เสียงปิดประตูห้องทำงานด้วยความแรงระดับที่ทำให้กรอบรูปบนผนังสะเทือน คือคำตอบสุดท้ายจากภาคิน บอดี้การ์ดหน้านิ่งผู้ดำรงตำแหน่งทั้งโล่กันกระสุนและเจ้าหนี้ความอดทนอันดับหนึ่งในชีวิตของรินรดา
นักข่าวสาวกะพริบตาปริบ ๆ มองบานประตูไม้เนื้อแข็งที่เพิ่งปิดใส่หน้า เธอยืนถือถุงกระดาษแบรนด์ดังบรรจุข้าวกล่องอุ่นร้อนจากร้านสะดวกซื้อหน้าปากซอย กับกระป๋องกาแฟดำรสขมปี๋ที่เจ้าตัวโปรดปราน นิ่งค้างอยู่กลางห้องโถงของเซฟเฮาส์ชั่วคราว
ให้มันได้อย่างนี้ส ิพ่อคุณ! งอนเก่งยิ่งกว่านางเอกละครหลังข่าว เสียแรงที่เธออุตส่าห์ยอมเดินตากฝนปรอย ๆ ไปซื้อของโปรดมาง้อเพื่อไถ่โทษเรื่องที่เธอแอบปลีกตัวออกไปสืบเบาะแสของธันวาคนเดียวจนเกือบเอาชีวิตไม่รอดเมื่อวาน
"คิดว่าทำหน้าตายใส่แล้วฉันจะกลัวเหรอ ภาคิน" รินรดาพึมพำกับตัวเองด้วยความหมั่นไส้ ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันอย่างใช้ความคิด สมองนักข่าวที่ผ่านการวิ่งหนีตายมานับครั้งไม่ถ้วนกำลังประมวลผลแผนการขั้นเด็ดขาด
ถ้าเดินเข้าไปเคาะห้องแล้วง้อแบบปกติ... รับรองว่าผู้ชายคนนั้นต้องเปิดประตูมาเทศนากลืนน้ำลายไม่ลงคอด้วยทฤษฎีความปลอดภัยสากลสามหน้ากระดาษแน่ ๆ เธอยังไม่อยากหูชาในยามวิกาลแบบนี้
รวบรวมความกล้าและสติปัญญาที่มีทั้งหมด รินรดาตัดสินใจวางถุงอาหารลงบนโต๊ะ เธอสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เดินตรงไปยังประตูห้องนอนของบอดี้การ์ดหนุ่ม ยื่นมือไปหมุนลูกบิด... ล็อค!
"เฮอะ ล็อคห้องหนีกันเหรอ คิดว่ากุญแจสำรองในบ้านหลังนี้ไม่มีหรือไง" รินรดายิ้มมุมปาก เดินไปหยอดกุญแจสำรองที่ซ่อนไว้หลังกรอบรูปภาพวิวทิวทัศน์อย่างรู้ทัน
แกร็ก...
ประตูเปิดออกอย่างไร้เสียง ภายในห้องมืดสลัวมีเพียงแสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟหัวเตียง ภาคินกำลังยืนหันหลังถอดเสื้อเชิ้ตสีดำตัวนอกออก เผยให้เห็นแผ่นหลังกว้างที่มีร่องรอยบาดแผลจากการปฏิบัติภารกิจและรอยแผลเป็นจาง ๆ กล้ามเนื้อเป็นมัดตึงแน่นตามสัญชาตญาณบอดี้การ์ดที่ตื่นตัวตลอดเวลา
เขารีบหันขวับมาทันทีเมื่อได้ยินเสียงความเคลื่อนไหว ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวจ้องมองผู้บุกรุกด้วยแววตาตำหนิปนความตกใจระคนเป็นห่วงที่พยายามเก็บซ่อนไว้ใต้ใบหน้าเรียบเฉย
"ใครอนุญาตให้คุณเข้ามา รินรดา" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยลอดไรฟัน แววตาคู่นั้นดุเสียยิ่งกว่าตอนเจอศัตรูเสียอีก "ผมบอกแล้วใช่ไหมว่าอย่าทำอะไรตามอำเภอใจ คุณรู้ตัวไหมว่าเมื่อวานถ้าผมไปช้ากว่านั้นก้าวเดียว..."
"ฉันรู้... ฉันขอโทษ" รินรดาตัดบทสวนขึ้นมาทันที น้ำเสียงที่เคยแข็งกร้าวอ่อนลงอย่างผิดคาด เธอย่างสามขุมเข้าไปหาเขาช้า ๆ โดยไม่ถอยหนีสายตาดุดันนั้นเลยแม้แต่น้อย
ภาคินขมวดคิ้วมุ่น ถอยหลังไปครึ่งก้าวเมื่อร่างบางเข้าประชิดตัว ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงจนแทบไม่มีช่องว่าง กลิ่นกายสะอาดผสมกลิ่นฝนจาง ๆ จากตัวเธอทำเอาสติที่ควบคุมมาตลอดทั้งวันของบอดี้การ์ดหนุ่มเริ่มสั่นคลอน
"อย่ามาใช้ไม้นี้ รินรดา การขอโทษไม่ได้ทำให้ความเสี่ยงที่คุณทำลงไปมันหายไป..."
คำพูดของเขาขาดห้วงไปทันที เมื่อรินรดาไม่ได้เข้ามาเพื่อเถียงฉอด ๆ อย่างที่เคยเป็น มือเรียวบางทั้งสองข้างเอื้อมขึ้นมาจับเนคไทที่ยังคงคล้องอยู่บนคอของเขา หลวม ๆ ก่อนจะดึงรั้งร่างหนาให้โน้มลงมาหาเธอในระดับสายตา
ดวงตากลมโตสุกใสช้อนมองขึ้นสبيประสานกับนัยน์ตาคมเข้มที่ไหววูบไปชั่วขณะ
"ถ้าการขอโทษมันไม่เห็นผล..." รินรดาเว้นจังหวะ เสียงกระซิบแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบของสายลมข้างหู "งั้นวิธีนี้... พอจะไถ่โทษได้หรือยังล่ะคะ... เอ้ย! ได้หรือยังล่ะภาคิน" เธอเกือบหลุดปากคำต้องห้ามตามความคุ้นเคย รีบแก้คำพูดแทบไม่ทันเมื่อเห็นมุมปากของคนตรงกระตุกวูบ
ภาคินนิ่งงัน หัวใจในอกกระหน่ำเต้นโครมครามจนแทบทะลุออกมานอกอก ความโกรธ ความเป็นห่วง และความเก็บกดที่สะสมมานานนับเดือนปะปนกันมั่วซุมไปหมด เขาจ้องมองริมฝีปากที่ขยับพูดเจื้อยแจ้วไม่หยุดด้วยความรู้สึกที่ยากจะต้านทาน
"คุณกำลังเล่นกับไฟ รินรดา" เสียงทุ้มแหบพร่าลงอย่างเห็นได้ชัด มือใหญ่ที่เคยไขว้หลังเตรียมรับสถานการณ์ฉุกเฉิน ค่อย ๆ ยกขึ้นมาจับเอวบางของเธอไว้โดยอัตโนมัติ ราวกับกลัวว่าเธอจะหายวับไปกับตาหากเขาไม่ยึดไว้
"ถ้าไฟกองนี้มันจะทำให้คุณหายงอน ฉันก็ยอมโดนเผาจนไหม้เกรียมเลยล่ะ" รินรดาตอบกลับด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ แต่หัวใจเจ้ากรรมกลับเต้นรัวแรงยิ่งกว่ากลองศึก ความใกล้ชิดนี้มันอันตรายเกินไป อันตรายต่อหัวใจของเธอเองยิ่งกว่ากระสุนปืนของธันวาเสียอีก
บรรยากาศในห้องเงียบงันลงชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหายใจอุ่นร้อนที่เป่ารดกันและกัน แววตาของภาคินที่มองเธอนั้นเปลี่ยนจากความดุดันเป็นความลึกซึ้งที่อ่านไม่ออก ราวกับเขากำลังชั่งน้ำหนักระหว่างความถูกต้องในหน้าที่ กับความต้องการส่วนลึกที่ร้องเรียกชื่อเธอมาตลอด
นิ้วแกร่งของบอดี้การ์ดหนุ่มเกลี่ยปอยผมที่ระแก้มให้อย่างเบามือสัมผัสที่แผ่วเบานั้นทำเอารินรดากลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว
"คุณนี่มันดื้อด้านที่สุด..." ภาคินถอนหายใจยาวออกมาในที่สุด ความพยายามที่จะทำตัวเย็นชาพังทลายลงไม่เป็นท่าเมื่อเจอไม้นี้เข้า "ถ้ารู้ว่าการง้อของคุณมันอันตรายต่อหัวใจผมขนาดนี้... ผมไม่น่าปล่อยให้คุณรอดกลับมาห้องนี้ได้เลย"
รินรดายิ้มกว้าง ดวงตาเป็นประกายด้วยความชนะ เธอกำลังจะอ้าปากแซวกลับตามประสาคนปากเก่ง
ทว่า...
ปัง! เสียงกระแทกประตูด้านนอกดังสนั่นหวั่นไหว ตามด้วยเสียงฝีเท้าหนักหลายคู่ที่กรูเข้ามาในเซฟเฮาส์ พร้อมกับเสียงตะโกนลั่นที่ทำให้เลือดในกายของทั้งคู่เย็นเฉียบ
"ตำรวจกองปราบ! ล้อมไว้หมดแล้ว ใครขยับยิง!"
รินรดาหน้าซีดเผือดทันทีเมื่อได้ยินเสียงนั้น ส่วนภาคินปฏิกิริยาไวราวกระแสไฟฟ้า ร่างสูงดึงรั้งรินรดาเข้ามาชิดอกแกร่งในคราวเดียว มืออีกข้างคว้าปืนพกขึ้นมาปลดเซฟเตรียมพร้อมในเสี้ยววินาที
พวกมัน... ตามมาเจอที่นี่ได้อย่างไร ทั้งที่ย้ายมาได้ไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมงด้วยซ้ำ!
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับ "เซฟเฮาส์ไม่มีอยู่จริงสำหรับนักข่าวสายลุยกับบอดี้การ์ดมาดนิ่ง" แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
เซฟเฮาส์ไม่มีอยู่จริงสำหรับนักข่าวสายลุยกับบอดี้การ์ดมาดนิ่ง•ตอนที่ 15
ง้อแบบฉบับนักข่าว
ผลงานโดย มหายุทธ์ไร้เทียมทาน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มหายุทธ์ไร้เทียมทาน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ไม่มีอยู่จริงสำหรับนักข่าวสายลุยกับบอดี้การ์ดมาดนิ่ง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!