"ถ้าคุณยังยืนเอาหน้าเข้าไปใกล้จอคอมพิวเตอร์ขนาดนั้น ระวังสายตาสั้นจนต้องตัดแว่นหนาเตอะนะครับ คุณรสา"
เสียงทุ้มต่ำที่เอ่ยขึ้นลอยๆ ท่ามกลางความเงียบของห้องประชุมใหญ่ ไม่ได้ดังพอจะทำลายสมาธิของคนอื่น แต่กลับดังชัดเจนพอที่จะทำให้มือที่กำลังถือปากกาไวท์บอร์ดของรสาชะงักกึก หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ ก่อนจะหันขวับไปมองสถาปนิกหนุ่มมือรางวัลที่นั่งไขว่ห้างกอดอกอยู่ตรงมุมโต๊ะ
กรวีร์ หรือที่ทุกคนในกองถ่ายเรียกติดปากว่า 'คุณกรณ์' กำลังปั้นหน้าเรียบเฉย แววตานิ่งสนิทหลังกรอบแว่นสายตานั้นยากจะคาดเดaว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ แต่สำหรับรสาแล้ว... สายตาคู่นั้นคือสัญญาณเตือนภัยระดับสีแดงที่เธอเห็นจนชินตา
"ฉันเช็คความเรียบร้อยของสตอรี่บอร์ดกับโลเคชั่นครับคุณกรวีร์ ไม่ได้เอาหน้าไปส่องหาเชื้อโรค" รสาลากเสียงตอบกลับด้วยน้ำพักน้ำแรงที่ไม่ยอมแพ้ รอยยิ้มที่มุมปากมีความท้าทายตามประสาคนไม่เคยยอมก้มหัวให้ใคร "หรือว่ามุมนี้มันรบกวนสายตาอันประเสริฐของคุณสถาปนิกเข้าล่ะครับ?"
"รบกวนไหมไม่รู้... แต่ดูรกหูรกตาพิลึก" กรวีร์ตอบหน้าตาย ปรายตามองหน้าจอมือถือสลับกับร่างบางที่ยืนค้ำโต๊ะอยู่ "แล้วก็เลิกทำเสียงประชดประชันสักที คนฟังเขาไม่ได้รู้สึกอะไรด้วยหรอก มีแต่จะรำคาญ"
ให้ตายเถอะ... ผู้ชายคนนี้! ปากร้าย ปากแข็ง และน่าหมั่นไส้ที่สุดในสามโลก!
รสาขบเขี้ยวเคี้ยวฟันในใจ ถ้าไม่ติดว่าโปรเจกต์ภาพยนตร์โฆษณาชิ้นนี้เป็นโปรเจกต์ยักษ์ใหญ่ที่เธอต้องรับผิดชอบร่วมกับบริษัทสถาปัตยกรรมของเขา เธอคงหยิบแฟ้มเอกสารฟาดหน้าหล่อๆ นั่นไปนานแล้ว แต่ในความเป็นจริง เธอกลับทำได้แค่เชิดหน้าขึ้น เลิกคิ้วใส่ แล้วหันไปสนใจหน้าจอต่ออย่างไม่ยี่หี้
บรรยากาศในห้องประชุมกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง ธนัตถ์โปรดิวเซอร์หนุ่มเพื่อนสนิทของรสาที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามแอบอมยิ้มจนแก้มแทบปริ ดวงตาคมกริบของธนัตถ์กวาดมองระหว่างเพื่อนสาวกับสถาปนิกหนุ่มมาพักใหญ่แล้ว เขารู้ดีว่าใต้ความปากแข็งของกรวีร์นั้นซ่อนความคลั่งรักระดับพรีเมียมไว้แค่ไหน และรู้ด้วยว่าเพื่อนสนิทตัวดีของเขาก็กำลังเริ่มหงุดหงิดกับบางสิ่งบางอย่าง... หรือจะให้พูดให้ถูกคือ บางคน
"เอาล่ะครับทุกคน พักเบรกกันสักสิบนาทีดีกว่า ผมเริ่มหิวชาไข่มุกที่รสาเคยคุยไว้แล้วล่ะ" ธนัตถ์แกล้งทำลายบรรยากาศด้วยน้ำเสียงร่าเริง เพื่อเปิดทางให้เกิดช่องว่างระหว่างสองคนที่ตีกันทางสายตามาตลอดสองชั่วโมงเต็ม
สิ้นเสียงของธนัตถ์ ทีมงานคนอื่นทยอยเดินออกจากห้องประชุม เหลือเพียงรสาที่ยังคงก้มหน้าก้มตาเคลียร์คิวงานในแท็บเล็ต และกรวีร์ที่ยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม ร่างสูงไม่ได้ขยับตัวไปไหน สายตาคมกริบกลับทอดมองไปยังร่างบางที่ยืนอยู่ห่างออกไปไม่ถึงสามเมตร
ความจริงที่กรวีร์ไม่อยากยอมรับกับตัวเองก็คือ เขากำลังหงุดหงิด
ไม่ใช่เรื่องงาน ไม่ใช่เรื่องงบประมาณบานปลาย แต่เป็นภาพเหตุการณ์เมื่อช่วงเช้า... ภาพที่รสายืนยิ้มหัวเราะอย่างเป็นกันเองกับ 'กรณ์ภัทร' หรือที่กองถ่ายเรียกว่า 'ภาคิน' ดารานำหนุ่มสุดฮอตที่มารับบทพระเอกในโฆษณาชิ้นนี้
รอยยิ้มสดใสที่รสามักจะมอบให้คนอื่น สายตาเป็นประกายเวลาที่เธอยืนอธิบายบทบาทการแสดงใกล้ชิดกับดารานำหนุ่มคนนั้น... มันทำให้ก้อนเนื้อในอกด้านซ้ายของสถาปนิกหนุ่มผู้เยือกเย็นกระตุกวูบอย่างน่ารำคาญ เขาไม่ชอบเลยสักนิด ไม่ชอบที่รสาต้องไปยืนใกล้ชิดกับผู้ชายคนอื่น ไม่ชอบรอยยิ้มแบบนั้นที่เธอไม่ได้มอบให้เขาคนเดียว
"นี่คุณ" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ กรวีร์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ขายาวก้าวเข้ามาประชิดโต๊ะทำงานชั่วคราวของรสาโดยที่เธอไม่ทันตั้งตัว
รสาเงยหน้าขึ้นด้วยความตกใจ ระยะห่างระหว่างเธอกับเขาลดลงจนน่าใจหาย กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางผสมกับกลิ่นไอความเย็นจากเครื่องปรับอากาศลอยเข้าแตะจมูก ทำให้หัวใจดวงน้อยที่ปกติเต้นเป็นจังหวะปกติ กลับเริ่มรัวเร็วกว่าที่ควรจะเป็น
"อะ...อะไรของคุณอีกครับ เดินมาซะใกล้เชียว กลัวไม่ได้ยินเสียงฉันหรือไง" รสาถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยอัตโนมัติเมื่อร่างสูงโน้มตัวลงมาใช้มือสองข้างค้ำขอบโต๊ะไว้ เป็นการกักตัวเธอให้อยู่ในวงแขนกลายๆ
"ผมแค่จะเตือน" กรวีร์ก้มลงมองสบตาหญิงสาว ระยะห่างแค่คืบทำให้เห็นแพขนตากรองและแววตาดื้อรั้นคู่นั้นได้อย่างชัดเจน น้ำเสียงของเขาเบาลง ทว่ากลับจริงจังและกดดันจนรสาต้องกลืนน้ำลายลงคอ "เรื่องการทำงานกับคุณภาคิน... ช่วยรักษาระยะห่างให้มันเหมาะสมกว่านี้หน่อย"
รสาขมวดคิ้วฉับทันที ความรู้สึกต่อต้านพุ่งปรี๊ดขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินคำสั่งแกมบังคับนั้น "เหมาะสม? ฉันเป็นผู้จัดการกองถ่ายนะคุณกรณ์ หน้าที่ของฉันคือดูแลความเรียบร้อยของนักแสดงทุกคน จะให้ฉันยืนถือไมค์อยู่ห่างออกไปสิบเมตรหรือไงถึงจะเรียกว่าเหมาะสมในสายตาคุณ?"
"คุณก็รู้ว่าผมหมายถึงอะไร" กรวีร์กัดฟันกรอด สันกรามคมขบเข้าหากันจนนูนเด่น ความหึงหวงที่พยายามกดทับไว้เริ่มทะลักออกมาผ่านแววตา "สายตาที่คุณมองเขา... รอยยิ้มที่คุณให้เขา มันจำเป็นต้องกว้างขนาดนั้นเลยหรือไง?"
รสาชะงักไปเล็กน้อย หัวใจเต้นแรงขึ้นด้วยเหตุผลอื่นที่ไม่ใช่ความโกรธ เธอมองลึกเข้าไปในดวงตาสีเข้มของคนตรงหน้า สมองประมวลผลคำพูดและท่าทีของเขาอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ริมฝีปากอิ่มจะยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย ประกายตาซุกซนวาบผ่านเข้ามาแทนที่ความหงุดหงิดเมื่อครู่
"อ๋อ..." รสาจงใจลากเสียงยาว ขยับเข้าไปใกล้เขาอีกนิดอย่างไม่เกรงกลัว ดวงตากลมโตเป็นประกายท้าทาย "นี่คุณ...กำลังหึงฉันอยู่เหรอครับ คุณสถาปนิก"
คำพูดนั้นราวกับลูกศรที่พุ่งตรงเข้าเป้า กรวีร์ชะงักกึก สีหน้าเรียบเฉยเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นตึงเครียดขึ้นมาทันที ดวงตาคมวาวโรจน์ด้วยความจำนนต่อหลักฐานที่มัดตัวเขาแน่นหนา ปากหนาเม้มเข้าหากันแน่นอย่างคนหาคำแก้ตัวไม่ทัน
"ผมเนี่ยนะ...หึง?" กรวีร์เค้นเสียงหัวเราะในลำคอ ปฏิเสธเสียงแข็งทั้งที่หูเริ่มแดงก่ำอย่างปิดไม่มิด "อย่าหลงตัวเองให้มันมากนักเลยคุณรสา ผมแค่ไม่อยากให้งานมันมีปัญหาเพราะความไม่เป็นมืออาชีพของคุณต่างหาก!"
"ปากแข็งชะมัด..." รสาพึมพำเบาๆ แต่จงใจให้ได้ยิน รอยยิ้มหวานหยดปรากฏขึ้นบนใบหน้าสวย "ปากบอกว่าไม่หึง แต่หูแดงซะขนาดนั้น... ระวังความดันขึ้นนะคะ เอ๊ย... ขึ้นนะครับคุณกรณ์"
กรวีร์ขบกรามแน่น มือหนาที่ค้ำโต๊ะอยู่เผลอเกร็งจนเส้นเลือดปูดโปーン เขาจ้องมองใบหน้าพริ้มเพราที่กำลังส่งยิ้มเยาะเย้ยเขาอย่างได้ใจ ความอดทนที่เหลืออยู่น้อยนิดขาดผึ่งลงในวินาทีนั้น
ร่างสูงตัดสินใจขยับเข้าไปประชิดตัวรสามากขึ้น จนแผ่นหลังบางแนบชิดกับชั้นวางเอกสารด้านหลัง ไม่มีช่องว่างให้อากาศผ่านได้อีกต่อไป ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตที่เริ่มไหวระริกด้วยความตกใจกับท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน
"อยากรู้ใช่ไหมว่าผมรู้สึกยังไง..."
เสียงทุ้มต่ำพร่ากระซิบอยู่ชิดริมหีบปากของเธอ ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกันจนรสาแทบหยุดหายใจ สมองขาวโพลนไปหมดเมื่อมือหนาข้างหนึ่งเอื้อมมาแตะที่เอวบางเบาๆ เป็นการตรึงเธอไว้ไม่ให้หนีไปไหน
ทว่า... ก่อนที่กรวีร์จะได้พูดอะไรต่อ ประตูห้องประชุมก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับเสียงใสๆ ของทีมงานสาวที่ตะโกนเข้ามาโดยไม่ดูตาม้าตามเรือ
"พี่รสาคะ! คุณภาคินเรียกหาที่กองถ่ายด่วนเลยค่ะ บอกว่ามีเรื่องสำคัญเรื่องคิว—"
กรวีร์ผละออกจากรสาอย่างรวดเร็วราวกับโดนไฟลวก ใบหน้ากลับมาเรียบตึงเป็นหน้ากากน้ำแข็งในเสี้ยววินาที รสายืนหอบหายใจเบาๆ ใบหน้าแดงก่ำลามไปถึงใบหูด้วยความตื่นเต้นและประหม่า
หญิงสาวหันไปมองทางประตู ก่อนจะหันกลับมาสบตากับสถาปนิกหนุ่มที่ยืนตีหน้าขรึมอยู่ข้างๆ อีกครั้ง
และในจังหวะนั้นเอง... กรวีร์ก็โน้มตัวลงมากระซิบข้างหูเธอด้วยน้ำเสียงที่ทำเอาขนลุกซู่ไปทั้งร่าง
"เรื่องของเรา... ยังไม่จบแค่นี้แน่ครับ คุณผู้จัดการ"
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนกันมาโดยตลอดนะครับ
- เมทริกซ์ซีโร่ -
สถาปนิกหน้านิ่งกับผู้จัดการกองถ่ายสายดีไซน์•ตอนที่ 13
สัญญาณเตือนภัยของหัวใจ
ผลงานโดย เมทริกซ์ซีโร่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เมทริกซ์ซีโร่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกหน้านิ่งกับผู้จัดการกองถ่ายสายดีไซน์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!