เสียงกริ๊กลั่นไกปืนที่ถูกปลดเซฟดังขึ้นท่ามกลางความมืดมิดของโกดังร้างหลังเก่า มันคือเสียงที่เฉียบคมและทรงพลังพอกที่จะหยุดทุกลมหายใจของพวกมันทั้งสองคนในวินาทีนั้น
"ไม่ต้องหาหรอกครับ... พวกแกสองคนน่ะ ยืนอยู่ในหลุมศพเรียบร้อยแล้ว"
เสียงทุ้มต่ำและเยือกเย็นของภาคินดังขึ้นจากความมืดเบื้องหลังกองลังสินค้า ร่างสูงสง่าในชุดสูทสีเข้มก้าวออกมาอย่างมั่นคง ปลายกระบอกปืนในมือของเขาไม่ได้สั่นแม้แต่น้อย สายตาคมกริบมองตรงไปยังสมุนของธันวาที่ถือปืนสั้นค้างเติ่งอยู่ด้วยความตกตะลึง พวกมันไม่คาดคิดเลยว่าบอดี้การ์ดหน้านิ่งคนนี้จะตามรอยมาทันและประชิดตัวได้เร็วกว่าที่คำนวณไว้
รินรดาที่ถูกมัดมือไพล่หลังพิงเสาปูนทรุดฮวบลงเล็กน้อยด้วยความโล่งอกที่เจือปนความดื้อรั้น ดวงตากลมโตคู่สวยตวัดมองแผ่นหลังกว้างของคนที่เพิ่งก้าวเข้ามาช่วยชีวิตเธอไว้ แม้ในสถานการณ์วิกฤตเช่นนี้ เธอก็ยังมิวายเชิดหน้าขึ้นอย่างถือดี
"มาช้าเป็นบ้าเลยนะคุณบอดี้การ์ด... ถ้ามาช้ากว่านี้อีกสามวินาที ฉันคงได้ไปสัมภาษณ์ยมบาลก่อนจะได้ปิดข่าวหน้าหนึ่งแล้วมั้ง" รินรดาอดไม่ได้ที่จะกัดฟันกระแซะด้วยความหมั่นไส้
ภาคินยังคงไม่ละสายตาจากเป้าหมายตรงหน้า มือข้างหนึ่งเหนี่ยวไกพร้อมยิงตอบโต้หากพวกมันขยับตัว แต่ริมฝีปากหยักกลับขยับตอบโต้นายข่าวสาวจอมแสบโดยไม่หันกลับไปมอง "ถ้าคุณเลิกวิ่งหนีแล้วใช้สมองคิดก่อนทำเหมือนมนุษย์มนาทั่วไป ผมก็คงไม่ต้องมาตามเช็ดก้นให้คุณแบบนี้หรอกครับ คุณรินรดา"
"นี่คุณ! ฉันไม่ได้วิ่งหนี ฉันกำลังหาหลักฐานต่างหากเล่า ตาถ่านหรือไงถึงมองไม่ออก!"
"หุบปากครับ!"
น้ำเสียงดุดันและทรงอำนาจของภาคินหลุดออกมาอย่างเฉียบขาดจนรินรดาชะงัก เผลอกลืนคำพูดที่เหลือลงคอไปทันที ดวงตาคมดุของภาคินที่ส่งมาในเสี้ยววินาทีนั้นเต็มไปด้วยความกรุ่นโกรธและ... ความหวาดกลัวที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากเย็นชาอย่างแนบเนียน มันไม่ใช่ความโกรธเพราะรำคาญ แต่เป็นความเดือดดาลที่เกือบจะสูญเสียเธอไปตลอดกาล
เปรี้ยง!
เสียงปืนนัดเดียวดังสนั่นหวั่นไหวเมื่อสมุนคนหนึ่งของธันวาคิดตลบหลังชักปืนขึ้นมาหมายจะลอบยิง แต่ภาคินเร็วกว่า กระสุนนัดเดียวฝังลงที่ข้อมือของมันจนปืนร่วงหล่นพื้น ก่อนที่เขาจะพุ่งเข้าประชิดตัวและซัดหมัดหนักๆ เข้าที่ปลายคางจนมันหงายหลังสลบเหมือดไปในหมัดเดียว ส่วนอีกคนเห็นท่าไม่ดีจึงทิ้งอาวุธแล้ววิ่งหนีหายไปในความมืดอย่างไม่คิดชีวิต
เมื่อสถานการณ์สงบลง ภาคินไม่ได้วิ่งไล่ตามไอ้ตัวแสบที่หนีไป เขาเลือกที่จะหันหลังกลับมาหารินรดาที่นั่งนิ่งอยู่กับพื้น รีบก้าวเข้าไปหาด้วยฝีเท้าเร่งรีบที่พยายามคุมให้ดูนิ่งที่สุด
เขาย่อตัวลงใช้มีดพกขนาดเล็กตัดเชือกที่มัดข้อมือเธอออกอย่างรวดเร็ว รินรดารีบดึงมือตัวเองออกโดยอัตโนมัติ ความเจ็บแปลบที่ข้อแขนและรอยแผลถลอกปอกเปิกจากการถูกฉุดกระชากทำให้เธอเผลอซีดหน้า นิ้วเรียวสั่นเทาเล็กน้อยแต่ก็ยังพยายามทำเป็นเก่ง
"โอ๊ย..." เธอสูดปากเบาๆ พยายามซ่อนรอยแผลที่ฝ่ามือและข้อศอก
ภาคินถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความระอาปนเป็นห่วง เขาคว้าข้อมือเรียวของเธอขึ้นมาพลิกดูใกล้ๆ แสงไฟจากโทรศัพท์มือถือที่ตกอยู่บนพื้นสาดส่องให้เห็นรอยแผลถลกรณ์แดงและคราบเลือดแห้งกรังชัดเจน รอยแผลพวกนั้นทำให้หัวใจที่เต้นเป็นจังหวะปกติของบอดี้การ์ดหน้านิ่งกระตุกวูบ
"ปากเก่งนัก ทำไมเวลาเจ็บถึงไม่ร้องออกมาล่ะครับ" เสียงของเขาอ่อนลงกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด ความเกรี้ยวกราดเมื่อครู่มลายหายไป เหลือเพียงความอ่อนโยนที่ถูกห่อหุ้มไว้ด้วยความดุ
"ฉันไม่ได้เจ็บสักหน่อย แค่นี้..."
"เงียบไปเลยครับคุณรินรดา อย่าทำให้ผมต้องหมดความอดทนไปมากกว่านี้เลย"
ภาคินเอ่ยขัดขึ้นเบาๆ น้ำเสียงของเขาไม่ได้มีความดุร้ายเหมือนเมื่อครู่ หากแต่มีความนุ่มนวลและจริงจังจนรินรดาถึงกับพูดไม่ออก เธอนั่งนิ่งปล่อยให้ร่างสูงจัดการดึงกล่องปฐมพยาบาลฉุกเฉินออกจากกระเป๋าเป้ของเขาเอง
สัมผัสอุ่นจากปลายนิ้วหนาที่บรรจงเช็ดแผลรอบรอยถลอกด้วยแอลกอฮอล์อย่างเบามือที่สุด ทำให้รินรดารู้สึกแปลกประหลาดในอก หัวใจดวงน้อยที่เต้นรัวด้วยความกลัวก่อนหน้านี้ กลับเต้นระรัวหนักขึ้นด้วยเหตุผลอื่น ใบหน้าคมคายของภาคินที่ก้มลงมองแผลให้เธออย่างตั้งใจ ดูมีเสน่ห์จนน่าประหลาดใจ ยามที่เขาขมวดคิ้วเล็กๆ เวลาเป่าลมเบาๆ บนแผลเพื่อบรรเทาความแสบให้ มันช่างขัดกับภาพลักษณ์บอดี้การ์ดมาดนิ่งไร้หัวใจโดยสิ้นเชิง
"เจ็บไหมครับ" เขาเงยหน้าขึ้นสบตาเธอในระยะประชิด ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งคู่เหลือเพียงไม่กี่คืบ จนรินร้ารดาได้กลิ่นอายบุรุษผสมกับกลิ่นฝนจางๆ จากตัวเขา
รินรดาชะงัก ลมหายใจสะดุดกึก ดวงตากลมโตสบประสานกับนัยน์ตาสีเข้มที่ฉายแววความห่วงใยอย่างปิดไม่มิด ความรู้สึกบางอย่างที่พยายามปฏิเสธมาตลอดเริ่มพังทลายลงในวินาทีนั้น
"ฉัน... ไม่เป็นไรค่ะ... เอ๊ย ไม่เป็นไรครับ" เธอลืมตัวเกือบพูดคำลงท้ายผิดท่ามกลางบรรยากาศชวนใจเต้น
ภาคินมุมปากกระตุกยิ้มบางๆ เป็นครั้งแรก เป็นรอยยิ้มที่หาดูได้ยากยิ่งและทำลายเกราะป้องกันทั้งหมดของเธอลงราบคาบ "พูดคำว่า 'ค่ะ' เมื่อไหร่ ผมจะปรับเงินเดือนคุณรินรดานะครับ"
"นี่คุณ! ฉันไม่ใช่ลูกน้องคุณนะ!" รินรดาแหวใส่เบาๆ แก้เก้อ พยายามดึงมือกลับแต่ภาคินกลับกระชับมือเธอไว้แน่นขึ้น
ทว่าในจังหวะที่หัวใจของทั้งสองกำลังเต้นเป็นจังหวะเดียวกัน เสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่ก็ดังขึ้นจากด้านนอกโกดัง พร้อมกับแสงไฟฉายที่สาดส่องเข้ามาทางประตูเหล็กบานใหญ่ที่พังเสียหาย
ภาคินเปลี่ยนสีหน้ากลับเป็นโหมดเคร่งขรึมในเสี้ยววินาที เขาดึงรินรดาให้ลุกขึ้นมาอยู่ด้านหลังแผ่นหลังกว้างของตนเองทันที สายตาคมกริบมองตรงไปยังเงาร่างของคนที่กำลังก้าวเข้ามา
เงาร่างหนึ่งเดินนำหน้าออกมาจากความมืด พร้อมกับเสียงหัวเราะทุ้มต่ำในลำคอที่ทำเอาบรรยากาศรอบตัวหนתเยือกขึ้นทันตาเห็น
"เก่งมาก... ตามมาถึงที่นี่ได้ สมกับที่เป็นบอดี้การ์ดมือหนึ่งของตระกูลใหญ่"
เสียงนั้นทำให้รินรดาเบิกตากว้างด้วยความตกใจสุดขีด มือเรียว1ข้างเอื้อมไปคว้าชายเสื้อสูทของภาคินไว้แน่นโดยไม่รู้ตัวเมื่อเห็นใบหน้าของคนที่ก้าวเข้ามาอย่างชัดเจนภายใต้แสงไฟ
"ธันวา..." รินรดาครางชื่อนั้นออกมาเบาหวิว
ภาคินหรี่ตาลงเล็กน้อย ปลายกระบอกปืนในมือถูกยกขึ้นเล็งตรงไปที่หน้าผากของศัตรูทันที โดยที่ริมฝีปากหยักยังคงเหยียดยิ้มเย็นชา ทว่าก่อนที่ใครจะได้ลั่นไก ธันวาก็ยกมือขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มเยาะที่มุมปาก ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้เลือดในกายของรินรดาเย็นเฉียบ
"คิดว่าฉันมาคนเดียวเหรอครับคุณรินรดา... มองไปข้างหลังสิครับ ว่าใครมาเยี่ยมคุณ"
---------
*ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนผลงานของผมมาโดยตลอดนะครับ* — **มหายุทธ์ไร้เทียมทาน**
เซฟเฮาส์ไม่มีอยู่จริงสำหรับนักข่าวสายลุยกับบอดี้การ์ดมาดนิ่ง•ตอนที่ 5
เมื่อบอดี้การ์ดต้องยอมสยบ
ผลงานโดย มหายุทธ์ไร้เทียมทาน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มหายุทธ์ไร้เทียมทาน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ไม่มีอยู่จริงสำหรับนักข่าวสายลุยกับบอดี้การ์ดมาดนิ่ง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!