“แกบอกใครนะ... ว่าจะจับใคร?”
น้ำเสียงราบเรียบเย็นเยียบราวกับสายน้ำใต้ธารน้ำแข็งในฤดูหนาวดังขึ้นตัดหน้าบ้านสกุลหลิน ส่งผลให้กลุ่มคนที่กำลังจับกลุ่มนินทากันอย่างออกรสถึงกับสะดุ้งสุดตัว หลินฟางเงยหน้าขึ้นจากกะละมังไม้ที่เต็มไปด้วยแป้งสาลีสีขาวนวล ดวงตาคู่คมกวาดมองผู้มาเยือนด้วยรอยยิ้มบางเบาที่ไปไม่ถึงดวงตา วันนี้กลิ่นหอมของแป้งทอดและน้ำซุปกระดูกหมูที่เคี่ยวมาตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง ลอยฟุ้งกระจายไปทั่วรัศมีสามลี้ จนทำให้เหล่าเพื่อนบ้านผู้หิวกระหายอดไม่ได้ที่จะมารวมตัวกันที่หน้ากำแพงเตี้ยๆ นี้
และแน่นอนว่าหนึ่งในนั้นย่อมมีร่างท้วมของ ‘แม่สามีจาง’ ที่ยืนเท้าสะเอวหน้าบูดบึ้ง ดวงตาเล็กหยีจ้องมองหม้อดินเผาในครัวของหลินฟางด้วยความอิจฉาริษยาจนแทบจะพ่นไฟออกมาได้อยู่แล้ว
“ฮึ! หลินฟาง อย่ามาทำไขสือนะ!” แม่สามีจางแผดเสียงแหลมสูงจนไก่ในเล้าข้างบ้านตกใจบินกระพือปีกพับๆ “บ้านอื่นเขาอดอยากปากแห้งกันแทบตาย ข้าวในยุ้งฉางเหลือแค่ก้นถัง แต่ดูบ้านแกสิ! สามีเป็นแค่ทหารลาพักร้อน ส่วนแกก็แค่แม่ลูกอ่อนไร้ค่า ไฉนถึงมีเนื้อหมูสามชั้นชิ้นใหญ่เท่าใบหน้า แถมยังมีแป้งสาลีขาวสะอาดขนาดนั้นตุนไว้ทำอะไรตั้งมากมาย! บอกมานะว่าแกแอบไปขโมยของในคลังเสบียงของกองทัพ หรือว่าไปทำตัวสำส่อนแลกกับเงินสกปรกที่ไหนมา!”
คำพูดสาดโคลนอย่างไร้หลักฐานดังกล่าวดึงดูดสายตาอยากรู้อยากเห็นของชาวบ้านที่เดินผ่านไปมาให้หยุดยืนมุงทันที เสียงซุบซิบนินทาเริ่มดังขึ้นเป็นระลอกคลื่น หลายคนกวาดสายตามองบ้านหลินฟางด้วยความเคลือบแคลงสงสัย ยุค 80 เช่นนี้ ความอดอยากคือเรื่องคอขาดบาดตาย ใครที่มีกินมีใช้เกินหน้าเกินตา มักตกเป็นเป้าสายตาของความอิจฉาและข้อครหาเสมอ
หลินฟางไม่ได้แสดงท่าทีตื่นตระหนกหรือหวาดกลัวแม้แต่น้อย เธอนวดแป้งในมือต่อด้วยจังหวะสม่ำเสมอ เสียงแป้งกระทบกับกะละมังไม้ดัง ‘ตบ... ตบ...’ เป็นจังหวะราวกับกำลังตบหน้าคนปากพล่อยทีละฉาดอย่างเจ็บแสบ
“คุณแม่พูดจาให้เกียรติคนอื่นด้วยนะคะ” หลินฟางเงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่ายตรงๆ รอยยิ้มบนมุมปากช่างเย็นชาและทรงพลัง “เงินทองหรืออาหารเหล่านี้ ฉันหามาด้วยหยาดเหงื่อแรงกายของฉันเอง ไม่ได้ไปปล้นชิงหรือทำเรื่องต่ำทรามเหมือนที่ปากท่านพ่นออกมา หากท่านสงสัยนักว่าฉันเอาเงินมาจากไหน ทำไมไม่ลองใช้สมองคิดดูบ้างว่า การที่คนเราขยันขันแข็งตื่นแต่ตีสามมานึ่งหมั่นโถวขาย กับคนที่วันๆ เอาแต่นั่งนินทาชาวบ้านไปวันๆ ใครสมควรจะร่ำรวยกว่ากันคะ?”
“นัง... นังสะใภ้ตัวดี! แกกล้าดียังไงมาสั่งสอนฉัน!” แม่สามีจางหน้าดำคร่ำเครียดด้วยความโกรธเกรี้ยว นางพุ่งตัวเข้ามาหมายจะคว้าแขนหลินฟางเพื่อสั่งสอนให้หลาบจำ แต่ทว่า...
หมับ!
มือหนาใหญ่ราวกับคีมเหล็กคว้าจับข้อมือของแม่สามีจางไว้กลางอากาศอย่างแม่นยำ แรงบีบที่หนักหน่วงทำให้นางร้อง ‘โอ๊ย’ ออกมาด้วยความเจ็บปวด เมื่อเงยหน้าขึ้นสบตากับเจ้าของมือคู่นั้น ใบหน้าของนางก็ซีดเผือดลงทันที
โจวหานยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าภรรยา ดวงตาคมกริบดุจพญาอินทรีจ้องมองมารดาตนเองด้วยแววตาที่ไร้ซึ่งความอบอุ่นใดๆ ร่างกายกำยำในชุดเสื้อกล้ามสีเขียวขี้ม้าเผยให้เห็นมัดกล้ามเนื้อทรงพลังที่ผ่านการฝึกฝนอย่างหนักหน่วง บรรยากาศรอบตัวของนายทหารหนุ่มแผ่รังสีความกดดันออกมาจนผู้คนที่ยืนมุงอยู่โดยรอบต่างพากันถอยหลังไปคนละก้าวสองก้าวอย่างไม่รู้ตัว
“แม่ครับ” โจวหานเอמהขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแต่น่าเกรงขาม “ภรรยาผม ทำงานหาเงินด้วยลำแข้งตัวเอง ผมเป็นสามี ผมยังไม่ว่าอะไรสักคำ แล้วแม่มีสิทธิ์อะไรมาเที่ยวใส่ร้ายป้ายสีคนในครอบครัวผม?”
“ไอ้... ไอ้ลูกอกตัญญู!” แม่สามีจางตัวสั่นเทิ้มด้วยความโกรธและหวาดกลัว นางชี้หน้าบุตรชายสลับกับสะใภ้ “แก... แกเข้าข้างนังนี่จนหน้ามืดตามัวแล้วใช่ไหม! ดูมันสซิ ทำตัวอวดรวย กินดีอยู่ดีไม่เกรงใจชาวบ้านชาวช่องเขาเลย สักวันหน่วยตรวจสอบความประพฤติของคอมมูนต้องมาลากคอมันไปเข้าคุกฐานเป็น ‘พวกนายทุนน้อยจอมตะشع’ แน่!”
คำว่า ‘นายทุนน้อย’ ในยุคนี้เปรียบเสมือนป้ายประจานนักโทษเด็ดขาด ใครโดนข้อหานี้เข้าไปรับรองว่าอนาคตดับวูบและไม่มีทางลืมตาอ้าปากได้อีกเลย ชาวบ้านรอบข้างเริ่มส่งเสียงฮือฮากันอีกครั้ง ความกลัวต่ออำนาจรัฐทำให้หลายคนมองหลินฟางด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป
หลินฟางถอนหายใจเบาๆ เธอวางกะละมังแป้งลง ล้างมือให้สะอาดสะอ้านด้วยน้ำอุ่นในอ่างข้างๆ ก่อนจะก้าวเดินออกมาเผชิญหน้ากับแม่สามีจางด้วยท่าทีสง่างามและมั่นใจ ดวงตาสองข้างพราวระยับด้วยประกายแห่งความฉลาดเฉลียว
“คุณแม่พูดถูกแล้วค่ะเรื่องที่ว่า... สมัยนี้เราต้องระวังพวกฉวยโอกาส” หลินฟางกล่าวด้วยน้ำเสียงกังวานใส ชัดถ้อยชัดคำจนทุกคนเงียบเสียงลงเพื่อรอฟัง “แต่ก่อนที่ท่านจะกล่าวหาว่าฉันเป็นนายทุนน้อย ฉันว่าท่านควรเอาเวลาไปตรวจสอบความจริงเสียก่อนนะคะ ว่าแป้งขาวและหมูสามชั้นเหล่านี้ ฉันแลกมาด้วยอะไร”
หลินฟางหันไปหยิบบัตรปันส่วนและสมุดบันทึกการค้าเล็กๆ เล่มหนึ่งขึ้นมาโชว์ให้ทุกคนเห็นเด่นชัด “นี่คือใบอนุญาตค้าขายปลีกและใบเสร็จแลกเปลี่ยนผลผลิตทางการเกษตรที่ฉันนำสมุนไพรป่าที่หามาได้ไปส่งขายให้กับสหกรณ์ตำบลอย่างถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ ฉันไม่ได้ลักลอบค้าขายตลาดมืด และไม่ได้เบียดเบียนเสบียงของส่วนรวมแม้แต่น้อยนิด!”
ความเงียบกริบเข้าปกคลุมพื้นที่ชั่วขณะ ทุกสายตาเพ่งมองไปยังเอกสารในมือของหลินฟางอย่างพินิจพิจารณา ลายมือชื่อประทับตราแดงจากสหกรณ์การเกษตรนั้นเป็นของจริงแท้แน่นอน ไม่มีทางปลอมแปลงได้อย่างแน่นอน
แม่สามีจางอ้าปากค้าง ตาค้างเติ่ง พูดไม่ออกบอกไม่ถูก นางไม่เคยคาดคิดเลยว่านังสะใภ้ที่เคยโง่งอมคนนี้ จะฉลาดเป็นกรดและเตรียมการป้องกันตัวมาอย่างรัดกุมถึงเพียงนี้!
“ส่วนเรื่องที่บ้านฉันกินดีอยู่ดี...” หลินฟางกวาดสายตามองรอบตัว รอยยิ้มหวานหยดแต่เฉียบคมประดับอยู่บนใบหน้า “ก็เพราะสามีของฉันทำงานหนักเพื่อชาติ และตัวฉันเองก็รู้จักใช้สมองพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส หาเงินมาจุนเจือครอบครัวด้วยความสุจริต หากคุณแม่ว่างนัก... แทนที่จะมาคอยอิจฉาริษยาและหาเรื่องใส่ร้ายครอบครัวคนอื่น สู้เอาเวลาไปอบรมสั่งสอนลูกชายคนเล็กของท่านที่เอาแต่เที่ยวเตร่ไม่ยอมทำมาหากินเสียยังจะดีกว่านะคะ”
คำพูดตอกกลับอันเจ็บแสบนี้ทำเอาแม่สามีจางหน้าชาดิกราวกับถูกตบด้วยฝ่ามือไร้เงา นางทำท่าจะกรี๊ดร้องโวยวายต่อ แต่โจวหานกลับก้าวเท้าขวางหน้าภรรเอาไว้ พร้อมกับเอ่ยเสียงเย็นเยียบ
“ถ้าแม่ยังไม่หยุดสร้างความวุ่นวายที่นี่... ก็อย่าหาว่าผมไม่ยอมรับนับถือความเป็นแม่ก็แล้วกัน เชิญกลับไปครับ!”
สิ้นคำพูดเด็ดขาดของนายทหารหนุ่ม แม่สามีจางจำต้องกลืนก้อนสะอื้นลงคอด้วยความแค้นเคือง นางกระทืบเท้าเร่าๆ ก่อนจะหันหลังเดินหนีหายไปท่ามกลางสายตาสมเพชเวทนาของชาวบ้านละแวกนั้น
บรรยากาศความตึงเครียดค่อยๆ คลี่คลายลง ชาวบ้านที่มุงดูอยู่ต่างทยอยแยกย้ายกันไป แต่พวกเขาก็ยังคงแอบเหลียวหลังกลับมามองบ้านสกุลหลินด้วยความทึ่งและมุมมองใหม่ที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
หลินฟางพรูลมหายใจยาวออกมาอย่างโล่งอก ก่อนจะหันกลับมาสบตากับสามีรูปงามที่ยืนมองเธอด้วยแววตาอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ โจวหานเอื้อมมือหนามาปัดปอยผมที่หลุดลุ่ยออกจากใบหน้าของภรรยาอย่างทะนุถนอม สัมผัสอุ่นๆ นั้นทำให้หัวใจของหญิงสาวเต้นระรัวอย่างควบคุมไม่ได้
“เหนื่อยไหม?” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามแผ่วเบา
“ไม่เหนื่อยเลยค่ะ” หลินฟางยิ้มหวาน ตอบกลับด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า “มีสามีคอยเป็นโล่กำบังให้เท่ขนาดนี้ ต่อให้มีแม่สามีมาอีกสิบคน ฉันก็ไม่กลัวหรอกค่ะ”
โจวหานหัวเราะในลำคอเบาๆ เป็นเชิงเอ็นดู ก่อนที่เขาจะโน้มใบหน้าลงมาใกล้กระซิบข้างหูเธอด้วยน้ำเสียงพร่าระรัว “เรื่องจัดการคนนอกเธอเก่งมากแล้ว... งั้นคืนนี้ ปล่อยให้สามีคนนี้ ‘จัดการ’ เธอในเรื่องอื่นบ้างดีไหม?”
ใบหน้าของหลินฟางแดงก่ำขึ้นมาทันทีด้วยความเขินอาย เธอยกมือขึ้นตีอกแกร่งเบาๆ ไปหนึ่งทีแก้เขิน ก่อนจะหันหลังกลับไปเตรียมวัตถุดิบทำซาลาเปาไส้ทะลักต่อ กลิ่นหอมกรุ่นของเครื่องเทศและแป้งหมักเริ่มส่งกลิ่นยั่วยวนชวนน้ำลายสอไปทั่วทั้งบริเวณบ้านอีกครั้ง
ทว่า... ในขณะที่ความสุขสงบกำลังกลับคืนสู่ครอบครัวสกุลหลิน เสียงเคาะประตูด้านนอกก็ดังขึ้นอีกครั้งอย่างกะทันหัน... ก๊อก ก๊อก ก๊อก!
หลินฟางขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัย ใครกันที่จะมาหาพวกเขาในยามวิกาลเช่นนี้ โจวหานส่งสัญญาณมือให้ภรรยาหลบอยู่ข้างหลัง ก่อนที่เขาจะเดินไปเปิดประตูรั้วไม้อย่างระแวดระวัง
ร่างเงาสูงโปร่งในชุดเสื้อโค้ทกันหนาวสีเข้มยืนอยู่ภายใต้แสงไฟสลัวจากตะเกียงน้ำมัน ทันทีที่ประตูเปิดออก แขกผู้ไม่ได้รับเชิญก็ยกย่องมุมปากขึ้นเผยให้เห็นรอยยิ้มปริศนา พร้อมกับยื่นซองจดหมายสีน้ำตาลปิดผนึกตราประทับลับเฉพาะของทางการให้แก่โจวหาน
“ผู้กองโจว... ทางกองบัญชาการมีคำสั่งด่วนที่สุด ส่งตัวคุณกลับเข้าประจำการแนวหน้าทันที... และนี่คือรายชื่อ ‘เป้าหมาย’ ลับที่คุณต้องไปตรวจสอบ ซึ่งหนึ่งในนั้น... มีชื่อของภรรยาคุณรวมอยู่ด้วย”
--------------------------------------------------------------
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่อยู่เคียงข้างและสนับสนุน "ไป๋เป่าเปาของแม่" มาโดยตลอดนะคะ!
คุณแม่ยุค 80 ขอหย่าแล้วพารวย•ตอนที่ 14
เมื่อข่าวลือเริ่มลาม
ผลงานโดย ไป๋เป่าเปาของแม่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เป่าเปาของแม่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณแม่ยุค 80 ขอหย่าแล้วพารวย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!