"ถ้าคุณยังขับรถด้วยความเร็วระดับเต่าคลานแบบนี้ ผมเกรงว่าเราจะไปถึงกองถ่ายก่อนที่โปรเจกต์จะถูกยกเลิกเพราะหมดอายุไขเสียก่อนนะครับ, คุณผู้จัดการกองถ่าย"
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เจือความเย้าแหย่เล็กน้อยดังขึ้น ทำลายความเงียบในห้องโดยสารรถเอสยูวีคันหรูที่กำลังแล่นอยู่บนทางหลวงสายเหนือ กรวีร์ หรือที่รสาชอบนึกค่อนขอดในใจว่าเป็น 'หุ่นยนต์สถาปนิก' ขยับปรับกระจกมองหลังเล็กน้อย นัยน์ตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาสะท้อนภาพของหญิงสาวที่กำลังนั่งกอดอกหน้ามุ่ยอยู่ที่เบาะข้างคนขับ
รสาตวัดสายตาขุ่นเคียวมองคนขับทันที ปากเรียวบางเหยียดขึ้นอย่างนึกหมั่นไส้ เธอน่ะหรือขับรถเหมือนเต่าคลาน? นี่มันความเร็วหนึ่งร้อยสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมงตามกฎหมายกำหนดต่างหากเล่า! อีกอย่าง... ใครกันล่ะที่เป็นคนเสนอตัวขับรถเองตั้งแต่แรก ทั้งที่เธออุตส่าห์บอกแล้วว่าเธอจัดการเองได้
"ถ้าคุณรีบนัก ทำไมไม่ติดปีกบินไปเองล่ะครับ คุณสถาปนิก" รสาตอบกลับเสียงใส แต่น้ำเสียงเน้นย้ำทุกพยางค์ด้วยความหมั่นไส้ "ฉันขับรถตามกฎจราจร ไม่ได้อยากไปนอนโรงพยาบาลเพราะอุบัติเหตุจากความใจร้อนของใครบางคนหรอกนะ แล้วก็เลิกเหน็บแนมฉันสักที ประเด็นเรื่องปلمเบื้องหลังโปรเจกต์ที่เราเพิ่งคุยกันเครียดๆ เมื่อคืนนี้ ยังคาใจฉันอยู่ไม่หายนะ"
คำพูดของรสาทำให้บรรยากาศในรถกลับมาตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง ปมปริศนาที่ธนัตถ์ส่งข้อมูลลับมาให้ก่อนออกเดินทางเมื่อคืนนี้ ยังคงสร้างความแคลงใจให้กับทั้งคู่ เอกสารการอนุมัติงบประมาณที่ซ้ำซ้อนและการเปลี่ยนแปลนโครงสร้างกระทันหันโดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากกรวีร์ มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน มีใครบางคนกำลังเล่นตุกติกเบื้องหลังโปรเจกต์โฆษณาชิ้นนี้ และพวกเขากำลังเดินทางไปตรวจสอบหน้างานจริงเพื่อหาคำตอบ
กรวีร์ไม่ได้ตอบโต้อะไรทันที สันจَมูกโด่งเป็นคมนิ่งสงบ ขณะที่มือหนาบนพวงมาลัยกระชับแน่นขึ้นจนข้อต่องอขาว แม้ภายนอกเขาจะดูนิ่งสนิทราวกับรูปปั้นหินอ่อน แต่รสาที่ร่วมงานและปะทะคารมกับเขามาหลายสัปดาห์รู้ดีว่า... นั่นคือสัญญาณว่าเขากำลังใช้ความคิดอย่างหนักหน่วงเพื่อปกป้องงานออกแบบชิ้นเอกของตัวเอง
"ผมไม่ได้ใจร้อน... ผมแค่เกลียดความไร้ประสิทธิภาพ" กรวีร์เอ่ยขึ้นเรียบๆ หลังจากปล่อยให้ความเงียบโรยตัวอยู่ครู่ใหญ่ "และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง... การที่ต้องมานั่งเถียงกับคนปากเก่งอย่างคุณในพื้นที่แคบๆ แบบนี้"
"อ้าว! นี่คุณหาว่าฉันไร้ประสิทธิภาพเหรอ!" รสาหันขวับ ดวงตากลมโตวาวโรจน์ขึ้นมาทันที "ถ้าฉันไร้ประสิทธิภาพ ป่านนี้กองถ่ายของคุณคงพังไม่เป็นท่าไปตั้งแต่สัปดาห์แรกแล้วค่ะคุณกรวีร์ จำไว้ด้วยว่าคนที่ช่วยเคลียร์คิวหน้ากองจนคุณมีเวลาไปนั่งปั้นโมเดลสวยๆ น่ะ คือฉัน!"
"ครับ... ขอบคุณครับ คุณผู้จัดการคนเก่ง" กรวีร์ตอบรับด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบจนน่าหมั่นไส้ แต่มุมปากหยักลึกกลับกระตุกขึ้นน้อยๆ ชนิดที่ถ้าไม่สังเกตดีๆ ก็คงมองไม่เห็น รสาเบ้หน้าใส่เขาอย่างแรงทันที ก่อนจะหันหน้าหนีไปมองทัศนียภาพนอกหน้าต่างรถที่เริ่มเปลี่ยนจากตึกรามบ้านช่องเป็นทุ่งนาและภูเขาสีเขียวขจี
การเดินทางเริ่มต้นด้วยการปะทะฝีปากกันอย่างไม่มีใครยอมใครตามคาด ความคิดเห็นที่ไม่เคยตรงกันสักเรื่องกลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่ทำให้บรรยากาศตลอดสองชั่วโมงเต็มไปด้วยความอึดอัดที่เจือความสนุกสนานอย่างประหลาด รสาเถียงทุกเรื่อง ตั้งแต่รสนิยมการเปิดเพลงในรถไปจนถึงวิธีจับพวงมาลัย ส่วนกรวีร์ก็คอยหยอดคำพูดกวนประสาทกลับมาทุกครั้งที่มีโอกาส ชายหนุ่มปากร้ายตัวจริงเสียงจริง แต่ทุกคำพูดของเขากลับแฝงไปด้วยความใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ อย่างแนบเนียน เช่น การปรับแอร์ไม่ให้เย็นเกินไปเพราะกลัวเธอไอ หรือการลดความเร็วกระทันหันเมื่อเจอทางโค้งลาดชัน
จนกระทั่งรถเอสยูวีเลี้ยวเข้ามาจอดที่ร้านอาหารพื้นบ้านริมทางแห่งหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางบรรยากาศร่มรื่นใต้ร่มไม้ใหญ่ ใบไม้ไหวตามแรงลมส่งเสียงซ่าๆ ช่วยชะล้างความตึงเครียดจากการเดินทางและเรื่องปมปัญหาปริศนาลงไปได้บ้าง
"ลงมาครับ" กรวีร์ดับเครื่องยนต์แล้วหันมาเอ่ยสั้นๆ
"ทำไม ฉันไม่อยากกินอะไรทั้งนั้นแหละ ยังอารมณ์ค้างจากที่คุณกวนประสาทอยู่" รสาเชิดหน้าขึ้น
"ถ้าคุณไม่ลงมาเติมพลังตอนนี้ เดี๋ยวตอนที่เราไปถึงไซท์งานแล้วคุณเป็นลมล้มพับไป ผมไม่อستอุ้มคุณขึ้นรถหรอกนะ และที่สำคัญ... ท้องที่กำลังหิวโซมักจะทำให้สมองทำงานได้ไม่เต็มที่ ผมต้องการสมองที่เฉียบคมของคุณไปช่วยจับผิดคนร้ายในโปรเจกต์นี้ ไม่ใช่ไปนั่งงอแงใส่ผม"
รสาอ้าปากค้างเล็กน้อยกับเหตุผลที่ฟังดูดีแต่กวนประสาทสุดๆ ของเขา สุดท้ายเธอก็ยอมเปิดประตูลงจากรถด้วยความจำยอม เพราะกลิ่นหอมกรุ่นของอาหารไทยพื้นบ้านที่ลอยมาจากครัวเปิดด้านหลังร้านมันยั่วยวนเกินกว่าจะปฏิเสธ
ทั้งคู่เลือกโต๊ะมุมสงบใต้ร่มไม้ บรรยากาศรอบตัวเงียบสงบกว่าในเมืองหลวงอย่างสิ้นเชิง มีเพียงเสียงนกและเสียงลมพัดผ่านเบาๆ เมนูอาหารพื้นบ้านถูกวางลงบนโต๊ะไม้เรียบๆ ไม่กี่อย่าง แต่กลิ่นหอมของเครื่องแกงและสมุนไพรก็ทำให้ท้องของรสาถึงกับส่งเสียงร้องประท้วงออกมาเบาๆ
กรวีร์เหลือบมองหญิงสาวที่นั่งอยู่ตรงข้าม นัยน์ตาสีเข้มฉายแววอ่อนโยนขึ้นวูบหนึ่งอย่างที่เจ้าตัวก็แทบไม่รู้ตัว มือหนาจัดการตักแกงร้อนๆ ใส่ถ้วยให้เธอก่อน โดยไม่เอ่ยคำพูดอะไรสักคำ
รสาชะงักไปเล็กน้อย เธอมองถ้วยแกงตรงหน้าสลับกับใบหน้าหล่อเหลาที่ยังคงรักษาฟอร์ม "หน้านิ่ง" เอาไว้อย่างเหนียวแน่น "นี่... คุณแอบใส่ยาพิษลงไปในแกงรึเปล่าเนี่ย ทำไมอยู่ๆ ถึงบริการฉันดีนักล่ะ"
"ถ้าผมอยากกำจัดคุณ ผมคงไม่ต้องรอให้ถึงมือหรอกครับ แค่ปล่อยให้คุณเถียงผมจนขาดใจตายบนรถเมื่อกี้ก็น่าจะพอแล้ว" กรวีร์ตอบเสียงเรียบ หยิบช้อนขึ้นมาตักอาหารเข้าปากอย่างสบายใจ "กินเข้าไปเถอะครับ รสชาติร้านนี้ใช้ได้ อาหารริมทางแบบนี้แหละที่ช่วยละลายพฤติกรรมคนเรื่องมากอย่างคุณได้ดีนัก"
"ฉันไม่ได้เรื่องมากสักหน่อย!" รสาเถียงกลับทันควันตามสัญชาตญาณ แต่ทว่า... รสชาติจัดจ้าน กลมกล่อม และเผ็ดร้อนของอาหารคำแรกที่เข้าปาก กลับทำให้เธอต้องชะงัก รสสัมผัสอันแสนวิเศษนี้ทำให้ความหงุดหงิดทั้งหมดเมื่อครู่วันลายหายไปในพริบตา
กรวีร์มองปฏิกิริยาของหญิงสาวแล้วมุมปากก็ยกย่องขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ ที่หาดูได้ยาก บรรยากาศระหว่างทั้งสองคนเริ่มเปลี่ยนไป ความตึงเครียดและความระแวงในทีแรกถูกแทนที่ด้วยความเงียบสงบที่น่าสบายใจ การได้นั่งกินอะไรร้อนๆ ด้วยกันท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติ ทำให้กำแพงความเย่อหยิ่งและปากเก่งของทั้งคู่พังทลายลงทีละน้อย รสาเผลอยิ้มออกมาเมื่อกรวีร์ยอมเล่าเรื่องราวเบื้องหลังการออกแบบสถาปัตยกรรมของเขาด้วยน้ำเสียงที่ผ่อนคลายขึ้น และนั่นทำให้เธอได้เห็นมุมมองที่ลึกซึ้งและจริงจังของสถาปนิกหนุ่มคนนี้... มุมมองที่ทำให้หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะไปอย่างควบคุมไม่ได้
แต่ช่วงเวลาแห่งความสงบสุขนั้นช่างแสนสั้น...
ในขณะที่ทั้งคู่กำลังจะเช็คบิลเพื่อเดินทางต่อ เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อของกรวีร์ก็แผดเสียงดังขึ้นทำลายความเงียบ สถาปนิกหนุ่มหยิบขึ้นมาดูหน้าจอ ชั่วพริบตานั้น สีหน้าเรียบเฉยของเขาก็เปลี่ยนเป็นความเคร่งเครียดทันที นัยน์ตาสีเข้มหันมาสบตากับรสาด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก
"มีอะไรเหรอ?" รสาถามด้วยน้ำเสียง1ที่เริ่มกลับมาตื่นตัว หัวใจเต้นแรงขึ้นด้วยสังหรณ์ใจแปลกๆ
กรวีร์กดรับสายและเปิดสปีกเกอร์โฟนทันที เสียงปลายสายที่ดังลอดออกมาทำให้ลมหายใจของทั้งคู่แทบสะดุด
*"คุณกรวีร์ครับ! แย่แล้วครับ! ไซท์งานก่อสร้างหลักที่จังหวัด...”* เสียงปลายสายหอบสะท้านด้วยความตื่นตระหนก *"โครงสร้างหลักที่เพิ่งเทคอนกรีตไปเมื่อวาน... มันเกิดรอยร้าวขนาดใหญ่ และตอนนี้... ทีมงานกำลังรายงานว่าคานเหล็กหลักกำลังจะทรุดตัวลงมาแล้วครับ!"*
รสาเบิกตากว้าง หันขวับมองหน้ากรวีร์ทันที
กรวีร์ลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ทันที นัยน์ตาคมกริบวาวโรจน์ด้วยความตกใจและโกรธเกรี้ยว ปมปริศนาระเบิดเร็วกว่าที่คิด... และมันไม่ใช่แค่การตุกติกเรื่องงบประมาณ แต่มันคือหายนะระดับทำลายล้างที่กำลังจะเกิดขึ้นตรงหน้า!
"ขึ้นรถ!" กรวีร์สั่งเสียงเฉียบขาด น้ำเสียงทรงอำนาจและเต็มไปด้วยความเดือดร้อนที่ทำให้รสาไม่ต้องคิดซ้ำสอง เธอผุดลุกขึ้นตามเขาทันที
ทั้งสองคนวิ่งไปที่รถเอสยูวีด้วยหัวใจที่เต้นรัวระรัว ทริปต่างจังหวัดที่ควรจะเป็นการพักผ่อนเพื่อตรวจสอบงานธรรมดา กลับกลายเป็นสนามรบแห่งความเป็นความตายที่พวกเขายังไม่ทันได้ตั้งตัว และเมื่อกรวีร์สตาร์ทเครื่องยนต์พุ่งทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว โทรศัพท์มือถือของรสาบนเบาะข้างก็สั่นระรัวขึ้นมาพร้อมกัน หน้าจอแสดงข้อความสั้นๆ จากเบอร์แปลกปลอมที่ส่งตรงเข้ามา...
*‘ยินดีต้อนรับสู่จุดจบของโปรเจกต์ครับ สถาปนิก’*
รสาหน้าซีดเผือด เธอกำลังจะหันไปบอกกรวีร์ แต่ทว่า... รถเอสยูวีคันหรูที่กำลังวิ่งด้วยความเร็วสูงบนถนนโค้งลาดชัน กลับต้องหักหลบวัตถุบางอย่างที่พุ่งตัดหน้าอย่างกระทันหัน เสียงเบรกดังสนั่นลั่นถนนพร้อมกับร่างของทั้งคู่ที่ถูกเหวี่ยงไปตามแรงกระแทก!
---
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปกับความตื่นเต้นนี้ด้วยกันเสมอนะครับ
สถาปนิกหน้านิ่งกับผู้จัดการกองถ่ายสายดีไซน์•ตอนที่ 9
ทริปต่างจังหวัดที่ไม่ได้พัก
ผลงานโดย เมทริกซ์ซีโร่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เมทริกซ์ซีโร่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกหน้านิ่งกับผู้จัดการกองถ่ายสายดีไซน์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!