาไปข้างหน้าอย่างไร้การทรงตัว
*ตุบ!*
รสาหลับตาปี๋เตรียมรับแรงกระแทกจากพื้นปูนแข็งเบื้องล่าง แต่ความเจ็บปวดที่คิดไว้กลับไม่เกิดขึ้น
วงแขนแกร่งและอบอุ่นตวัดโอบเอวบางของเธอไว้ได้อย่างทันท่วงที แรงเหวี่ยงจากการคว้าตัวทำให้รสาพุ่งเข้าปะทะกับแผ่นอกกว้างของกรวีร์อย่างจัง ลมหายใจอุ่นๆ ของทั้งคู่ปะปนกันท่ามกลางความมืดมิด มีเพียงแสงจากไฟฉายที่กลิ้งตกลงบนพื้นสาดส่องสะท้อนโครงสร้างเหล็กเป็นเงาทอดตัวยาว
รสาค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ สิ่งแรกที่เธอพบคือแผงอกกว้างที่ภายใต้เสื้อเชิ้ตสีเข้มนั้นไหวสะท้อนตามจังหวะการหายใจ และเมื่อเธอเงยหน้าขึ้น... ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งสองก็แทบไม่มีเหลือ
ดวงตาคมกริบของกรวีร์จ้องมองลงมาที่เธอ นัยน์ตาสีเข้มคู่นั้นไม่ได้มีความเย็นชาหรือความรำคาญใจอย่างที่เคยแสดงออกยามทำงาน ทว่ามันกลับลึกล้ำ อ่อนโยน และเต็มไปด้วยความห่วงใยที่ซ่อนอยู่ภายใต้ท่าทีปากร้ายนั้นอย่างชัดเจน
หัวใจของรสาเต้นระรัวราวกับมีกลองชุดย่อมๆ มาตีอยู่ข้างใน มันดังเสียจนเธอเกรงว่าอีกฝ่ายจะได้ยิน
"คราวหน้า... ถ้าไม่อยากสะดุดล้ม บอกผมตรงๆ ดีกว่าครับ ไม่เห็นต้องใช้วิธีพุ่งเข้ามาหาแบบนี้เลย" เสียงทุ้มกระซิบแผ่วเบาอยู่ใกล้ริมฝีปากของเธอ ลลมหายใจอุ่นที่เป่ารดแก้วสรางความสั่นไหวไปถึงขั้วหัวใจ
รสาเม้มริมฝีปากแน่น สมองที่เคยฉลาดเป็นกรดและทันคนยามนี้กลับขาวโพลนอย่างน่าประหลาด เธออยากจะเถียงกลับด้วยคำพูดเจ็บแสบสักประโยคตามวิสัยของเธอ แต่สายตาคู่นั้น... สายตาที่กำลังมองเธอราวกับเธอเป็นสิ่งล้ำค่าชิ้นเดียวในโรงงานร้างแห่งนี้ กลับตรึงเธอไว้จนขยับตัวไม่ได้
"ปล่อย... ปล่อยฉันได้แล้วค่ะคุณกรวีร์" เธอพยายามเปล่งเสียงให้หนักแน่นที่สุด แม้ว่าเสียงนั้นจะสั่นพร่าเสียจนน่าขายหน้าก็ตาม
กรวีร์ไม่ได้ขยับตัวทันที เขายังคงโอบกระชับเอวเธอไว้แน่นขึ้นอีกนิด ราวกับกลัวว่าหากปล่อยมือแล้วเธอจะหายวับไปกับตา ชายหนุ่มก้มหน้าลงมาใกล้ขึ้นอีกนิด จนปลายจมูกแทบจะแตะกัน ดวงตาคมทอดมองริมฝีปากที่เม้มเข้าหากันอย่างถือดีนั้นด้วยประกายตาดุดันที่แฝงความคลั่งรักแบบไม่รู้ตัว
"ถ้าผมไม่ปล่อย... คุณจะทำไมล่ะครับ?" น้ำเสียงนั้นทุ้มต่ำและจริงจัง จนรสาต้องกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
ในเสี้ยววินาทีที่เคมีระหว่างทั้งสองกำลังพุ่งทะยานถึงขีดสุด บรรยากาศรอบตัวที่เงียบงันก็ถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าหนักๆ และแสงไฟฉายอีกดวงที่สาดส่องเข้ามาทางประตูโกดัง พร้อมกับเสียงตะโกนก้องที่คุ้นเคย
"รสา! คุณกรณ์! อยู่แถวนี้ไหมครับ แบตมือถือผมหมด... เฮ้ย!"
ธนัตถ์ที่เดินถือไฟฉายเข้ามาหยุดชะงักกึก ดวงตาเบิกกว้างเมื่อเห็นภาพตรงหน้า ภาพของสถาปนิกหนุ่มมาดนิ่งกำลังโอบกอดผู้จัดการกองถ่ายสาวคนเก่งไว้แนบอก ในระยะประชิดที่แทบจะเรียกได้ว่าจูบกันอยู่รอมร่อ
รสาได้ยินเสียงนั้นก็สะดุ้งสุดตัว เธอออกแรงผลักอกกรวีร์เต็มแรงแล้วผละถอยหลังออกมาทันที ใบหน้าเนียนแดงก่ำลามไปจนถึงใบหู เธอรีบยกมือขึ้นเสยผมแก้เก้อ พยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติที่สุด
กรวีร์ถอนหายใจออกมาเบาๆ อย่างเสียดาย เขาปรายตามองเพื่อนสนิทตัวดีที่เข้ามาขัดจังหวะเวลาสำคัญด้วยสายตาพิฆาต ชนิดที่ถ้าสายตาฆ่าคนได้ ธนัตถ์คงพรุนไปทั้งตัวแล้ว
"นายมาช้าไปสามวินาทีนะ ธนัตถ์" กรวีร์เอ่ยเสียงเรียบ แต่แววตากลับเขAมข้นด้วยความหงุดหงิด
ธนัตถ์หัวเราะแห้งๆ ยกมือขึ้นเกาหัวแกรกๆ พลางส่งยิ้มเจื่อน "อุ๊ย... ผมมาขัดจังหวะอะไรสำคัญหรือเปล่าครับเนี่ย พอดีรถติดหล่มข้างนอก ผมเลยต้องรีบเดินเข้ามาตาม... งั้นผมออกไปรอข้างนอกก่อนนะ เชิญพวกคุณ 'สำรวจพื้นที่' กันต่อตามสบายเลยครับ!"
พูดจบ โปรดิวเซอร์หนุ่มก็หมุนตัวเดินกลับออกไปอย่างรวดเร็ว พร้อมกับปิดประตูโกดังทิ้งให้ทั้งคู่อยู่ในความเงียบอีกครั้ง
รสาหันมามองค้อนกรวีร์ทันทีที่ปลอดคน "เพราะคุณคนเดียวเลย!"
กรวีร์เพียงแค่ยิ้มมุมปาก เขาเดินเข้าไปใกล้เธออีกก้าวโดยไม่สนใจคำต่อว่านั้น สายตาคมกวาดมองสำรวจตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าด้วยความห่วงใยที่ปิดไม่มิด
"เจ็บตรงไหนหรือเปล่าครับ ไหนดูซิ..." เขาเอื้อมมือไปจับข้อศอกเธอพลิกดูเบาๆ
รสาชะงักไปกับความอ่อนโยนที่ถูกส่งผ่านมาทางสัมผัสนั้น หัวใจที่สงบลงแล้วกลับมาเต้นแรงอีกครั้ง เธอเบือนหน้าหนีซ่อนรอยยิ้มที่เผลอหลุดออกมา
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังจะกลับมาหวานซึ้งอีกครั้ง เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าแจ็คเก็ตของกรวีร์ก็แผדเสียงดังขึ้นทำลายความเงียบ ชายหนุ่มหยิบขึ้นมาดูหน้าจอเพียงแวบเดียว สีหน้าเรียบเฉยก็เปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดขึ้นมาทันที
กรวีร์กดรับสาย ฟังคู่สนทนาเพียงไม่กี่วินาที ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับรสาด้วยแววตาที่ทำให้เธอกลั้นหายใจ
"เกิดเรื่องแล้วครับ..." กรวีร์เอ่ยเสียงเครียด "คนงานเพิ่งโทรมาบอกว่า โครงสร้างเหล็กโซน A ที่เราเพิ่งตรวจรับไปเมื่อตอนเย็น กำลังทรุดตัวลงมาเพราะดินสไลด์"
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและเป็นกำลังใจให้กันเสมอมานะครับ!
สถาปนิกหน้านิ่งกับผู้จัดการกองถ่ายสายดีไซน์•ตอนที่ 10
ค่ำคืนใต้แสงดาวที่โรงงานเก่า
ผลงานโดย เมทริกซ์ซีโร่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เมทริกซ์ซีโร่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกหน้านิ่งกับผู้จัดการกองถ่ายสายดีไซน์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!