กุนซือหญิงผู้ปิดแผ่นดินกับท่านอ๋องผู้ไร้ใจ•ตอนที่ 3

ค่ายกลลวงตา

ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
เสียงกระแทกของตราประทับหยกดำลงบนโต๊ะไม้จันทน์แดงดังสนั่น ก้องกังวานไปทั่วพลับพลาบัญชาการที่อัดแน่นไปด้วยนายกองและแม่ทัพใหญ่กว่าสามสิบชีวิต บรรยากาศภายในห้องโถงเวลานี้ราวกับถูกแช่แข็งด้วยน้ำแข็งพันปี ไร้ซึ่งเสียงหายใจดังเล็ดลอด มีเพียงกลิ่นอายคาวเลือดและสนิมเหล็กจากสนามรบเมื่อยามเช้าที่ยังคงลอยอบอวล "เหลวไหลสิ้นดี!" แม่ทัพใหญ่ตระกูลสือตบโต๊ะลุกขึ้นยืน ดวงตาเบิกโพลงด้วยความโกรธเกรี้ยวจนเส้นเลือดปูดโปーンที่ขมับ เขาชี้หน้าสตรีร่างโปร่งในชุดคลุมผ้าไหมปักลายเมฆสีนิลที่ยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้า "ซูจิ่นเหยา เจ้าเป็นเพียงกุนซือหน้าใหม่ ไฉนจึงกล้าเอ่ยปากเสนอให้กองทัพหลักถอยร่นสามร้อยลี้โดยปราศจากการปะทะ! แคว้นเป่ยฮั่นยกทัพมาประชิดประตูเมืองด่านหน้าแล้ว หากเราถอย เท่ากับยกแผ่นดินบรรณาการให้พวกมันเหยียบย่ำเล่นอย่างนั้นหรือ!" ซูจิ่นเหยาไม่แม้แต่จะกะพริบตา นางเพียงยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบา ราวกับกำลังมองดูเด็กน้อยผู้ไร้เดียงสากำลังอาละวาด ความงามอันเยือกเย็นและสูงส่งของนางขับเน้นให้บรรยากาศรอบกายดูน่าเกรงขามขึ้นเป็นเท่าทวี อาภรณ์ปักดิ้นทองสะท้อนแสงไฟจากคบเพลิงวับแวมยามที่นางขยับกายเข้าใกล้แผนที่ภูมิประเทศขนาดใหญ่ที่ปูลาดอยู่กลางห้อง "ท่านแม่ทัพสือใจร้อนเกินไปแล้วนะคะ" น้ำเสียงของนางราบเรียบ ทว่าก้องกังวานและทรงอำนาจจนทำให้เสียงคัดค้านรอบด้านพลอยเงียบลงโดยปริยาย "ท่านมองเห็นเพียงทุ่งหญ้ากว้างใหญ่เบื้องหน้าที่ข้าศึกตั้งค่ายอยู่ แต่มองไม่เห็นสายน้ำใต้ดินที่กำลังกัดเซาะรากฐานของพวกเราเอง แคว้นเป่ยฮั่นส่งกองกำลังม้าเหล็กมาห้าหมื่นนาย รวดเร็วดุจพายุและดุดันดั่งอัสนีบาต หากเรายกพลเข้าปะทะตรงหน้า ย่อมเข้าทางค่ายกล 'เก้าอัคคีผลาญภพ' ที่พวกมันเตรียมรับมือไว้แล้ว การเอาชีวิตทหารนับหมื่นไปสังเวยให้ความใจร้อนของท่าน เป็นกลยุทธ์ที่โง่เขลายิ่งกว่าการเอาเนื้อไปป้อนสุนัขป่าเสียอีกค่ะ" "เจ้า!" สือหรานโกรธจนตัวสั่น ง้างมือหมายจะตบสั่งสอนสตรีสามหอฟากฟ้าผู้นี้สักฉาด แต่ยังไม่ทันที่ปลายนิ้วจะสัมผัสโดนชายผ้าคลุมของนาง คมดาบเล่มยาวก็พาดผ่านลำคอของเขาเสียก่อน พร้อมกับไอสังหารเยือกเย็นที่แผ่พุ่งมาจากบุรุษผู้ประทับนั่งอยู่บนเก้าอี้มังกรแกะสลักเบื้องบน ชินอ๋องเฟยหลงมิได้ปริปากตรัสสิ่งใด ดวงเนตรคมกริบดุจเหยี่ยวคู่นั้นกวาดมองแม่ทัพผู้ล่วงเกินด้วยแววตาดุจคมมีด พระหัตถ์ข้างที่สวมแหวนหยกอุ่นประทับนิ่งอยู่บนด้ามกระบี่ประจำพระองค์ ท่าทีนิ่งเงียบแต่กดดันจนผู้คนแทบหยุดหายใจ "ถอยดาบเถอะเพคะ ท่านอ๋อง" จิ่นเหยาเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานแต่มั่นคง นางหันไปสบตากับชินอ๋อง ชั่วขณะนั้นเองที่ความเข้าใจอันลึกซึ้งสายหนึ่งพาดผ่านระหว่างคนทั้งสอง โดยไม่ต้องเอื้อnวาจาใดให้มากความ เฟยหลงส่งสัญญาณด้วยหางตา องครักษ์เงาจึงเก็บดาบกลับเข้าฝักอย่างรวดเร็ว สือหรานทรุดฮวบลงคุกเข่าด้วยความหวาดกลัว เม็ดเหงื่อกาฬไหลโทรมกาย "กุนซือซู..." เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบ "ในเมื่อเจ้าคัดค้านแผนการเผชิญหน้า ย่อมต้องมีแผนการที่ดีกว่า จงแสดงให้เปิ่นหวางดูซิว่า แผนการรบที่เจ้ากล่าวถึง จะทำให้กองทัพเป่ยฮั่นสยบแทบเท้าได้อย่างไร" จิ่นเหยาโค้งกายคารวะอย่างงดงาม นางหยิบแท่งหยกขาวขึ้นมาเคาะเบา ๆ บนแผนที่จำลองบริเวณหุบเขาอัสดง "ทูลท่านอ๋อง ข้าพระบาทมิได้ให้กองทัพถอยเพื่อหนี แต่ถอยเพื่อ 'ล่อเสือออกจากถ้ำ' ต่างหากเล่าเพคะ" สายตาของทุกคนในห้องโถงจับจ้องมาที่นางเป็นตาเดียว จิ่นเหยาชี้ปลายนิ้วไปยังจุดยุทธศาสตร์สำคัญบนแผนที่ "แคว้นเป่ยฮั่นขึ้นชื่อเรื่องทหารม้าและความชำนาญในการรบภาคพื้นดินกว้างใหญ่ แต่พวกมันมีจุดอ่อนคือความหยิ่งผยองและเสบียงกรังที่ต้องขนส่งผ่านเส้นทางแคบ ๆ ของหุบเขาอัสดง หากเราแกล้งทำเป็นพ่ายแพ้ถอยร่น ถอนกำลังหลักออกจากค่ายหน้าทิ้งไว้เพียงค่ายกลลวงตาที่สร้างด้วยหุ่นฟางและธงทิวลวงตา พวกมันย่อมตายใจและเร่งกรีธาทัพเข้ามาปล้นค่ายด้วยความฮึกเหิม" นางหยุดเว้นจังหวะเล็กน้อย ดวงตากลมโตเป็นประกายเจิดจ้าด้วยความเจ้าเล่ห์ที่น่าหลงใหล "ในขณะที่ทัพหน้าของข่ายศึกติดพันอยู่กับการทำลายค่ายร้าง กองกำลังซุ่มโจมตีของพวกเราที่นำโดยท่านอ๋อง จะอ้อมไปปิดปากทางเข้าหุบเขา ตัดเส้นทางลำเลียงเสบียงและเส้นทางถอยทัพทั้งหมด จากนั้น..." จิ่นเหยารวบพัดในมือเข้าหากันเกิดเสียงดัง *แปะ* เบา ๆ รอยยิ้มงดงามราวกับบุปผาแรกแย้มปรากฏขึ้นบนเรียวปาก ทว่ากลับทำให้เหล่าแม่ทัพที่ได้ฟังถึงกับสันหลังวาบ "จากนั้น... เราจะปิดประตูตีแมว เผาเสบียงพวกมันให้หมดสิ้น และปล่อยให้ความหนาวเหน็บกับความหิวโหยจัดการที่เหลือเองเพคะ ไม่เสียกำลังพลแม้แต่ครึ่งนาย ก็สามารถสยบศัตรูแสนนายได้ นี่คือ 'ค่ายกลลวงตา' ที่แท้จริงที่ข้าพระบาทภูมิใจเสนอ" ความเงียบงันปกคลุมพลับพลาอีกครั้ง นานนับอัศดรที่ไม่มีใครกล้าหายใจดัง ก่อนที่ชินอ๋องเฟยหลงจะแย้มสร้อยพระ oษฐ์ออกมา เป็นรอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่ง—รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความพึง239ช23 ความชื่นชม และความลุ่มหลงที่ซ่อนเร้นไว้อย่างแนบเนียน "ดี!" สุรเสียงกังวานตบลงบนพนักเก้าอี้ "สมกับที่เป็นกุนซือที่เปิ่นหวางเลือกมาเอง แผนการนี้ เยือกเย็น เด็ดขาด และงดงามยิ่งนัก!" เหล่าแม่ทัพต่างก้มหน้ารับคำสั่งด้วยความตื่นตะลึงและยอมรับโดยดุษฎี ไม่มีใครกล้าปริปากคัดค้านอีกต่อไป ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังเปลี่ยนเป็นความฮึกเหิมในการเตรียมทำศึก ทหารยามหน้าค่ายก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาด้วยสภาพเนื้อตัวมอมแมมและรอยแผลเหวอะหวะ ล้มลงกราบแทบเท้าชินอ๋องด้วยความตื่นตระหนก "ทูล... ทูลท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" เฟยหลงขมวดคิ้วมุ่น "มีเรื่องอันใดรีบว่ามา" "กองทัพหลวง... พระราชโองการด่วนจากเมืองหลวงพ่ะย่ะค่ะ! ฮ่องเต้ทรงมีรับสั่ง... มีรับสั่งให้ปลดท่านอ๋องจากการเป็นแม่ทัพใหญ่แดนเหนือ และให้ส่งตัวกุนซือซูจิ่นเหยากลับไปรับโทษทัณฑ์ฐานกบฏ ณ เมืองหลวงทันทีพ่ะย่ะค่ะ!" สิ้นเสียงรายงานนั้น รัศมีอำนาจเย็นเยียบแผ่พุ่งออกจากร่างของชินอ๋องเฟยหลงจนอุณหภูมิในห้องลดฮวบลงทันตาเห็น บรรยากาศตึงเครียดถึงขีดสุดเมื่อราชโองการมรณะฉบับนี้ถูกส่งมาถึงมือในยามวิกาลเช่นนี้ ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางในหมากเกมอำนาจอันลึกล้ำนี้ด้วยกันนะคะ
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงผู้ปิดแผ่นดินกับท่านอ๋องผู้ไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%