"คุณคงเป็น... แม่ครัวมือทองที่ทำขนมปังส่งกลิ่นหอมเย้ายวนไปทั่วทั้งอำเภอสินะครับ... ผมรอคุณมานานเหลือเกิน..."
น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่เจือแววตื่นเต้นระคนทึ่งดังขึ้นท่ามกลางความชุลมุนหน้าแผงลอยชั่วคราวในตลาดมืด หลินหว่านเอ๋อชะงักมือที่กำลังทอนเงินเหรียญสุดท้ายให้แก่ลูกค้า เธอยืดตัวขึ้นเต็มความสูง ดวงตากลมโตฉายแววระแวดระวังแต่ยังคงความสงبيเยือกเย็นตามสไตล์อดีตเชฟมืออาชีพที่ผ่านศึกหนักมานับไม่ถ้วน ชายหนุ่มตรงหน้าสวมเสื้อแจ็กเก็ตสีเขียวเข้มสไตล์นายสถานีรถไฟ ใบหน้าคมคายมีรอยยิ้มเป็นมิตรประดับอยู่ ทว่าสิ่งที่ดึงดูดสายตาที่สุดคือกลิ่นอายของความเป็น "ผู้มีอิทธิพลในการจัดซื้อจัดจ้าง" ที่แผ่ออกมาจากตัวเขา
"ฉันหลินหว่านเอ๋อค่ะ" เธอตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่กังวานชัดเจน "ไม่ทราบว่าคุณ... คือใคร และมีธุระอะไรกับขนมปังโฮลวีตผสมธัญพืชและบันสังขยาใบเตยของฉันหรือคะ?"
ชายหนุ่มหัวเราะเบาๆ ในลำคออย่างนึกขัน ก่อนจะยื่นนามบัตรเก่าๆ ที่พิมพ์ด้วยหมึกจางๆ ออกมา "ผมชื่อ 'เกาหย่งฟาน' เป็นผู้จัดการฝ่ายจัดหาเสบียงของสหกรณ์รถไฟสายตะวันออกครับ สองวันก่อนผมได้ชิมบันสังขยาที่คุณฝากไว้ให้สหายร่วมงานของผม... บอกตามตรงนะคุณหลิน ตั้งแต่เกิดมา ผมยังไม่เคยลิ้มรสขนมปังที่เนื้อสัมผัสนุ่มละมุนและไส้หอมหวานกลมกล่อมขนาดนี้มาก่อน วันนี้ผมเลยตั้งใจมาดักรอคุณโดยเฉพาะ"
เสียงฮือฮาเบาๆ ดังขึ้นรอบข้าง บรรดาพ่อค้าแม่ขายในตลาดมืดต่างพากันเหลือบมองด้วยสายตาอิจฉาปนทึ่ง ในยุคปี 80 ที่ข้าวยากหมากแพง การที่เจ้าหน้าที่รัฐระดับผู้จัดการสหกรณ์รถไฟออกปากชมสินค้าของใครสักคน ย่อมหมายถึงประตูแห่งความมั่งคั่งได้ถูกเปิดออกแล้ว
หว่านเอ๋อยิ้มรับบางๆ เธอกวาดสายตามองไปรอบแผงที่ว่างเปล่า สินค้ากว่าสามร้อยชิ้นไม่ว่าจะเป็นขนมปังเนสดสด บันไส้ทะลัก หรือแม้แต่คุกกี้เนยสูตรลับที่เธอแอบดัดแปลงวัตถุดิบจากมิติห้างสรรพสินค้าส่วนตัว บัดนี้ถูกกวาดเกลี้ยงจนไม่เหลือแม้แต่เศษผง ตะกร้าไม้ไผ่ว่างเปล่าส่งกลิ่นหอมเนยจางๆ ลอยอวลในอากาศ
"ต้องขออภัยด้วยนะคะคุณเกา สินค้าของฉันวันนี้หมดเกลี้ยงตั้งแต่ยังไม่ทันล่วงเข้ายามบ่ายเลยค่ะ" หว่านเอ๋อเอ่ยด้วยความเสียดายตามมารยาท แต่ในใจกลับเต้นรำด้วยความลิงโลด เพราะกระเป๋าผ้าใบเก่าที่ซ่อนอยู่ใต้โต๊ะบัดนี้หนักอึ้งไปด้วยธนบัตรและเหรียญกษาปณ์ เงินก้อนแรกจากการหยาดเหงื่อแรงกายและมันสมองในยุค 80 นี้ มันช่างหอมหวานเสียยิ่งกว่าเค้กช็อกโกแลตหน้านิ่มเสียอีก
เกาหย่งฟานทำหน้าเสียดายอย่างเห็นได้ชัด ก่อนที่ดวงตาจะเปล่งประกายขึ้นมาใหม่ "หมดแล้วอย่างนั้นหรือครับ... โห รวดเร็วจริงๆ สมกับที่ลือกันปากต่อปาก ถ้าอย่างนั้น... พรุ่งนี้ มะรืนนี้ หรือสัปดาห์หน้า คุณพอจะมีโควต้าส่งให้ทางสหกรณ์รถไฟของเราสักห้าร้อยชิ้นต่อวันไหมครับ? ทางเรายินดีให้ราคาสูงกว่าท้องตลาดสามสิบเปอร์เซ็นต์!"
ข้อเสนอที่เย้ายวนใจยิ่งนัก สามสิบเปอร์เซ็นต์! สำหรับแม่บ้านยุค 80 ที่เพิ่งหลุดพ้นจากการถูกครอบครัวสามีโขกสับ นี่คือตั๋วโดยสารชั้นดีสู่ความอิสระทางการเงิน
ทว่า ก่อนที่หว่านเอ๋อจะได้อ้าปากตอบรับ เงาร่างสูงใหญ่คุ้นตาในชุดเสื้อแจ็กเก็ตทหารสีเขียวซีดก็ก้าวเข้ามาแทรกกลางระหว่างเธอกับผู้จัดการเกาเสียก่อน แผ่นหลังกว้างนั้นให้ความรู้สึกมั่นคงราวกับกำแพงเหล็ก จางเหว่ยปรากฏตัวขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่มีใครรู้ มือหยาบกร้านจากการจับจอบจับปืนวางลงบนไหล่บางของภรรยาอย่างแสดงความเป็นเจ้าของ ดวงตาคมกริบราวเหยี่ยวป่ากวาดมองเกาหย่งฟานด้วยรังสีความกดดันที่ทำให้อุณหภูมิรอบตัวลดฮวบลงทันตาเห็น
"ภรรยาผมเหนื่อยมากแล้วครับ เรื่องสัญญาซื้อขายเกรงว่าคงต้องคุยกันให้รอบคอบกว่านี้" น้ำเสียงของจางเหว่ยราบเรียบ เย็นชา และทรงพลัง จนผู้จัดการเกาถึงกับผงถอยหลังไปครึ่งก้าวด้วยความตกใจ
หว่านเอ๋อแอบอมยิ้มในใจ เธอเหลือบมองสามีหนุ่มผู้ซื่อสัตย์แต่ขี้หึงเป็นที่หนึ่งคนนี้ ภายนอกทำเป็นดุและเย็นชา แต่ใบหูที่แดงก่ำจนลามไปถึงต้นคอกลับฟ้องชัดเจนว่าเขาแอบยืนฟังบทสนทนาอยู่สักพักใหญ่แล้ว และคงทนไม่ได้ที่เห็นชายอื่นมาจีบ (หรือมาซื้อขนม) ภรรยาคนสวยของตัวเองใกล้ชิดเกินไป
"พี่เหว่ยคะ..." หว่านเอ๋อสะกิดแขนแกร่งเบาๆ เป็นเชิงปราม ก่อนจะหันไปยิ้มหวานให้เกาหย่งฟาน "ข้อเสนอของคุณเกาน่าสนใจมากค่ะ ไว้พรุ่งนี้เช้า เราค่อยมาตกลงรายละเอียดเรื่องสัญญาและการจัดส่งกันที่นี่อีกครั้งดีไหมคะ? วันนี้พวกเราต้องขอตัวกลับไปเตรียมวัตถุดิบก่อน"
เกาหย่งฟานกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากเมื่อปะทะกับสายตาดุจพญาอินทรีของจางเหว่ย เขาหัวเราะแห้งๆ ออกมา "อะ... ได้ครับ ได้สิครับ คุณหลิน พรุ่งนี้ผมจะมารอแต่เช้าเลย!"
เมื่อจัดการธุระเสร็จสิ้น หว่านเอ๋อก็เก็บกระเป๋าเงินและอุปกรณ์ทั้งหมดลงในเข่งสะพายหลัง โดยมีจางเหว่ยแย่งมาสะพายไว้เสียเองอย่างรวดเร็ว ตลอดทางเดินกลับบ้านผ่านทุ่งนาและแนวป่าสนยามเย็น บรรยากาศเงียบสงบมีเพียงเสียงฝีเท้าและเสียงจิ้งหรีดเรไรร้องระงม จางเหว่ยเดินนำหน้าอยู่ครึ่งก้าว คอยใช้ร่างหนาบังลมหนาวที่เริ่มพัดโชยมาให้ภรรยา
"เหนื่อยไหม?" จางเหว่ยเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ เสียงของเขาอ่อนลงกว่าเดิมมากเมื่ออยู่กันตามลำพัง
"ไม่เหนื่อยเลยค่ะพี่เหว่ย สนุกมากต่างหากล่ะคะ" หว่านเอ๋อยิ้มกว้าง เธอวิ่งไปดักหน้าสามีแล้วชูถุงผ้าหนักอึ้งขึ้นตรงหน้า ดวงตาระยิบระยับราวกับเด็กน้อยได้ของเล่น "พี่รู้ไหม วันนี้เราขายหมดเกลี้ยงเลยนะ แถมยังมีเงินเก็บก้อนแรกตั้งหลายสิบหยวน! แบบนี้อีกไม่นาน เราย้ายไปสร้างบ้านหลังใหม่ ไม่ต้องทนฟังเสียงบ่นน่ารำคาญจากแม่สามีคนนั้นอีกแล้วค่ะ!"
จางเหว่ยชะงักฝีเท้า เขามองใบหน้าเปี่ยมสุขของภรรยา หัวใจที่ด้านชามานานเพราะครอบครัวที่ไม่เคยเห็นค่า กลับรู้สึกอุ่นวาบขึ้นมาอย่างประหลาด มือหนายื่นออกไปลูบเส้นผมนุ่มสลวยของเธอเบาๆ "เธอเก่งมาก... หว่านเอ๋อ ต่อไปนี้ ฉันจะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาเอาเปรียบเธออีกเด็ดขาด"
สองสามีภรรยาเดินหยอกล้อกันมาจนถึงหน้าบ้านตระกูลจาง บรรยากาศยามค่ำคืนที่ควรจะเงียบสงบ กลับมีเสียงโวยวายแหลมสูงของแม่สามีดังเล็ดลอดออกมาจากห้องโถงใหญ่ พร้อมกับเงาร่างของใครบางคนที่ยืนรออยู่หน้าประตูบ้านด้วยท่าทางร้อนรน
หว่านเอ๋อหรี่ตาลงรอยยิ้มบนใบหน้าเลือนหายไปทันที เมื่อเห็นว่าแขกยามวิกาลที่มารอพบพวกเธอคือใคร...
...มันคือแม่เฒ่าเฉิน แม่สื่อประจำหมู่บ้านผู้ขึ้นชื่อเรื่องการ "ขายข่าวชาวบ้าน" และถือพานสินสอดปลอมๆ มาพร้อมกับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่แฝงไว้ด้วยพิษสง!
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ที่น่ารักทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุน "เบเกอรี่มิติต่างโลก" มาโดยตลอดนะคะ!
คุณภรรยาครับ ยุค 80 นี้ผมเลี้ยงเอง! (ฉบับปลูกผักฉบับคนคลั่งรัก)•ตอนที่ 11
ก้าวแรกสู่ความมั่งคั่ง
ผลงานโดย เบเกอรี่มิติต่างโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เบเกอรี่มิติต่างโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณภรรยาครับ ยุค 80 นี้ผมเลี้ยงเอง! (ฉบับปลูกผักฉบับคนคลั่งรัก) นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!