เซฟเฮาส์ไม่มีอยู่จริงสำหรับนักข่าวสายลุยกับบอดี้การ์ดมาดนิ่ง•ตอนที่ 6

รอยร้าวในความลับ

ผลงานโดย มหายุทธ์ไร้เทียมทาน
"คิดว่าฉันมาคนเดียวเหรอครับคุณรินรดา... มองไปข้างหลังสิครับ ว่าใครมาเยี่ยมคุณ" เสียงทุ้มต่ำของธันวาที่ดังลอดผ่านเครื่องมือสื่อสารขนาดเล็ก ไม่ได้ทำให้รินรดาสะท้านสะเทือนเท่ากับเงาร่างของคนที่ก้าวพ้นขอบประตูห้องเก็บเอกสารเก่าคร่ำครึเข้ามาในวินาทีนั้น กลิ่นอายความอับชื้นของกระดาษเอกสารนับพันแผ่นถูกแทนที่ด้วยกลิ่นน้ำหอมคุ้นจมูก รินรดากำโทรศัพท์มือถือในมือแน่นจนข้อต่อนิ้วขึ้นสีขาว แววตาของเธอไหววูบเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยความแข็งกร้าวที่ดื้อรั้นตามนิสัย "พี่... พี่ภูดิศ?" เสียงอุทานที่หลุดลอดออกมาจากริมฝีปากบางสั่นระริก ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นความช็อกระคนไม่เชื่อสายตา ภูดิศ พี่ชายแท้ๆ ของเธอ—คนที่หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอยร่วมครึ่งปี คนที่เธอทุ่มเทชีวิตตามหา ขุดคุ้ยข่าวฉาว ลุยน้ำลุยไฟและเอาชีวิตไปแขวนไว้บนเส้นด้ายเพื่อลากตัวการใหญ่มาลงโทษ—บัดนี้กำลังยืนอยู่ตรงหน้าเธอแล้ว ทว่า... เขากลับไม่ได้ยืนอยู่ฝ่ายเดียวกับเธอ ภูดิศในยิ้มอ่อนโยนที่เธอคุ้นเคย บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มเรียบเฉย แววตาของพี่ชายที่เคยปกป้องเธอกลับว่างเปล่า ไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ ยิ่งไปกว่านั้น ด้านข้างของเขายังมีชายฉกรรจ์ในชุดสูทสีเข้มยืนประกบซ้ายขวา ราวกับเขาไม่ใช่เหยื่อผู้ถูกลักพาตัว... แต่เป็นแขกคนสำคัญของธันวา "ริน..." เสียงของภูดิศแหบพร่าเล็กน้อย "น้องไม่ควรเข้ามายุ่งเรื่องนี้เลยนะครับ" ประโยคสั้นๆ นั้นเหมือนคมมีดที่กรีดลงกลางใจ รินรดารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังหมุนเคว้ง ความเหนื่อยล้าจากการหลบหนีการตามล่าตลอดหลายวันที่ผ่านมาพังทลายลงในพริบตา ความจริงที่เธอพยายามไขว่คว้า กลับกลายเป็นภาพลวงตาที่พร้อมจะทิ่มแทงเธอให้แหลקסสลาย "พี่พูดบ้าอะไรออกมา!" รินรดาแผดเสียงกร้าว น้ำตาเอ่อคลอเบ้าแต่เธอจงใจกลืนมันกลับลงไปอย่างดื้อดึง "รินตามหาพี่แทบตาย! รินเกือบเอาชีวิตไม่รอด! แล้วพี่... พี่มาทำอะไรอยู่ฝั่งเดียวกับไอ้สารเลวธันวาฮะ!" "ปากคอเรานี่มันยังจัดจ้านไม่เปลี่ยนเลยนะครับคุณรินรดา" เสียงหัวเราะในลำคอของธันวาแทรกขึ้นผ่านสปีกเกอร์โฟน ก่อนที่เจ้าตัวจะปรากฏกายขึ้นที่กรอบประตูอีกด้าน พร้อมรอยยิ้มเยาะที่น่าหมั่นไส้ที่สุดในสามโลก "พี่ชายคุณเขาไม่ได้อยู่ฝั่งผมหรอกครับ... แต่เขาเป็น 'หุ้นส่วน' สำคัญต่างหาก เลิกตาสว่างช้าเสียทีเถอะครับคนสวย" บรรยากาศในห้องอับทึบกดดันจนแทบหายใจไม่ออก รินรดากัดริมฝีปากจนห่อเลือด สมองเธอกำลังประมวลผลอย่างรวดเร็ว ภาพเอกสารการยักยอกเงินและบัญชีลับที่เธอเพิ่งค้นพบเมื่อครู่ผุดขึ้นมาในหัว ปริศนาทุกอย่างเริ่มต่อจิ๊กซอว์เข้าหากันอย่างเจ็บปวด พี่ชายของเธอไม่ได้หายตัวไปเพราะถูกฆ่าปิดปาก... แต่เขาคือคนวงในที่ร่วมมือกับธันวาตั้งแต่แรก! "โกหก..." รินรดาส่ายหัวช้าๆ ถอยหลังกรูดจนแผ่นหลังชนกับชั้นวางเอกสารขนาดใหญ่ "พี่ภูดิศ พี่บอกน้องสิว่ามันโกหก พี่ถูกบังคับใช่ไหม บังคับให้พูดแบบนี้ใช่ไหม!" ภูดิศหลบสายตา เขาเบือนหน้าหนีไปทางอื่น ความเงียบที่ตอบกลับมาคือคำตอบที่ชัดเจนที่สุด ยิ่งกว่าคำพูดใดๆ ในจังหวะที่หัวใจของรินรดากำลังดิ่งเหวลงสู่ก้นบึงความสิ้นหวัง มือหนาของใครบางคนก็คว้าหมับเข้าที่ข้อแขนเรียวของเธอ แรงดึงเพียงเล็กน้อยทำให้ร่างบางเซถลาเข้าไปปะทะกับแผงอกกว้างที่คุ้นเคยอย่างจัง กลิ่นอายบุรุษผสมผสานกับความเย็นยะเยือกของบรรยากาศรอบตัวทำให้เธอได้สติ ภาคิน... บอดี้การ์ดมาดนิ่งที่ยืนเงียบมาตลอด ดึงเธอเข้ามาหลบอยู่ด้านหลังเขาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับชักอาวุธปืนพกสั่นออกมารับมือสถานการณ์ตรงหน้าด้วยความนิ่งสงบ "ถอยไป" ภาคินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบสนิท แต่น้ำเสียงนั้นทรงพลังและเยือกเย็นจนคนฟังต้องขนลุก ดวงตาคมกริบกวาดมองภูดิศและสมุนของธันวาอย่างประเมินสถานการณ์ "โอ๊ะๆ ใจเย็นก่อนครับคุณบอดี้การ์ด" ธันวาปรบมือเบาๆ สองสามครั้ง รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ประดับบนใบหน้า "คุณนี่ภักดีจริงๆ นะครับ ปกป้องผู้หญิงรั้นๆ คนนี้มาตลอดทาง ไม่เหนื่อยบ้างหรือไง... อ้อ ลืมไป หน้าที่ของคุณคือคุ้มกันนี่นะ แต่เสียดายจัง ที่ต่อให้คุณเก่งแค่ไหน วันนี้ก็คงพาเธอกลับออกไปไม่ได้หรอกครับ" "คุณคิดว่าผมมาคนเดียวเหรอครับคุณธันวา" ภาคินย้อนถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ความเกรงกลัว มุมปากหยักลึกกระตุกยิ้มเยาะเล็กน้อยในแบบที่หาดูได้ยาก ธันวาขมวดคิ้วลงเล็กน้อย ความมั่นใจเมื่อครู่เริ่มสั่นคลอน เมื่อเสียงสัญญาณเตือนภัยดังลั่นห้องควบคุมหลักของตึก พร้อมกับไฟฉุกเฉินสีแดงที่กะพริบถี่ รินรดาที่แอบอยู่ด้านหลังภาคินเงยหน้าขึ้นมองแผ่นหลังกว้างของคนที่ยืนบังกระสุนให้อย่างเผลอไผล หัวใจที่เคยเต้นรัวด้วยความหวาดกลัวและความเสียใจ กลับถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกแปลกประหลาด—ความรู้สึกปลอดภัยอย่างน่าประหลาดท่ามกลางปากเหวแห่งความตาย "คุณภาคิน..." รินรดากระซิบเสียงเบา มือเรียวเผลอขยุ้มชายเสื้อสูทด้านหลังของเขาไว้แน่นโดยไม่รู้ตัว "อย่าเพิ่งกวนครับคุณรินรดา" ภาคินเอี้ยวตัวมามองเธอนิดหนึ่ง สายตาดุๆ ที่ส่งมานั้นเจือความอ่อนโยนที่ซ่อนไว้ไม่มิด "เก็บแรงไว้เถียงผมตอนรอดออกไปดีกว่านะครับ" คำพูดปากร้ายหน้าตายในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานทำเอารินรดาอยากจะยกเท้าขึ้นไปยันสักที สติที่เกือบหลุดลอยกลับคืนมาเต็มร้อย เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ปาดน้ำตาที่คลอหน่วยออกอย่างรวดเร็ว ดวงตาคู่สวยฉายแวววาวโรจน์ขึ้นมาอีกครั้ง ความเสียใจเรื่องพี่ชายถูกเก็บกดไว้ใต้ความแค้นและสัญชาตญาณนักข่าวสายลุย ในเมื่อพี่ชายเลือกทางนี้ เธอก็จะไม่ยอมจำนนให้ใครเหยียบย่ำอีกต่อไป! "อยากลองดีนักใช่ไหม..." ธันวาคำรามด้วยความโมโห สั่งการเสียงกร้าว "จัดการพวกมัน!" สมุนชุดสูทสามนายพุ่งตรงเข้ามาพร้อมกัน ภาคินผลักรินรดาไปหลบหลังเสาปูนหนา ก่อนจะพุ่งเข้าประจันหน้ากับศัตรูคนแรกอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด ลูกเตะกวาดตัดขาผสานกับหมัดฮุกตรงเข้าที่ปลายคางคู่ต่อสู้จนล้มคว่ำในพริบตาเดียว ท่วงท่าการต่อสู้ของบอดี้การ์ดหนุ่มงดงาม ดุดัน และเฉียบคมราวกับเสือดาวล่าเหยื่อ แต่จำนวนคนที่มีมากกว่าทำให้ภาคินเริ่มเสียเปรียบเมื่อถูกรุมสามต่อหนึ่ง รินรดาเห็นท่าไม่ดี เธอไม่ลังเลที่จะหยิบแฟ้มเอกสารหนาปึ้กปาใส่หน้าสมุนคนที่กำลังจะลอบทำร้ายภาคินจากด้านหลัง "ระวังข้างหลังค่ะ!" เธอตะโกนเตือน ภาคินเบี่ยงตัวหลบหมัดได้อย่างฉิวเฉียด ก่อนจะสวนกลับด้วยศอกเข้าที่ชายโครงจนอีกฝ่ายจุกทรุดลงไปนอนกองกับพื้น เขากวาดสายตาดุมาที่รินรดาแวบหนึ่ง เอ็ดด้วยน้ำเสียงเข้ม "บอกให้อยู่เฉยๆ ไงครับ!" "ฉันไม่ใช่ตัวภาระของคุณนะ!" เธอย้อนกลับเสียงดัง ทว่าในจังหวะนั้นเอง สายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นภูดิศที่กำลังคว้าปืนสั้นจากเอวของสมุนที่หมดสติขึ้นมาเล็งตรงมาที่ภาคิน หัวใจของรินรดาหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม ความรักความผูกพันกับพี่ชายปะทะเข้ากับสัญชาตญาณการปกป้องผู้ชายที่ยืนอยู่เบื้องหน้า "พี่ภูดิศ! อย่า!" รินรดากรีดร้องสุดเสียง พุ่งตัวเข้าใส่ร่างของภูดิศเต็มแรงในเสี้ยววินาทีที่นิ้วเรียวของพี่ชายกำลังจะเหนี่ยวไกปืน เสียงปืนดังสนั่นก้องห้องเก็บเอกสาร กระสุนเฉี่ยวไหล่ของภาคินไปเพียงนิดเดียวจนเสื้อสูทขาดวิ่นและมีเลือดซึมออกมา ทุกคนชะงักค้างในท่าทางตึงเครียด ภูดิศเซถถลาล้มลงไปกับพื้นตามแรงพุ่งชนของน้องสาว แววตาของเขาฉายแววความตกใจและสำนึกผิดเป็นครั้งแรก รินรดานั่งหอบหายใจโยนตัวคร่อมอยู่บนพื้น น้ำตาไหลพรูออกมาอย่างสุดจะกลั้น เธอมองหน้าพี่ชายแท้ๆ ที่เธอรักที่สุดด้วยความรู้สึกที่แตกสลายเป็นล้านชิ้น "ทำไม... พี่ทำแบบนี้ทำไม..." เสียงเธอบดบังด้วยสะอื้น ธันวาที่ยืนมองเหตุการณ์ทั้งหมดหัวسเราะในลำคอด้วยความสะใจ เขาปรบมือช้าๆ เดินเข้ามาใกล้ พร้อมกับยกปืนในมือขึ้นเล็งตรงมาที่ศีรษะของภาคินที่กำลังพยายามลุกขึ้นยืนด้วยสีหน้าเจ็บปวด "ดราม่าครอบครัวนี่มันน่าประทับใจจริงๆ ครับ" ธันวายิ้มเหี้ยมเกรียม นิ้วชี้แตะอยู่ที่ไกปืน "แต่น่าเสียดาย ที่ละครฉากนี้ต้องจบลงตรงนี้... ลาขาดครับคุณบอดี้การ์ดคนเก่ง" ภาคินขยับตัวจะพุ่งเข้าไปขวาง แต่บาดแผลที่หัวไหล่ทำให้เขาช้าไปเสี้ยววินาที รินรดาเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก สมองของเธอขาวโพลน รู้สึกได้ถึงความตายที่คืบคลานเข้ามาใกล้แค่เอื้อม ทว่า— *ปัง!* เสียงปืนนัดปริศนาดังขึ้นจากมุมมืดนอกหน้าต่างบานเกล็ด ฝ้าเพดานกระจกแตกกระจายลงมาเป็นเสี่ยงๆ กระสุนปริศนาพุ่งเข้าปะทะกับปืนในมือของธันวาจนกระเด็นหลุดจากมือ เสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดของธันวาเรียกความสนใจจากทุกคนในห้องให้หันขวับไปมอง ที่กรอบหน้าต่างแตกละเอียดนั้น ร่างสูงโปรดของใครบางคนก้าวเข้ามาอย่างสง่างาม พร้อมกับรอยยิ้มเย้ยหยันที่มุมปาก แสงไฟฉุกเฉินสีแดงสาดส่องลงบนใบหน้าคมคายของแขกผู้มาเยือนคนใหม่—คนที่ทำให้สถานการณ์ทั้งหมดพลิกผันไปตลอดกาล "ขอโทษทีครับที่มาช้า... พอดีรถติดนิดหน่อย" เสียงทุ้มกังวานเอ่ยขึ้นอย่างสบายๆ พร้อมกับกระบอกปืนในมือที่ยังคงมีควันจางๆ ลอยกรุ่น และคำพูดต่อมาของเขาก็กระชากลมหายใจของรินรดาให้หยุดนิ่งสนิท "หวังว่าฉันจะยังมาทันร่วมวงสนุกด้วยนะ... น้องสาว" --- (ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมลุยไปกับความเดือดระอุในตอนนี้นะครับ รับรองว่าตอนหน้าเดือดสะใจกว่าเดิมแน่นอนครับ!)
สารจากนักเขียน (มหายุทธ์ไร้เทียมทาน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ไม่มีอยู่จริงสำหรับนักข่าวสายลุยกับบอดี้การ์ดมาดนิ่ง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%