"ป้ายไม้หน้าร้านถูกคนแย่งกันคว้าจนเกือบหักคามือ! ถ้าพวกท่านยังเบียดกันเข้ามาแบบนี้ เก้าอี้หน้าร้านข้าได้พังลงมาก่อนจะได้ชิมอาหารแน่ค่ะ!"
เสียงใสราวกับระฆังเงินของหลินฟางดังขึ้นท่ามกลางความโกลาหลหน้าภัตตาคาร ‘รสทิพย์ลอยฟ้า’ ย่านการค้าที่คึกคักที่สุดในมณฑลเวลานี้ แววตาของเธอเป็นประกายระยับด้วยความมั่นใจ รอยยิ้มพิมพ์ใจแย้มขึ้นบนเรียวปากอิ่มสวย ขณะที่มือเรียวบางกำลังตวัดตะหลิวผัดเส้นหมี่ซอสมะเขือเทศสูตรพิเศษกระทะใหญ่ไฟลุกโชน กลิ่นหอมฉุยของเครื่องเทศผสมผสานกับเนื้อหมูหมักนุ่มละมุนฟุ้งขจรขจายไปทั่วตรอกซอกซอย จนผู้คนที่เดินผ่านไปมาต่างต้องหยุดฝีเท้าแล้วสูดดมกลิ่นหอมนั้นเข้าไปเต็มปอด
นี่คือภาพความสำเร็จที่งดงามหลังจากผ่านพ้นมรสุมชีวิตในยุค 80 มาได้ด้วยมันสมองและสองมือของเธอเอง
ย้อนกลับไปเมื่อไม่กี่เดือนก่อน หลินฟางยังเป็นเพียงอดีตสะใภ้ผู้ถูกตระกูลโจวขับไลไสส่งโดยมีเพียงลูกน้อยในอ้อมแขน แม่สามีอย่างนางจางเคยเหยียดหยามเธอไว้สารพัด หาว่าเธอเป็นตัวกาลกิณี เป็นภาระที่ถ่วงความเจริญของบ้าน แต่ดูตอนนี้สิคะ! ร้านอาหารขนาดสองคูหาที่เธอร่วมแรงร่วมใจสร้างขึ้นกับสามีหนุ่มผู้เงียบขรึม บัดนี้ได้กลายเป็นจุดเช็คอินอันดับหนึ่งที่แม้แต่ข้าราชการระดับสูงหรือพ่อค้ากระเป๋าหนักยังต้องมายืนต่อแถวยาวเหยียดตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง
"ภรรยา... พักก่อนเถอะ เดี๋ยวทางนี้ข้าจัดการเอง"
เสียงทุ้มต่ำคุ้นหพูดขึ้นข้างใบหู พร้อมกับอ้อมแขนกำยำของโจวหานที่สวมผ้ากันเปื้อนสีเข้ม โอบประคองเอวบางของเธอไว้อย่างทะนุถนอม ดวงตาคมกริบของนายทหารหนุ่มที่บัดนี้ผันตัวมาเป็นผู้ช่วยมือหนึ่งกวาดตามองฝูงชนด้วยความระแวดระวังตามสัญชาตญาณ แต่เมื่อก้มลงมองภรรยา แววตานั้นกลับอ่อนแสงลงจนแทบละลาย กลายเป็นความรักและความภาคายิ่งยวดที่สะท้อนออกมาอย่างไม่ปิดบัง
หลินฟางเอี้ยวตัวหลบเล็กน้อย ใบหน้าเนียนใสขึ้นสีเรื่อด้วยความเขินอายแม้จะแต่งงานกันมานาน "จะพักได้อย่างไรล่ะคะคุณพี่ ลูกค้าแน่นร้านขนาดนี้ ขืนช้าไปเดี๋ยวพวกเขาจะพากันโมโหหิวกันพอดี" เธอยื่นมือไปเช็ดเหงื่อที่ผากให้สามีเบาๆ ท่าทางสนิทสนมเป็นธรรมชาติทำเอาลูกค้าหนุ่มสาวโสดๆ ในร้านถึงกับแอบอิจฉากันเป็นแถว
ในขณะที่บรรยากาศภายในร้านกำลังครึกครื้นและเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะความสุข ความอิ่มเอมใจของลูกค้าที่ได้ลิ้มรสอาหารเลิศรสจากมิติลับของหลินฟาง ที่มุมอับสายตาบริเวณเสาหน้าร้าน กลับมีเงาร่างคุ้นตาของหญิงสูงวัยผู้หนึ่งยืนซอมซ่อ เนื้อตัวมอมแมม ใบหน้าเหี่ยวย่นเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งความตรากตรำ นางกำลังกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ดวงตาฝ้าฟู่จ้องมองความร่ำรวยและรอยยิ้มของหลินฟางด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งอิจฉาริษยา แค้นเคือง และความหิวโหยที่กัดกินกระเพาะ
นั่นคือนางจาง... แม่สามีผู้เคยเหยียดหยามตบตีและขับไล่หลินฟางออกนอกบ้านในคืนที่ฝนตกหนัก
นางจางไม่คิดเลยว่าสะใภ้ที่นางเห็นว่าเป็นตัวไร้ค่า จะสามารถเนรมิตร้านอาหารที่ทำเงินได้วันละหลายร้อยหยวน มากกว่ารายได้ทั้งปีของตระกูลโจวเดิมรวมกันเสียอีก ข่าวลือเรื่องความร่ำรวยของหลินฟางแพร่สะพัดไปทั่วอำเภอจนเข้าหู นางจางที่ถูกลูกชายคนโปรดทอดทิ้งเพราะความยากจนข้นแค้น จึงต้องจำยอมแบกหน้าเดินทางไกลมานับสิบลี้ เพื่อหวังจะมาเกาะชายผ้าเหลืองของลูกสะใภ้ที่นางเคยเหยียบย่ำ
"ฟาง... ลูกสะใภ้..." เสียงแหบแห้งเอ่ยเรียกแผ่วเบา แทบจะกลืนหายไปกับเสียงจอแจของลูกค้า
แต่มีหรือที่หลินฟางผู้เฉียบคมจะไม่สังเกตเห็น? หญิงสาวชะงักมือที่กำลังตักซุปไก่ตุ๋นยาจีนใส่ชามเซรามิก ลอบยมุมปากขึ้นเล็กน้อยด้วยรอยยิ้มเยียบเย็น เธอส่งชามซุปให้โจวหานนำไปเสิร์ฟ ก่อนจะก้าวเดินออกมาหน้าร้านด้วยท่าทางสง่างาม ราวกับราชنيีผู้ครองบัลลังก์ ไม่ใช่แม่บ้านหัวยุ่งคนเดิมอีกต่อไป
"โอ๊ะ... นั่นใครกันคะ ดูคุ้นตาเสียจริง หรือว่าจะเป็นคุณแม่สามีผู้สูงศักดิ์แห่งตระกูลโจว?" หลินฟางเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงใสซื่อ แต่คำพูดเชือดเฉือนทำให้นางจางหน้าชาดิก
นางจางรีบคลานเข่าเข้าไปใกล้ หมายจะคว้าชายเสื้อกั๊กของหลินฟาง "ฟางเอ๊ย... แม่... แม่มาหาลูก แม่สำนึกผิดแล้ว ลูกช่วยแม่ด้วยเถอะนะ แม่ไม่มีแม้แต่ข้าวจะกรอกหม้อแล้ว ลูกสะใภ้ผู้ใจบุญ ช่วยแบ่งเงินและข้าวให้แม่สักหน่อยเถอะนะ" น้ำตาจอมปลอมไหลพรั่งพรูออกมาพร้อมกับเสียงสะอื้นฮัก
ลูกค้าในร้านต่างหยุดชะงัก หันมามองเหตุการณ์ดราม่าหน้าภัตตาคารกันเป็นตาเดียว เสียงซุบซิบนินทากระจายไปทั่ว
หลินฟางไม่ได้แสดงความโกรธเกรี้ยว หรือตบตีเอาคืนอย่างที่หลายคนคาดคิด เธอกลับยืนกอดอก มองหญิงสูงวัยที่กำลังคุกเข่ายกมือไหว้ด้วยแววตานิ่งสนิท ไร้ซึ่งความสงสารเวทนา แต่มันเต็มไปด้วยความเยือกเย็นของคนที่ผ่านความตายมาแล้วครั้งหนึ่ง
"คุณแม่คะ..." หลินฟางย่อตัวลงเล็กน้อย ให้ระดับสายตาอยู่ในระดับเดียวกัน น้ำเสียงของเธอหวานหยดแต่เชือดเฉือนลึกถึงกระดูกดำ "วันที่ท่านโยนกระเป๋าเสื้อผ้าของฉันออกไปพร้อมกับลูกน้อยในคืนหิมะโปรด ท่านบอกว่าฉันเป็นตัวกาลกิณี เป็นผีไร้ญาติขาดมิตรที่จะนำความล่มจมมาสู่ตระกูลโจว จำได้ไหมคะ?"
นางจางหน้าซีดเผือดริมฝีปากสั่นระริก "วันนั้น... วันนั้นแม่ตาบอดไปเอง ลูกฟาง ยกโทษให้แม่เถอะนะ..."
"ความผิดพลาดให้อภัยกันได้ค่ะ แต่... ความใจร้ายและวาจาที่เคยเหยียบย่ำศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนอื่น ฉันจำได้แม่นยำทุกถ้อยคำ" หลินฟางลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ท่าทางองอาจเด็ดเดี่ยวทำเอาโจวหานที่เดินตามออกมาถึงกับต้องยืนมองด้วยความภาคภูมิใจ สามีหนุ่มไม่ได้พูดแทรกสักคำ เพราะเขาเชื่อมั่นในการตัดสินใจของภรรยาในทุกๆ ย่างก้าว
"ร้านอาหารแห่งนี้สร้างขึ้นมาจากหยาดเหงื่อและแรงกายของฉันกับสามี ไม่ได้เกี่ยวข้องอันใดกับตระกูลโจวของท่าน เชิญท่านกลับไปเถอะค่ะ... อ้อ! ถ้ารู้สึกหิวจนไม่มีจะกินจริงๆ ล่ะก็..." หลินฟางโบกมือเรียกพนักงานเสิร์ฟให้นำกล่องกระดาษบรรจุเศษอาหารที่เหลือจากกริลเนื้อวัวเมื่อครู่มาวางตรงหน้า "นี่คือเศษอาหารจากลูกค้าในร้านเราค่ะ ฉันใจบุญพอที่จะมอบมันให้ทานประทังชีวิตได้... เชิญค่ะ!"
เสียงฮือฮาดังขึ้นรอบบริเวณ นางจางหน้าแดงก่ำด้วยความอับอายขายขี้หน้า ศักดิ์ศรีที่เคยมีพังทลายไม่เป็นท่า นางเงยหน้าขึ้นมองหลินฟางด้วยแววตาอาฆาตมาดร้าย แต่เมื่อเหลือบไปเห็นสายตาดุดันคมกริบราวกับพยัคฆ์ร้ายของโจวหานที่ยืนขนาบข้างภรรยา นางก็ต้องหดหัวด้วยความหวาดกลัว สุดท้ายจึงต้องจำใจคว้ากล่องเศษอาหารนั้นแล้ววิ่งหนีหายไปท่ามกลางเสียงหัวเราะเยาะของฝูงชน
ความสะใจแผ่ซ่านไปทั่วหัวใจของหลินฟาง นี่คือการตบหน้าตระกูลเก่าอย่างเจ็บแสบและสง่างามที่สุด
ทว่า ในขณะที่ความวุ่นวายหน้าร้านกำลังจะสงบลง และหลินฟางกำลังจะหันหลังกลับเข้าไปรับออเดอร์ล็อตใหญ่จากลูกค้ากระเป๋าหนักกลุ่มใหม่ พนักงานเสิร์ฟหนุ่มหน้าตาตื่นตระหนกก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาหาเธอด้วยเนื้อตัวสั่นเทา
"เจ้าของร้านครับ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ!" พนักงานหนุ่มหอบหายใจถี่กระชั้น สีหน้าซีดเผือกราวกับเห็นผี
"มีอะไรอีก ทำไมต้องตกใจขนาดนั้น ลูกค้าโวยวายเรื่องอาหารเหรอ?" หลินฟางขมวดคิ้วถามอย่างสงสัย
"เปล่าครับ... ไม่ใช่ลูกค้าโวยวาย แต่..." พนักงานหนุ่มกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะชี้มือสั่นเทไปที่รถยนต์สีดำสนิทติดฟิล์มทึบปริศนาคันหรู ที่เพิ่งแล่นมาจอดนิ่งสนิทอยู่หน้าร้านอย่างเงียบเชียบ "มี... มีชายแต่งตัวภูมิฐานพร้อมบอดี้การ์ดสวมสูทชุดดำนับสิบคนก้าวลงจากรถครับ... และ... และบุคคลที่เดินนำหน้าลงมา... เขาบอกว่าเขาคือ 'เจ้าของที่ดินตัวจริง' ของตึกแถวทั้งแถบนี้ และเขามีคำสั่งเด็ดขาด... ให้ภัตตาคาร 'รสทิพย์ลอยฟ้า' ของเราปิดปรับปรุงและย้ายออกภายในสามชั่วโมงนี้ครับ!"
รอยยิ้มแห่งความสำเร็จบนใบหน้าของหลินฟางแข็งค้างในทันที โจวหานก้าวมาบังร่างภรรยาไว้โดยอัตโนมัติ พร้อมกับดวงตาคมกริบที่หรี่ลงอย่างอันตรายเมื่อประตูรถคันหรูเปิดออก เผยให้เห็นรองเท้าหนังขัดเงาและปลายชายเสื้อสูทราคาแพงก้าวลงมาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าพวกเขาทั้งคู่!
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงข้างและสนับสนุน "ไป๋เป่าเปาของแม่" มาจนถึงตอนนี้นะคะ!
คุณแม่ยุค 80 ขอหย่าแล้วพารวย•ตอนที่ 29
ความสำเร็จที่งดงาม
ผลงานโดย ไป๋เป่าเปาของแม่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เป่าเปาของแม่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณแม่ยุค 80 ขอหย่าแล้วพารวย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!