สถาปนิกหน้านิ่งกับผู้จัดการกองถ่ายสายดีไซน์•ตอนที่ 12

กลับมาสู่โลกความจริงอันวุ่นวาย

ผลงานโดย เมทริกซ์ซีโร่
"กาแฟเซเว่นแก้วละสิบห้าบาทเนี่ย มันรสชาติดีจนนายต้องเอาหน้ามาจ่อใกล้ขนาดนี้เลยเหรอ ธนัตถ์" น้ำเสียงของรสาไม่ได้ดัง แต่เฉียบคมพอจะแทรกผ่านเสียงเครื่องยนต์ของรถตู้กองถ่ายที่เพิ่งแล่นเข้ามาจอดเทียบฟุตบาทหน้าออฟฟิศได้พอดี เจ้าของชื่อสะดุ้งเล็กน้อย ผละใบหน้าออกจากรัศมีประชิดตัวพร้อมกับรอยยิ้มกวนประสาทที่แต่งแต้มอยู่บนมุมปากอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว "โอייה รสา คุณนี่นะ ขาดความโรแมนติกในชีวิตสิ้นดี ฉันแค่จะกระซิบเตือนว่าเอกสารเซ็ตฉากล็อตสุดท้ายที่ทางสถาปนิกส่งมาให้เมื่อคืน นายกรวีร์คนเก่งของเธอเล่นแก้รายละเอียดปลีกย่อยไปสี่รอบภายในเวลาสามชั่วโมง บอสใหญ่ฝั่งโปรดักชันโทรมาบ่นหูชา ว่าตกลงนี่เราจะสร้างฉากหนังโฆษณาหรือจะสร้างพิพิธภัณฑ์ลูฟร์กันแน่" ธนัตถ์ไหวไหล่เบา ๆ พลางเหลือบสายตาเจ้าเล่ห์มองเลยผ่านร่างบางไปยังชายหนุ่มร่างสูงโปร่งที่ก้าวลงมาจากเบาะหลังของรถคันเดียวกัน กรวีร์ในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขนและกางเกงสแลคเข้ารูปยังคงรักษามาดนิ่งสนิทไว้ได้เป็นอย่างดี ทว่าดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตากลับฉายแววคุกกรุ่นอย่างชัดเจน "ถ้างานมันออกมาไม่เนี๊ยบพอที่จะสะท้อนคอนเซปต์แบรนด์ ผมคงต้องถามกลับทางโปรดิวเซอร์มากกว่านะครับ ว่างบประมาณที่อนุมัติไป ลงไปกับค่ากาแฟหมด หรือหมดไปกับค่าเสียเวลาของทีมงานกันแน่" กรวีร์สวนกลับทันควัน น้ำเสียงทุ้มต่ำเรียบเฉยแต่แฝงไปด้วยความคมปราบที่ทำให้บรรยากาศรอบตัวลดอุณหภูมิลงไปหลายองศา รสาถอนหายใจเฮือกใหญ่ มือเรียวยกขึ้นนวดขมับตัวเองเบา ๆ เพื่อระงับอาการปวดหัวตุบ ๆ ที่เริ่มก่อตัวขึ้นตั้งแต่ก้าวขาลงจากรถ ทริปต่างจังหวัดสามวันที่ผ่านมาว่าหนักหนາแล้วกับการต้องวิ่งรอกคุมโลเคชั่นท่ามกลางแดดเปรี้ยง แต่การกลับมาเผชิญหน้ากับสงครามประสาทของสองหนุ่มในเช้าวันแรกที่ออฟฟิศ ดูท่าจะสูบพลังงานชีวิตเธอยิ่งกว่าการยกกองถ่ายทั้งเซ็ตเสียอีก "พอเลยทั้งคู่! นี่มันแปดโมงเช้า ไม่ใช่สนามรบย่อย ๆ กรุณาแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตัวเองซะ นายกรวีร์ เชิญไปเคลียร์สเปกวัสดุที่ห้องประชุมใหญ่ ส่วนคุณธนัตถ์ เดินไปไกล ๆ แล้วเอาเอกสารงบมาให้ฉันเดี๋ยวนี้" รสาสั่งการด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด สมกับตำแหน่งผู้จัดการกองถ่ายมือทองที่ไม่ยอมก้มหัวให้ใคร แม้กระทั่งสถาปนิกหนุ่มจอมเนียบที่ยืนกอดอกมองเธออยู่ตรงนั้น กรวีร์ไม่ได้ขยับตัวไปไหนในทันที สายตาคมคาวคู่นั้นกวาดมองใบหน้าหวานที่เริ่มมีร่องรอยความเหนื่อยล้าเจือจางอยู่บ้าง ความเงียบงันระหว่างเขากับเธอดำเนินไปชั่วอึดใจ ชั่วขณะหนึ่งที่ไม่มีใครพูดอะไร มีเพียงสายลมยามสายที่พัดผ่านเข้ามาปะทะร่าง แต่ทว่า... แววตาที่พวกเขามองกันและกันมันเปลี่ยนไปจากวันแรกที่รู้จักกันอย่างสิ้นเชิง มันไม่ใช่ความอึดอัดของการเป็นคนแปลกหน้า ไม่ใช่ความหงุดหงิดที่ต้องมาทำงานร่วมกับคนนิสัยต่างขั้ว แต่มันคือความคุ้นชินที่ลึกซึ้งขึ้น ความใส่ใจที่แอบซ่อนอยู่ใต้คำพูดปากร้าย และความผูกพันที่ก่อตัวขึ้นเงียบ ๆ ตลอดหลายวันที่ผ่านมาบนเกาะร้างหนรา กรวีร์ขยับริมฝีปากคล้ายอยากจะเอ่ยอะไรบางอย่าง มือหนายื่นออกไปเล็กน้อยคล้ายจะเอื้อมไปแตะกล่องเอกสารในมือเธอเพื่อช่วยถือ ทว่าจังหวะนั้นเอง... "อ้าว รสา! ทางนี้จ้ะ พอดีเลย ฉันกำลังจะเอาบรีฟใหม่ขึ้นไปให้พอดี" เสียงใส ๆ ของพิม พนักงานฝ่ายประสานงานดังแทรกขึ้นมา พร้อมกับร่างเพรียวที่พุ่งตรงเข้ามาหารสาโดยไม่ทันสังเกตบรรยากาศรอบข้าง แรงกระแทกเบา ๆ จากการเดินชนทำให้รสาเซถอยหลังไปหนึ่งก้าว และกรวีร์ที่ยืนอยู่ใกล้ที่สุดก็เอื้อมมือคว้าข้อแขนเรียวไว้ตามสัญชาตญาณได้อย่างทันท่วงที สัมผัสจากฝ่ามือหนาที่แนบลงบนผิวเนื้อผ่านเนื้อผ้า ทำให้ทั้งคู่ชะงักไปพร้อมกัน รสาเงยหน้าขึ้นสบตากับดวงตาสีนิลคู่คมที่อยู่ใกล้แค่คืบ ระยะห่างระหว่างใบหน้าของพวกเขาลดลงจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่น ๆ ที่รินรดกัน ความเงียบสงบชั่วขณะหนึ่งโอบล้อมคนทั้งคู่ไว้ ราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุนเหลือเพียงแค่คนสองคน แต่โลกความเป็นจริงอันวุ่นวายก็ไม่เคยปล่อยให้ใครดื่มด่ำกับช่วงเวลานั้นนานเกินไป "อุ๊ย! ขอโทษทีค่ะพี่กรณ์ พอดีฉันรีบไปหน่อย..." พิมเอ่ยปากขอโทษเสียงอ้อมแอ้มด้วยความเกรงใจเมื่อรู้ตัวว่าเกือบทำให้คนทั้งคู่ล้มลงไป กรวีร์ถอนมือออกอย่างรวดเร็วราวกับโดนของร้อน ใบหน้าหล่อเหลายังคงนิ่งสนิทไร้ระลอกคลื่นความรู้สึกใด ๆ ทว่าใบหูสองข้างกลับขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างเห็นได้ชัด ชายหนุ่มจัดปกเสื้อเชิ้ตของตัวเองให้เข้าที่ ก่อนจะเบือนหน้าหนีไปมองทางอื่นเพื่อกลบเกลื่อนอาการประหม่าที่เกิดขึ้นชั่วแวบ "ไม่เป็นไรครับ... คราวหน้าก็ระวังหน่อยแล้วกัน" กรวีร์เอ่ยเสียงห้วนจัดตามสไตล์คนปากแข็ง ก่อนจะหมุนตัวเดินสาวเท้าก้าวฉับ ๆ ตรงไปยังลิฟต์โดยสารทันทีโดยไม่หันกลับมามองอีกเลย รสาแอบมองแผ่นหลังกว้างที่เดินหนีไปอย่างรวดเร็วนั้น มุมปากอิ่มกระตุกยิ้มบาง ๆ โดยที่เจ้าตัวก็ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเผลอยิ้มออกมาตั้งแต่เมื่อไหร่ "ยิ้มอะไรของเธอยัยรสา หน้าบานเป็นจานเชิงเชียว" ธนัตถ์ที่ยืนกอดอกดูเหตุการณ์อยู่ตลอดโพล่งขึ้นมาพร้อมกับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่มุมปาก "หรือว่า... ทริปต่างจังหวัดสามวันนี่ จะทำให้อะไร ๆ มันเปลี่ยนไปมากกว่าแค่เรื่องออกแบบฉากซะแล้วล่ะมั้ง" รสาหันขวับไปค้อนใส่เพื่อนสนิทตัวแสบวงใหญ่ ก่อนจะสะบัดบ็อบใส่แล้วเดินนำลิ่วเข้าตึกไปโดยไม่ตอบคำถามนั้น แต่หัวใจที่เต้นระรัวอยู่ในอกข้างซ้ายกลับตอบคำถามทุกอย่างชัดเจนยิ่งกว่าเสียงพูดเสียอีก และในวินาทีที่ประตูกำลังจะปิดลงนั้นเอง... ข้อความแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันไลน์ในมือถือของเธอก็เด้งขึ้นมาบนหน้าจอ *[ กรวีร์: เย็นนี้เลิกงานแล้ว อย่าเพิ่งกลับ ]* รสาขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ นิ้วเรียวกำลังจะพิมพ์ตอบกลับไปปฏิเสธ ทว่าข้อความต่อมาก็ส่งตามมาติด ๆ ชนิดที่ไม่เปิดโอกาสให้เธอได้ปฏิเสธแม้แต่น้อย *[ กรวีร์: มีเรื่องงาน... ที่ต้องเคลียร์ให้จบ ไม่งั้นพรุ่งนี้โปรดักชันได้รื้อฉากใหม่แน่ ]* รสาอ่านข้อความนั้นแล้วก็ได้แต่ลอบถอนหายใจออกมาเบา ๆ กับความเผด็จการที่เจือความเอาใจใส่ในแบบฉบับของสถาปนิกหน้านิ่งคนนั้น... เธอกำโทรศัพท์มือถือในมือแน่นขึ้นเล็กน้อย พร้อมกับความรู้สึกบางอย่างที่เริ่มตีตื้นขึ้นมาในอกอย่างห้ามไม่อยู่ กลับมาสู่โลกความจริงอันวุ่นวายแล้วจริง ๆ... แต่ดูท่าทางโลกใบนี้ จะไม่น่าเบื่อเหมือนเดิมอีกต่อไปแล้วล่ะครับ ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนกันมาโดยตลอดนะครับ
สารจากนักเขียน (เมทริกซ์ซีโร่)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกหน้านิ่งกับผู้จัดการกองถ่ายสายดีไซน์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%