กุนซือหญิงผู้ปิดแผ่นดินกับท่านอ๋องผู้ไร้ใจ•ตอนที่ 16

หมากเกมสุดท้ายที่ชายแดน

ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
กลิ่นอายจางๆ ของน้ำชาดอกเหมันต์ที่ยังไม่ทันเย็นสนิทบนโต๊ะไม้จันทน์ กลับถูกกลบด้วยกลิ่นคาวสนิมเหล็กและกลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวที่แผ่ออกมาจากร่างใต้หน้ากากอสูรของทูตพิเศษจากเมืองหลวง ราชโองการสีเหลืองทองประทับตราหยกมังกรถูกคลี่ออกอย่างเชื่องช้า ทว่าทุกอักษรที่ถูกอ่านออกเสียงกลับหนักหน่วงราวนำภูเขาไท่ซานมาทับลงบนบ่าของทุกคนในค่ายทหารแดนเหนือ ซูจิ่นเหยายังคงยืนตัวตรง อาภรณ์สีขาวปักลายเมฆาโบกสะบัดตามแรงลมที่ลอดผ่านหน้าต่างค่ายพักแรม ดวงตาหงส์คู่นั้นมิได้มีความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย มีเพียงประกายวาววับดั่งผิวน้ำในคืนเดือนมืดที่สะท้อนเงาของคมดาบ นางขยับพัดหยกในมือเบาๆ ราวกับกำลังประเมินน้ำหนักของหมากตาสำคัญที่ฮ่องเต้จิ้นจงทรงบรรจงวางลงบนกระดานนี้ "สมคบคิดกับกบฏแดนเหนือ..." เสียงหวานใสราวไข่มุกกระทบจานหยกเอื้อnนเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบงันที่กดดันจนแทบหยุดหายใจ รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากของกุนซือหญิง เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันแต่กลับงดงามจนน่าประหลาด "ฝ่าบาททรงปรีชาสามารถยิ่งนัก ทรงมองเห็นไกลถึงแดนรกร้างทุรกันดารนี้ ทั้งที่ข้าพเจ้า... เป็นผู้ถวายแผนยุทธศาสตร์พลิกสถานการณ์ให้กองทัพหลวงได้รับชัยชนะเมื่อสามวันก่อนแท้ๆ" ทูตพิเศษผู้ถือพระราชโองการแค่นเสียงหึในลำคอ ดวงตาภายใต้หมวกปีกกว้างจ้องมองนางด้วยแววตารังเกียจเดียดฉันท์ "บังอาจ! พระราชโองการคือประกาศิตแห่งโอรสสวรรค์ กุนซือซู เจ้ามีความผิดฐานกบฏ โทษทัณฑ์คือประหารเจ็ดชั่วโคตร จงคุกเข่ารับพระราชโองการและส่งตัวเข้าโซ่ตรวนเสียแต่โดยดี!" ทว่า ยังไม่ทันที่ทูตผู้นั้นจะก้าวเข้ามาประชิดตัว ร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะทมิฬของชินอ๋องเฟยหลงก็ก้าวมาขวางกั้นไว้ราวกับภูผา ม่านตาคมกริบดั่งพญาอินทรีคู่นั้นกวาดมองผู้มาเยือนด้วยรัศมีกดดันที่ทำเอาทูตหลวงถึงกับผงะถอยหลังไปสามก้าว บรรยากาศรอบตัวของท่านอ๋องผู้ไร้ใจเย็นเยียบราวน้ำแข็งพันปี อุณหภูมิในห้องลดฮวบลงจนลมหายใจกลายเป็นไอสีขาว "เปิ่นหวังยังยืนอยู่ตรงนี้..." น้ำเสียงทุ้มต่ำดั่งเสียงคำรามของพยัคฆ์หนุ่มดังลอดจากริมฝีปากที่เม้มเป็นเส้นตรง "ใครหน้าไหนกล้าแตะต้องคนของเปิ่นหวัง แม้แต่เส้นผมเดียวก็อย่าหวังจะได้กลับเมืองหลวงทั้งร่าง!" ทูตหลวงหน้าซีดเผือดด้วยความหวาดกลัว แต่ยังคงฝืนถืออำนาจของราชสำนักขึ้นมาอ้าง "ท่านอ๋อง! นี่คือพระราชโองการด่วนจากฮ่องเต้ หรือท่านคิดจะขัดราชโองการ ร่วมมือกับกบฏเสียเอง สมรู้ร่วมคิดกันเป็นกบฏแผ่นดิน ท่านก็รู้ว่าจุดจบคืออะไร!" "ราชโองการหรือ?" เฟยหลงแค่นหัวเราะ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขัน แต่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเสียงอสุนีบาต "ฮ่องเต้อยู่ไกลถึงหมื่นลี้ ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางของสนามรบ แต่กลับทรงหูเบาเชื่อคำยุยงของขุนนางกังฉิน บังคับให้ส่งตัวกุนซือผู้พลิกแผ่นดินมารับโทษประหาร... หากเปิ่นหวังยอมทำตาม คงเป็นกองทัพแดนเหนือต่างหากที่จะล่มสลาย!" จิ่นเหายื่นมือเรียวขาวดั่งหยกไปแตะเบาๆ ที่แขนเสื้อเกราะของชินอ๋อง นางสบตาเข้ากับนัยน์ตาที่เต็มไปด้วยเพลิงโทสะและห่วงใยของเขา ความอบอุ่นสายหนึ่งไหลซ่านเข้าสู่หัวใจที่ด้านชา แต่นางรู้ดีว่าเวลานี้ไม่ใช่เวลามาแสดงความอาลัยอาวรณ์ หมากตานี้... ฮ่องเต้ไม่ได้ต้องการแค่ชีวิตนาง แต่ต้องการบีบให้เฟยหลงเลือก ระหว่าง "ราชบัลลังก์และความจงรักภักดี" กับ "สตรีที่กุมหัวใจและกองทัพ" "ท่านอ๋อง... อย่าทรงกริ้วเลยเพคะ" จิ่นเหากล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่มั่นคงยิ่ง นางผละมือออกแล้วก้าวขึ้นมายืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับเขา ทอดสายตาไปยังทูตหลวงด้วยความเยือกเย็น "ในเมื่อฝ่าบาททรงมีรับสั่งให้จับกุมข้าพเจ้า หากข้าพเจ้าขัดขืน เท่ากับท่านอ๋องต้องกลายเป็นกบฏโดยสมบูรณ์ตามที่พวกมันต้องการ... ชัยชนะที่พวกเราแลกมาด้วยหยาดเหงื่อและเลือดเนื้อของทหารแดนเหนือจะสูญเปล่าทันที" "จิ่นเหยา! เจ้าหมายความว่าอย่างไร เจ้าจะยอมให้พวกมันคุมตัวไปหรือ?" เฟยหลงหันมามองนาง แววตาคู่นั้นสั่นระริกด้วยความเจ็บปวดที่ถูกปิดตายมานาน เขาไม่มีวันยอมสูญเสียคนสำคัญไปต่อหน้าต่อตาอีกเป็นครั้งที่สองเด็ดขาด "ข้าพเจ้ามิได้ยอมจำนนต่อความอยุติธรรมเพคะ..." จิ่นเหายิ้มละมุน รอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยสติปัญญาและความเด็ดเดี่ยว "แต่... 'เกม' นี้เพิ่งเริ่มต้นขึ้นต่างหาก ในเมื่อพวกมันอยากเล่นเกมอำนาจในราชสำนักนัก ข้าพเจ้าก็จะเดินทางไปเปิดโปงความเน่าเฟะของพวกมันถึงกลางท้องพระโรงด้วยตนเอง" นางหันไปเผชิญหน้ากับทูตหลวง ยื่นมือทั้งสองข้างออกไปอย่างสง่างาม "โซ่ตรวนอยู่ที่ใด นำมาเถอะ ข้าพเจ้าจะเดินทางร่วมกับท่าน... ไปยังเมืองหลวง" เสียงโซ่ตรวนเหล็กกระทบพื้นดังสนั่น คุกคามโสตประสาท แต่นางกลับก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างองอาจไร้ความเกรงกลัว ทว่า ในวินาทีที่ทูตหลวงกำลังจะหยิบกุญแจมือขึ้นมาสวมให้นางนั้น ประตูค่ายทหารที่ปิดสนิทก็ถูกถีบกระเด็นด้วยพลังภายในอันมหาศาลจนแตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ! ฝุ่นควันและละอองหิมะฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ ร่างของบุรุษในชุดคลุมยาวสีดำสนิท ปักลายหงส์เพลิงสีทองอร่ามก้าวเข้ามาอย่างช้าๆ ใบหน้าครึ่งบนสวมหน้ากากเงินสลักลายวิจิตร ทว่าดายตาคมกริบที่มองลอดออกมานั้นกลับเปี่ยมด้วยอำนาจเหนือผู้คน และสิ่งที่ทำให้ทุกคนในค่ายถึงกับอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง คือป้ายคำสั่งทองคำแท้ประดับหยกโลหิตที่ชูขึ้นสูงในมือของเขา "ไม่ต้องลำบากพากุนซือซูไปไหนทั้งสิ้น..." เสียงทุ้มกังวานดั่งระฆังทองคำก้องกังวานไปทั่วค่าย "เพราะนับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป พระราชโองการฉบับนั้น... ถูกยกเลิกโดย 'ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน' เช่นข้า!" ขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดื่มด่ำไปกับหมากเกมอำนาจอันเข้มข้นนี้ด้วยกันนะคะ
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงผู้ปิดแผ่นดินกับท่านอ๋องผู้ไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%