ปลายกระบี่สีนิลกาฬไร้เงาประกาย ทว่ากลับแผ่ไอสังหารเยียบเย็นเสียดกระดูกจนซูจิ่นเหยารู้สึกได้ถึงความด้านชาที่พาดผ่านผิวแก้ม นางไม่แม้แต่จะกะพริบตา ปล่อยให้เส้นผมสีดำสนิทเส้นหนึ่งขาดร่วงลงสู่พื้นพรมปักลายเมฆาช้าๆ ราวกับกาลเวลาในค่ายทหารรกร้างแห่งนี้หยุดนิ่งลงชั่วขณะ
"หมากตานี้ของเจ้า... ลึกซึ้งถึงขั้นยอมเอาชีวิตทหารนับพันในกองร้อยเสบียงมาเป็นเดิมพันเชียวหรือ ซูจิ่นเหยา"
น้ำเสียงของชินอ๋องเฟยหลงไม่ได้ตวาดก้อง แต่มันกลับต่ำลึกและเต็มไปด้วยร่องรอยของการถูกหักหลังจนหัวใจแทบแหลกสลาย นัยน์ตาคมกริบดั่งเหยี่ยวคู่นั้นจ้องมองนาง ราวกับต้องการจะกรีดลึกเข้าไปดูว่าเบื้องหลังรอยยิ้มเยือกเย็นและมันสมองที่ฉลาดเป็นกรดของยอดกุนซือหญิงผู้นี้ มีเศษเสี้ยวของความจริงใจเหลืออยู่บ้างหรือไม่
ซูจิ่นเหยาสูดลมหายใจเข้าลึก กลิ่นอายสนธยาและสนิมเหล็กคละคลุ้งอยู่ในโพรงจมูก นางไม่ได้ถอยหลังหนีคมกระบี่ที่จ่ออยู่ตรงลำห้วงหายใจแม้แต่น้อย ปลายนิ้วเรียวยาวที่ซ่อนอยู่ภายใต้แขนเสื้อกว้างกำเข้าหากันแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ เพื่อสะกดกลั้นความสั่นเทาจากความเจ็บปวดที่เขาไม่เคยล่วงรู้
"หากหม่อมฉันบอกว่า... นั่นไม่ใช่แผนการของหม่อมฉัน ท่านอ๋องจะทรงเชื่อสักครึ่งคำหรือไม่เพคะ" นางเอ่ยตอบ น้ำเสียงราบเรียบทว่าสั่นเครือเล็กน้อยในยามที่ประโยคสุดท้ายหลุดจากริมฝีปากที่ซีดเซียว
"เชื่อ? ให้ข้าเอาชีวิตของเหล่าทหารกล้าแดนเหนือ และความไว้วางใจที่มอบให้เจ้าไปเดิมพันกับคำแก้ตัวพะย่ะค่ะเช่นนั้นหรือ!"
เฟยหลงแค่นหัวเราะอย่างขื่นขม แววตาที่เคยมีแต่ความลุ่มหลงและเชื่อมั่นในตัวนาง บัดนี้กลับถูกแผดเผาด้วยเปลวเพลิงแห่งความโทสะและรอยร้าวที่ยากจะประสาน เขายกกระบี่ขึ้นอีกนิ้ว ปลายคมกริบแตะลงบนอาภรณ์ปักดิ้นทองบริเวณหัวใจของนางพอดี "หลักฐานการติดต่อลับกับสำนักมือสังหารของฮ่องเต้จิ้นจง... ตราหยกประจำตัวกุนซือที่ตกอยู่ในกองเพลิง... เจ้าจะอธิบายสิ่งเหล่านี้ว่าอย่างไร ซูจิ่นเหยา หรือว่าสมองอันปราดเปรื่องของเจ้ายังคิดข้อแก้ตัวไม่ทัน"
ความเข้าใจผิดที่ถักทอขึ้นจากหลักฐานอันแยบยลของฮ่องเต้จิ้นจง บัดนี้ได้กลายเป็นกำแพงสูงชันที่ขวางกั้นระหว่างคนทั้งสอง ดั่งเหวลึกที่ถูกขุดขึ้นด้วยเล่ห์กลทางการเมือง ซูจิ่นเหยามองสบตาบุรุษที่นางมอบหัวใจให้ทั้งดวง นางรู้ดีว่าหากอธิบายตอนนี้ ความลับเรื่องตระกูลซูที่ถูกใส่ร้ายและแผนการใหญ่ในการโค่นล้มฮ่องเต้ผู้โหดเหี้ยมจะรั่วไหล และนั่นจะนำภัยมาสู่ชีวิตของเฟยหลงเอง นางจึงเลือกที่จะเงียบ... ความเงียบที่เปรียบเสมือนการยอมรับในสายตาของเขา
"หากท่านอ๋องทรงคิดว่าหม่อมฉันเป็นคนทรยศ... เช่นนั้นก็ทรงลงมือเถفะค่ะ" ซูจิ่นเหยาเชิดหน้าขึ้น รอยยิ้มหยันผุดขึ้นที่มุมปากอย่างน่าเวทนา ดวงตากลมโตคู่สวยเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำตาที่นางพยายามกลั้นไว้ไม่ให้ร่วงหล่น "ชีวิตนี้ของซูจิ่นเหยา... อยู่รอดมาได้ด้วยความแค้น หากวันนี้ต้องดับสูญด้วยน้ำมือของท่านอ๋องผู้ไร้ใจ ก็ถือเสียว่า... เป็นเวรกรรมที่หม่อมฉันบังอาจอาจ องอาจมอบใจให้ผิดคน"
คำพูดนั้นราวกับสายฟ้าที่ฟาดผ่าลงกลางใจของเฟยหลง มือที่ถือกระบี่สั่นเทาอย่างควบคุมไม่อยู่ ความโกรธเกรี้ยวแปรเปลี่ยนเป็นความเจ็บปวดเสียดแท่นจนเขาแทบกระอักเลือด เขารักนาง... รักยิ่งกว่าชีวิต รักจนยอมทรยศต่อราชบัลลังก์เพื่อปกป้องนาง แต่วินาทีนี้ สิ่งที่เขาได้รับกลับเป็นการทรยศหักหลังอย่างเลือดเย็น
"เจ้ามันใจหิน... ใจดำยิ่งนัก!" เฟยหลงคำรามในลำคอ ดวงตาแดงก่ำด้วยพิษรักพิษแค้น เขาตวัดกระบี่กลับด้วยความเร็วปานสายฟ้า ฟาดด้ามกระบี่กระแทกเข้ากับเสาไม้สนด้านหลังร่างของนางจนแตกละเอียด เศษไม้กระจายเกลื่อน "ข้าขังสั่งกักบริเวณเจ้าไว้ที่เรือนชิงหลัน ห้ามผู้ใดเข้าออกเด็ดขาด จนกว่าข้าจะสืบความจริงให้ประจักษ์... อย่าได้คิดหนีเป็นอันขาด มิฉะนั้น ข้าจะไม่สนอีกต่อไปแล้วว่าเจ้าเคยเป็นใครในใจข้า!"
สิ้นคำประกาศิต ร่างสูงสง่าในชุดเกราะสีดำสนิทก็สะบัดกายเดินจากไปอย่างไม่เหลียวแล ทิ้งให้นางยืนอยู่ท่ามกลางความหนาวเหน็บของค่ำคืนในค่ายทหาร ลมหนาวพัดโชยกลีบดอกเหมยร่วงหล่นโปรยปราย ราวกับน้ำตาจากสรวงสวรรค์ที่ร่ำไห้ให้กับความรักที่เดินทางมาถึงทางตัน
ซูจิ่นเหยาทรุดตัวลงนั่งคุกเข่ากับพื้นพรมอย่างไร้เรี่ยวแรง หยาดน้ำตาเม็ดสุดท้ายหล่นกระทบหลังมือ รสชาติเค็มปร่าบาดลึกในความรู้สึก ทว่าในขณะที่ความมืดมิดกำลังจะกลืนกินสติสัมปชัญญะของนาง เสียงฝีเท้าฝ่าความเงียบอันคุ้นเคยก็ดังขึ้นที่หน้าต่างห้องพัก
เงาร่างหนึ่งในชุดดำสนิทลอบเร้นเข้ามาอย่างไร้สุ้มเสียง ก่อนจะโยนวัตถุบางอย่างลงตรงหน้าซูจิ่นเหยา
มันคือป้ายคำสั่งลับจากวังหลวง... และจดหมายลายมือของฮ่องเต้จิ้นจงที่ระบุแผนการขั้นเด็ดขาด
"คุณوหนูรีบหนีเถิดพะย่ะค่ะ..." เสียงกระซิบแหบพร่าจากเงาร่างนั้นเอ่ยขึ้นด้วยความร้อนรน "ฮ่องเต้ทรงส่งกองกำลังลับสามพันนายมาล้อมค่ายทหารแดนเหนือแล้ว... และเป้าหมายที่แท้จริงของพระองค์ มิใช่การจับกุมท่านอ๋อง แต่เป็นการสังหารท่านอ๋องให้ตายตกไปตามกัน ด้วย... พิษสลายโลหิตที่ท่านกุนซือทรงจัดเตรียมไว้!"
ดวงตาของซูจิ่นเหยาเบิกกว้างขึ้นทันที ความเหนื่อยล้าและความน้อยเนื้อต่ำใจถูกปัดเป่าหายไปในพริบตา นางพุ่งตัวคว้าจดหมายฉบับนั้นขึ้นมาอ่านด้วยมือที่สั่นเทา หัวใจหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่มเมื่อตระหนักได้ว่า...
*นี่คือแผนลวงซ้อนแผน ที่ถูกวางไว้เพื่อยืมมือเฟยหลงฆ่านาง และยืมมือนางฆ่าเฟยหลง!*
ยังไม่ทันที่นางจะได้เปล่งวาจาใดออกมา ประตูเรือนชิงหลันก็ถูกถีบพังกระเด็นด้วยพลังภายในอันรุนแรง ร่างของรองแม่ทัพหลินก้าวเข้ามาพร้อมทหารองครักษ์นับสิบชีวิต ใบหน้าของเขาเปื้อนยิ้มเยือกเย็นน่าสะพรึงกลัว ในมือถือถ้วยกระเบื้องเคลือบสีขาวบริสุทธิ์ที่มีไอความร้อนลอยกรุ่น ส่งกลิ่นหอมหวานชวนเลี่ยนของยาพิษไร้ลักษณ์
"ท่านอ๋องทรงมีพระบัญชาครั้งสุดท้าย..." รองแม่ทัพหลินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงไร้ความปรานี พลางก้าวเข้ามาใกล้ร่างที่ไร้ทางสู้ของกุนซือหญิง "เพื่อความสงบสุขของค่ายทหารแดนเหนือ... ขอให้ท่านกุนซือซู ดื่มยาพิษถ้วยนี้เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ด้วยเถิดพะย่ะค่ะ"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามการเดินทางอันเข้มข้นนี้ไปพร้อมกับไป๋เหลียนฮวา แล้วเรามาลุ้นบทต่อไปด้วยกันนะคะ
กุนซือหญิงผู้ปิดแผ่นดินกับท่านอ๋องผู้ไร้ใจ•ตอนที่ 13
ดาบที่ชี้เข้าหากัน
ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงผู้ปิดแผ่นดินกับท่านอ๋องผู้ไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!