กุนซือหญิงผู้ปิดแผ่นดินกับท่านอ๋องผู้ไร้ใจ•ตอนที่ 1

กลยุทธ์แฝงตัวในเงามืด

ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
กลิ่นอายคาวเลือดและสนิมเหล็กที่ลอยอบอวลอยู่เบื้องหน้า ย่อมชัดเจนกว่าคำเตือนใดๆ ในราชสำนัก ซูจิ่นเหยาปักปลายกระบี่ไม้ไผ่ลงบนพื้นดินแห้งผากของค่ายทัพเหนือ แรงกระแทกนั้นสะท้านขึ้นมาถึงฝ่ามือที่พันด้วยผ้าดิบเปื้อนคราบดินโคลน นางหอบหายใจแผ่วเบาภายใต้ชุดเกราะหนังหนาหนักที่ใหญ่เกินสัดส่วนสตรี ร่างกายที่เคยบอบบางและได้รับการทะนุถนอมในเรือนพักของตระกูลซู บัดนี้ถูกซ่อนเร้นไว้ภายใต้ร่มเงาของคราบเหงื่อไคลและฝุ่นตลบของสนามรบ ไม่มีใครในค่ายทัพเหนือแห่งนี้ล่วงรู้ว่า ‘พลทหารซู’ ผู้ไร้ชื่อเสียงเรียงนาม ซึ่งเพิ่งผ่านการคัดเลือกเข้ามาใหม่อย่างเฉียดฉิว แท้จริงแล้วคือบุตรีเพียงคนเดียวของมหาเสนาบดีซู ผู้ซึ่งถูกตราหน้าว่ากบฏ และถูกประหารชีวิตล้างตระกูลเมื่อสามเดือนก่อน "เจ้าเด็กหน้าอ่อนคนนั้น หลบไปให้พ้นทาง! อย่ามาเกะกะขวางทางเกวียนเสบียงของท่านแม่ทัพ!" เสียงตะคอกแหบห้าวพร้อมแรงกระแทกจากไหล่หนาของพลทหารร่างยักษ์ผู้หนึ่ง ทำให้ซูจิ่นเหยาต้องก้าวถอยหลังไปสองก้าว นางไม่ได้แสดงความโกรธเคือง หรือแม้แต่เงยหน้าขึ้นสบตา ดวงตาคู่หงส์ที่ซ่อนอยู่ใต้เงาหมวกเหล็กทอดมองต่ำด้วยความสงบเยือกเย็น มือเรียวที่ซุกอยู่ใต้แขนเสื้อกำเข้าหากันแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ ความเจ็บปวดนั้นช่วยเรียกสติ นางต้องอดทน... เพื่อล้างมลทินให้ตระกูล เพื่อทวงคืนความยุติธรรมจากฮ่องเต้จิ้นจงผู้หวาดระแวง และเพื่อเข้าใกล้เป้าหมายเดียวที่จะค้ำจุนแผ่นดินนี้ได้ นั่นคือ ‘ชินอ๋องเฟยหลง’ แม่ทัพใหญ่ผู้กุมอำนาจทหารครึ่งหนึ่งของแคว้น "ขออภัยพี่ใหญ่ ข้าน้อยน้อยประสบการณ์นัก" ซูจิ่นเหยาก้มศีรษะลงต่ำ ดัดเสียงให้ทุ้มต่ำและแหบแห้งคล้ายบุรุษวัยฉกรรจ์ พลทหารผู้นั้นแค่นเสียง "ฮึ" อย่างดูแคลน ก่อนจะเดินสะบัดก้นจากไปโดยไม่สนใจใยดี ท่ามกลางความวุ่นวายของการเตรียมกองกำลังรับมือศึกชายแดน สายตาคมกริบดั่งเหยี่ยวคู่หนึ่งบนหอสังเกตการณ์กลับกวาดมองลงมาหยุดนิ่งอยู่ที่ร่างผอมเกร็งในชุดเกราะเก่าคร่ำคร่า ชินอ๋องเฟยหลงประทับยืนนิ่งสงบ พระเนตรคมปลาบดูลึกล้ำและเยือกเย็นดั่งห้วงน้ำแข็งพันปี ฉลองพระองค์ชุดเกราะสีดำสนิทปักลายพยัคฆ์เงินสะท้อนแสงอาทิตย์ยามอัสดง ทรงทอดพระเนตรการเคลื่อนไหวของพลทหารใหม่ผู้นี้มาสักพักแล้ว ความผิดปกติบางอย่าง... ร่างกายที่ดูบอบบางเกินกว่าจะเป็นชายชาติทหาร ท่วงท่าการยืนที่แม้จะพยายามดัดให้โค้งงอ แต่กระดูกสันหลังกลับตั้งตรงสง่างามอย่างไร้ที่ติ "ท่านอ๋อง..." เสียงทุ้มต่ำขององครักษ์เงาคนสนิทดังขึ้นเบื้องพระพักตร์ "สายข่าวจากเมืองหลวงรายงานว่า มีความเคลื่อนไหวจากฝ่ายใน ฮ่องเต้ทรงส่งราชโองการลับมาเร่งรัดให้ท่านสรุปศึกครั้งนี้โดยเร็ว เกรงว่า... ฝ่ายนั้นอาจเริ่มสงสัยความจงรักภักดีของเราแล้วพ่ะย่ะค่ะ" เฟยหลงไม่แม้แต่จะชายตาแลม้วนสقราชโองการที่ยื่นมา พระโอษฐ์หยักลึกเม้มเป็นเส้นตรงอย่างเย้ยหยัน "ความจงรักภักดี? ฮ่องเต้ทรงหวาดระแวงแม้กระทั่งเงาของพระองค์เอง การศึกที่ชายแดนนี้จะจบลงเมื่อใด ข้าเป็นผู้กำหนด มิใช่ราชโองการกระดาษแผ่นเดียวในวังหลวง" "แต่ทว่า..." "จับตาดูพลทหารใหม่คนนั้นให้ดี" เฟยหลงตรัสตัดบท สายตายังคงไม่ละไปจากร่างของซูจิ่นเหยา "คนที่แฝงตัวเข้ามาในยามที่กองทัพกำลังระส่ำระสาย มีทั้งสายลับจากแคว้นศัตรู... หรือไม่ก็คนที่มีความแค้นฝังลึกจนยอมเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่" ในขณะเดียวกัน ซูจิ่นเหยาที่กำลังก้มหน้าจัดเรียงกองฟืนบริเวณคลังเสบียง นางรู้สึกได้ถึงความหนาแน่นของบรรยากาศรอบตัว ราวกับมีสายตาคู่หนึ่งกำลังจดจ้องทะลวงผ่านแผ่นหลังมา ความกดดันนี้ไม่ธรรมดา มันคือจิตสังหารอันเข้มข้นที่หล่อหลอมมาจากสนามรบจริง นางสูดลมหายใจเข้าลึก *เขารู้ตัวแล้วกระนั้นหรือ?* ยังไม่ทันที่นางจะได้ขยับตัวไปไหน เสียงฝีเท้าหนักแน่นอันเป็นเอกลักษณ์ก็หยุดลงตรงหน้า รองเท้าหนังปักลายมังกรทองโบราณที่ปรากฏขึ้นในระยะสายตา ทำให้ซูจิ่นเหยาต้องค่อยๆ เงยหน้าขึ้นช้าๆ ดวงตาคมปลาบดั่งพญาอินทรีย์ของชินอ๋องเฟยหลงจ้องมองลงมาที่นางอย่างพินิจพิเคราะห์ พระพักตร์หล่อเหลาคมคายไร้ซึ่งรอยยิ้ม เย็นชาจนน่าหวาดหวั่น ทว่ากลับทรงเสน่ห์สะกดสายตาผู้คนอย่างประหลาด "เจ้าชื่ออะไร พลทหารใหม่" สุรเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอמהถามก้องกังวาน ท่ามกลางความเงียบสงบที่พลอยเงียบตามไปด้วยของเหล่าทหารรอบบริเวณ ซูจิ่นเหยาหัวใจกระตุกวูบ แต่นางรวบรวมสติทั้งหมดที่มี คุกเข่าลงข้างหนึ่งตามธรรมเนียมทหาร ประสานมือคำนับโดยไม่หลบสายตา "ทูลท่านอ๋อง ข้าน้อย... 'ซูเหยา' พลังน้อยด้อยฝีมือ เพิ่งสมัครเข้ามารับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทพ่ะย่ะค่ะ" เฟยหลงโน้มพระวรกายลงมาเล็กน้อย พระเนตรหรี่แคบลงราวกับต้องการค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่ภายใต้คราบดินโคลนนั้น พระองค์ยื่นพระหัตถ์หนาออกไปหมายจะเชยคางของนางขึ้นเพื่อพิจารณาให้ถ่องแท้ ซูจิ่นเหยาตัวแข็งทื่อ สัญชาตญาณร้องเตือนให้นางถอยหนี แต่มันจะเผยพิรุธทันที ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เสียงฝีเท้าเร่งรีบของทหารม้าเร็วก็ดังแหวกอากาศเข้ามา พร้อมกับเสียงตะโกนที่ทำให้ทั่วทั้งค่ายต้องหยุดหายใจ "รายงาน! ท่านอ๋อง! มี... มีราชโองการด่วนที่สุดจากห้องพระเครื่องหลวง ส่งตรงถึงกองทัพแดนเหนือพ่ะย่ะค่ะ!" พระหัตถ์ของเฟยหลงชะงักค้างกลางอากาศ พระองค์ทรงผละสายตาจากซูจิ่นเหยาช้าๆ ก่อนจะรับม้วนสาส์นประทับตราหยกมังกรทองจากมือนายทหารด้วยสีหน้าเรียบเฉย เมื่อเฟยหลงคลี่กระดาษแผ่นนั้นออกอ่าน ดวงตาคู่คมที่เคยราบเรียบกลับไหววูบชั่วขณะ ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความมืดมิดดั่งพายุในยามค่ำคืน พระองค์ทรงเงยพระพักตร์ขึ้นช้าๆ สายตาที่ทอดมองกลับมาที่ซูจิ่นเหยาในครานี้... เต็มไปด้วยความหมายล้ำลึกที่ทำให้นางแทบหยุดหายใจ "ราชโองการฉบับนี้... สั่งให้ข้าจับกุมตัวบุตรีของอดีตมหาเสนาบดีซูผู้กบฏ ซึ่งข่าวกรองลับแจ้งว่านางกำลังหลบหนีปะปนเข้ามาในกองทัพแดนเหนือแห่งนี้" เฟยหลงแย้มพระโอษฐ์เล็กน้อย รอยยิ้มที่ไร้ซึ่งความอบอุ่นใดๆ "และโทษฐานซุกซ่อนกบฏ... มีค่าเท่ากับประหารเก้าชั่วโคตร" --- ไป๋เหลียนฮวาหวังว่าตอนนี้จะตรรึงหัวใจรี้ดเดอร์ทุกท่านไว้ได้นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงผู้ปิดแผ่นดินกับท่านอ๋องผู้ไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%