กลิ่นหอมจางๆ ของไม้กฤษณาและชาผู่เอ๋อร์ชั้นดีลอยวนอยู่ในค่ายพักแรมใหญ่กลางหุบเขาพยัคฆ์ ทว่าบรรยากาศกลับอึมครึมเสียจนแม้แต่เปลวไฟในเตาสำริดยังดูราวกับจะดับวูบลงได้ทุกเมื่อ
"แผนการขนเสบียงผ่านเส้นทางผาหมอกควัน... เจ้าเขียนมันขึ้นมาด้วยมือตนเองทั้งหมดอย่างนั้นหรือ กุนซือซู"
น้ำเสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามของพยัคฆ์หนุ่มในฤดูหนาวดังขึ้น ทะลุผ่านม่านกั้นสีนิลเข้ามา ชินอ๋องเฟยหลงประทับนั่งอยู่เบื้องหลังโต๊ะไม้จันทน์แดง พระเนตรคมกริบดั่งใบกระบี่เพิ่งผ่านการลับกำลังจดจ้องมองม้วนกระดาษยาวเหยียดในพระหัตถ์ แผนยุทธศาสตร์ที่ถูกเรียบเรียงขึ้นอย่างแยបยล ลายมือตัวอักษรจีนแบบร่างมาตรฐานที่หนักแน่นและงดงามราวกับลายเส้นของบุรุษผู้ทรงคุณวุฒิ ทว่าผู้ที่นั่งประสานมือสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้า กลับเป็นสตรีร่างระหงในอาภรณ์สีเทาอ่อนปักลายเมฆาเรียบง่าย
ซูจิ่นเหยาเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย นัยน์ตาดำขลับคู่สวยฉายแววราวกระจกเงาไร้ระลอกคลื่น นางมิได้สะดุ้งสะเทือนต่อแรงกดดันมหาศาลที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างสูงใหญ่ของแม่ทัพแดนเหนือผู้ขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหี้ยมแม้แต่น้อย
"เรียนท่านอ๋อง แผนการเส้นทางผาหมอกควันเป็นเส้นทางเดียวที่หลบเลี่ยงสายตาของหน่วยสอดแนมจากเมืองหลวงได้แนบเนียนที่สุดเพค่ะ แม้ระยะทางจะยาวไกลกว่าเดิมสามลี้ ทว่าปลอดภัยจากกองโจรและค่ายกลธรรมชาติ" เสียงหวานใสทว่าราบเรียบและมั่นคงเอ่ยตอบ โดยไม่มีร่องรอยของความหวาดกลัวเจือปน
เฟยหลงหรี่พระเนตรลงเล็กน้อย รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมพระโอษฐ์หนา
"ปลอดภัยจากกองโจร... แต่ข้าสงสัยยิ่งนักว่า เหตุใดสตรีที่เติบโตในห้องหออย่างเจ้า จึงล่วงรู้ถึงค่ายกลธรรมชาติประจำเขตชายแดนทิศเหนือ ซึ่งแม้แต่แม่ทัพผู้ผ่านศึกมาสิบปียังต้องใช้เวลาศึกษาแรมเดือน ยิ่งไปกว่านั้น..."
พระองค์ทรงโน้มพระวรกายไปเบื้องหน้า กลิ่นอายกดดันพุ่งเข้าประชิดตัวนางราวกับกรงเล็บพยัคฆ์ที่พร้อมจะตะปบเหยื่อให้แหลกคามือ
"...ลายมือสะกดรอยพู่กันนี้ เหตุใดจึงมีลักษณะการตวัดปลายที่คุ้นตานัก ราวกับว่าข้าเคยเห็นมันจาก... เอกสารลับของตระกูลซูที่ถูกกวาดล้างไปเมื่อสามปีก่อน"
หัวใจของซูจิ่นเหวากระตุกวูบไปชั่วขณะหนึ่ง ทว่าสีหน้าของนางยังคงรักษารอยยิ้มบางเบาไว้อย่างแนบเนียน นางยกมือขึ้นจัดชายแขนเสื้อเล็กน้อยเพื่อซ่อนปลายนิ้วที่เย็นเฉียบจากการคาดเดาอันเฉียบคมของบุรุษตรงหน้า
*ท่านอ๋องผู้นี้... ร้ายกาจและระแวดระวังสมคำร่ำลือจริงๆ*
"ท่านอ๋องทรงล้อเล่นแล้วเพค่ะ ตระกูลซูของหม่อมฉันเป็นเพียงพ่อค้าวาณิชย์และบัณฑิตผู้ต่ำต้อย จะมีเอกสารลับอันใดไปเทียบชั้นกับกองทัพแดนเหนือได้เล่า หม่อมฉันเพียงแต่ศึกษาตำราพิชัยสงครามจากหอตำราเก่าแก่ของบิดา และบังเอิญจดจำค่ายกลเหล่านี้ได้จากบันทึกการเดินทางเท่านั้น" ซูจิ่นเหยาเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบไร้ที่ติ ทว่าแววตาคู่สวยกลับสบตรงกับพระเนตรคมกริบของอีกฝ่ายอย่างไม่หลบเลี่ยง
เฟยหลงจ้องมองนางเนิ่นนาน ราวกับต้องการจะทะลวงเข้าไปในห้วงความคิดของสตรีลึกลับผู้นี้ ความสามารถของนางเกินกว่าจะเป็นเพียงกุนซือฝึกหัด ความเยือกเย็นของนางทำให้เขารู้สึกระแวงและสนใจในเวลาเดียวกัน ตั้งแต่จำความได้ มีน้อยคนนักที่จะกล้าสบตากับเขาตรงๆ โดยที่ม่านตาไม่ไหวระริกเช่นนี้
"หึ... บันทึกการเดินทางอย่างนั้นหรือ" เฟยหลงแค่นหัวเราะในลำพระโอษฐ์ พระหัตถ์หนาเอื้อมไปหยิบถ้วยชาเคลือบกระเบื้องสีเขียวหยกขึ้นมาหมุนเล่นช้าๆ "คนตระกูลซูล้วนถูกประหารชีวิตข้อหาสมรู้ร่วมคิดกับกบฏจนสิ้นโคตร แต่เหตุใดบุตรสาวคนรองผู้รอดชีวิตอย่างเจ้า ถึงได้ก้าวเข้ามาในค่ายทหารของข้า พร้อมกับแผนการทัพที่สมบูรณ์แบบราวกับเตรียมการมานานปีเช่นนี้เล่า ซูจิ่นเหยา... เจ้าซ่อนอะไรไว้ใต้รอยยิ้มนั้นกันแน่"
บรรยากาศภายในกระโจมพลันเย็นเยียบลงจนน่าขนลุก ทหารยามหน้ากระโจมยืนนิ่งราวก้อนหิน ขณะที่ภายใน ศึกสงครามประสาทระหว่างยอดกุนซือหญิงกับแม่ทัพผู้ไร้ใจกำลังดำเนินไปอย่างดุเดือดโดยไม่มีอาวุธใดๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง
ซูจิ่นเหยาลุกขึ้นยืนช้าๆ นางย่อกายทำความเคารพอย่างงดงามตามขนบธรรมเนียมโบราณ ทว่าแววตาฉายประกายความเย่อหยิ่งทระนงที่ซ่อนไว้อย่างแนบเนียน
"หากท่านอ๋องทรงระแวงแคลงใจในตัวหม่อมฉัน เกรงว่าพระองค์คงต้องใช้เวลาตรวจสอบอีกนานเพค่ะ แต่เวลานี้ กองทัพของฮ่องเต้จากเมืองหลวงกำลังเคลื่อนพลเข้ามาประชิดชายแดนแล้ว หากมัวแต่มานั่งจับผิดกุนซือตัวเล็กๆ เช่นหม่อมฉัน เกรงว่าทัพใหญ่ของพระองค์อาจจะไม่ทันได้ตั้งรับในศึกใหญ่ที่จะมาถึงในอีกสามวันข้างหน้านี้..."
คำพูดที่ตรงไปตรงมาและท้าทายอำนาจของเขา ทำให้พระเนตรของเฟยหลงวาวโรจน์ขึ้นด้วยความกริ้วปนทึ่ง ไม่มีสตรีหน้าไหนกล้ากล่าววาจาเช่นนี้กับเขามานานเท่าไหร่แล้ว? นังเด็กนี่ช่างกล้าดียิ่งนัก!
ก่อนที่เฟยหลงจะทันได้ตรัสสิ่งใดเพื่อกดดันนางต่อ เสียงฝีเท้าเร่งรีบของมหาดเล็กประจำกองบัญชาการก็ดังขึ้นจากด้านนอก ตามมาด้วยเสียงเคาะกระโจมรัวเร็วด้วยความตื่นตระหนก
"กราบทูลท่านอ๋อง! มี... มีพระราชโองการด่วนจากเมืองหลวงถูกส่งมาถึงคัพพักแรมแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
เฟยหลงชะงัก พระหัตถ์ที่กำลังถือถ้วยชาชะลอลงเล็กน้อย พระเนตรคมกริบละจากร่างของซูจิ่นเหยาไปมองที่หน้ากระโจมทันที ขณะที่ซูจิ่นเหยาเองก็พลอยนิ่งงัน หัวใจเต้นรัวขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุเมื่อได้ยินคำว่า 'พระราชโองการด่วน'
มหาดเล็กผู้ส่งสารวิ่งเข้ามาคุกเข่าลงกับพื้นด้วยความรีบร้อน สองมือชูหีบไม้ประทับตรามังกรทองคำขึ้นเหนือหัวด้วยความเคารพยำเกรง
"ทูลท่านอ๋อง... พระราชโองการฉบับนี้ มิได้ส่งมาจากฮ่องเต้จิ้นจงพ่ะย่ะค่ะ... แต่... แต่เป็นพระราชโองการลับจาก 'ไทเฮา' ซึ่งทรงระบุพระนามผู้รับพระราชทานโดยตรง..."
มหาดเล็กกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นประกาศชื่อด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
"...ทรงมีรับสั่งให้มอบแด่ 'กุนซือซูจิ่นเหยา' แต่เพียงผู้เดียวพ่ะย่ะค่ะ!"
ไป๋เหลียนฮวาขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในหมากเกมอำนาจนี้ด้วยกันนะคะ
กุนซือหญิงผู้ปิดแผ่นดินกับท่านอ๋องผู้ไร้ใจ•ตอนที่ 2
สายตาคมดุจกระบี่
ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงผู้ปิดแผ่นดินกับท่านอ๋องผู้ไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!