เสียงปรบมืออึกทึกกึกก้องดั่งอสนีบาตฟาดยังไม่น่าสะพรึงกลัวเท่าความเงียบงันที่แผ่ซ่านมาจากลานประลองทิพย์ สำนักกระบี่เมฆาคาราวานวันนี้ถูกปกคลุมด้วยม่านพลังปราณระดับก่อเกิดฟ้าดินที่ถูกกางขึ้นโดยเหล่าผู้วิสุทธิ์อาวุโส แรงกดดันมหาศาลนี้เพียงพอที่จะทำให้ศิษย์สายในกระอักเลือดได้ หากปราศจากจิตวิญญาณที่แข็งแกร่งพอ
"ผู้ใดที่คิดจะถอนตัวจากการประลองประจำปี จงก้าวถอยหลังไปสามก้าว ณ บัดนี้!"
เสียงประกาศิตของผู้อาวุโสคลังยุทธดังก้องกังวานไปทั่วหุบเขา ทว่าไม่มีแม้แต่เงาร่างเดียวที่เคลื่อนไหว ทุกสายตานับหมื่นคู่ต่างพุ่งเป้าไปที่ใจกลางลานหินอัคนี ที่ซึ่งป้ายไม้ลงทะเบียนนับพันถูกกองรวมกันดั่งภูเขาเลากา ทว่าสายตาส่วนใหญ่ หาได้มองดูยอดฝีมือจากตระกูลใหญ่ไม่... พวกเขากำลังรอคอยการปรากฏตัวของ 'เศษสวะ' ที่บังaniอาจสร้างคลื่นใต้น้ำเมื่อการประลองรอบคัดเลือกปีก่อน
ในมุมหนึ่งของลานพิธี ใต้ร่มเงาของต้นท้อพันปี เซียนจื่อหยวน ยืนสงบนิ่งในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ปักลายเมฆาเหมันต์ รัศมีเย็นเยียบแผ่ออกจากร่างจนเหล่าศิษย์รอบข้างต้องถอยห่างไปโดยปริยาย นางไม่ได้สนใจเสียงเซ็งแซ่รอบกาย ดวงเนตรหงส์คู่คมกริบจับจ้องไปยังทางเดินหินแคบๆ ที่ทอดยาวมาจากเรือนพักศิษย์ปลายแถว
ลมหายใจของนางเบาราวกับสายหมอก แต่หัวใจกลับเต้นผิดจังหวะเล็กน้อยยามเมื่อคิดถึงเหตุการณ์เมื่อคืน... รอยกระบี่ที่ปรากฏบนหน้าผาหลังสำนัก รอยกระบี่ที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณอันเย่อหยิ่งและโดดเดี่ยวไร้ผู้ต่อต้านนั้น มีเพียงคนเดียวในใต้หล้าที่สามารถตวัดมันขึ้นมาได้
"หลี่เฟย... เจ้าคิดจะทำอะไรกันแน่" นางพึมพำกับตนเอง ริมฝีปากบางเฉียบเม้มเข้าหากันอย่างใช้ความคิด
ทันใดนั้น บรรยากาศรอบลานประลองก็พลันเย็นเยียบลงอย่างไร้สาเหตุ ไอหมอกสีครามจางๆ ลอยคว้างขึ้นจากพื้นหิน อุณหภูมิที่ลดฮวบลงอย่างรวดเร็วทำให้หยาดน้ำค้างบนใบหญ้ากลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งในพริบตา ฝูงชนที่กำลังส่งเสียงจอแจพลันเงียบเสียงลงโดยมิได้นัดหมาย ทุกสายตาหันขวับไปมองยังเบื้องทางเดินนั้นพร้อมกัน
ร่างโปร่งในชุดศิษย์นอกสำนักสีเทาเก่าคร่ำคร่าก้าวเท้าเดินออกมาอย่างช้าๆ ทุกย่างก้าวของเขาดูเชื่องช้า ทว่ากลับมั่นคงราวกับขุนเขาที่ไม่มีวันพังทลาย หลี่เฟยไม่ได้พกพาศาสตราวุธใดๆ ติดกาย แม้แต่กระบี่ไม้ไผ่ธรรมดาที่เขาเคยใช้ก็ยังไร้เงา ดวงตาสนธยาคู่นั้นราบเรียบไร้ระลอกคลื่น ราวกับมองมดปลวกและเซียนสวรรค์ด้วยสายตาเดียวกัน
ความกดดันที่แผ่ออกมาจากตัวของหลี่เฟยในยามนี้ แม้แต่ผู้อาวุโสที่นั่งอยู่บนอัฒจันทร์สูงยังต้องขมวดคิ้วมุ่น นี่มิใช่กลิ่นอายของขอบเขตหลอมรวมปราณขั้นที่ห้าอย่างที่ใครๆ ลือกัน แต่มันคือความว่างเปล่า... ความว่างเปล่าที่น่าสะพรึงกลัวราวกับหลุมดำที่พร้อมจะกลืนกินทุกสรรพสิ่ง
"นั่น... หลี่เฟยจริงๆ หรือ?" ศิษย์สายในคนหนึ่งอุทานออกมาด้วยความตกตะลึง ใบหน้าซีดเผือดโดยไม่รู้ตัว "ทำไมข้าถึงรู้สึกหายใจไม่ออกยามที่มองหน้าเขาเล่า?"
"อย่าเหลวไหล!" ศิษย์พี่ผู้ควบคุมการลงทะเบียนแค่น้ำเสียงฮึดฮัด แม้ในใจจะหวั่นไหวไม่แพ้กัน "ก็แค่ศิษย์ปลายแถวที่โชคดีรอดตายมาจากหุบเขาอสูร อย่าได้ตื่นตูมไป!"
หลี่เฟยเดินมาหยุดยืนตรงหน้าโต๊ะลงทะเบียน ป้ายไม้สีดำสนิทถูกโยนลงบนโต๊ะไม้จนเกิดเสียงดังทึบ *ตุบ*
"ข้า... หลี่เฟย ขอลงทะเบียนเข้าร่วมประลองกระบี่ชิงตำแหน่งศิษย์สายใน" น้ำเสียงของเขาราบเรียบและกังวานใส ทว่ากลับสะท้อนก้องอยู่ในจิตใจของทุกคน ราวกับมันถูกจารึกไว้ด้วยกระบี่
ผู้ดูแลการลงทะเบียนกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก มือที่ยื่นออกไปหยิบป้ายไม้สั่นเทาเล็กน้อย เขารีบประทับตราอักขระลงบนป้ายก่อนจะส่งคืนให้อย่างลิบลน "ห... เรียบร้อย เจ้าได้หมายเลขแปดร้อยเก้าสิบห้า ประลองในรอบแรกที่สนามทิศประจิม"
หลี่เฟยรับป้ายไม้มาถือไว้เฉยๆ เขากวาดสายตามองไปรอบลานประลอง ปะทะเข้ากับสายตาคู่หนึ่งที่จ้องมองมาอย่างไม่วางตา... เซียนจื่อหยวน
นางมองเขาด้วยแววตาที่ซับซ้อนเกินกว่าจะหยั่งถึง มีทั้งความห่วงใย ความเคลือบแคลงสงสัย และความคาดหวังที่ถูกเก็บซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากแห่งความเย็นชา หลี่เฟยเพียงแค่เหลือบมองนางแวบหนึ่ง มุมปากหยักขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบาที่ยากจะคาดเดา ก่อนจะเดินเบี่ยงตัวไปยังเขตสนามประลองทิศประจิมโดยไม่เอื้อMเอ่ยคำใดออกมาอีก
"บังMอาจนัก!" เสียงคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยวพุ่งทะยานมาจากอัฒจันทร์ฝั่งตะวันออก ม่อเฉิน ศิษย์เอกสายในผู้ครองฉายา 'กระบี่เพลิงโลกันต์' ยืนขึ้นเต็มความสูง ร่างกายแผ่ไอความร้อนระอุออกมาจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยว เขากำดาบยาวในมือแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน "ไอ้สวะต่ำต้อย กล้าเมินเฉยต่อหน้าข้าผู้เป็นศิษย์พี่ใหญ่สายในเช่นนั้นรึ!"
ม่อเฉินเกลียดชังหลี่เฟยเข้ากระดูกดำ ตั้งแต่เหตุการณ์เมื่อปีก่อนที่หลี่เฟยปฏิเสธที่จะก้มหัวให้เขา แถมยังทำให้เขาเสียหน้าต่อหน้าเซียนจื่อหยวน บัดนี้เมื่อเห็นไอ้สวะผู้นี้กลับกล้าเสนอหน้ามาลงทะเบียนประลองอีกครั้ง ความแค้นที่สุมอกมานานนับปีก็ระเบิดออกราวกับภูเขาไฟ
"ม่อเฉิน เจ้าใจเย็นก่อน การประลองยังไม่เริ่ม" ผู้อาวุโสข้างกายเอ่ยเตือน
"ท่านผู้อาวุโส โปรดอนุญาตให้ข้าสั่งสอนมันในรอบคัดเลือกนี้เถอะครับ!" ม่อเฉินประสานมือคารวะด้วยความเคารพจอมปลอม "ข้าจะทำให้มันรู้ว่า ระหว่างฟ้ากับเหว... มันต่างกันอย่างไร!"
ในขณะเดียวกัน ที่สนามประลองทิศประจิม หลี่เฟยยืนหลับตาลงอย่างสงบ ท่ามกลางเสียงโห่ร้องและเสียงดูถูกเหียดหยามจากรอบด้านที่ดังระงมขึ้นเรื่อยๆ เขารู้ดีว่าวันนี้จะต้องมีเลือดนอง และกระบี่ในมือของศิษย์สำนักนี้คงกระหายที่จะลิ้มรสความตาย
ทันใดนั้น เสียงฆ้องสำนักก็ดังสนั่นหวั่นไหว เป็นสัญญาณเริ่มต้นการประลองรอบคัดเลือกอย่างเป็นทางการ!
คู่ต่อสู้ของหลี่เฟยในรอบแรกก้าวขึ้นมาบนลานหินด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม มันคือศิษย์สายในขั้นหลอมรวมปราณขั้นที่เจ็ด นามว่า 'เกาเทียน' ผู้ขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหี้ยมในการใช้กรงเล็บกระดูกมาร
"ฮ่าๆๆ หลี่เฟย เจ้าหนูโชคดี วันนี้ข้าจะหักแขนขาทั้งสองข้างของเจ้า ให้สมกับที่บังอาจมาเหยียบย่ำลานประลองที่สูงส่งแห่งนี้!" เกาเทียนคำรามลั่น พลังปราณสีดำทมิฬพวยพุ่งออกจากร่าง รูปร่างของมันขยายใหญ่ขึ้นจนน่ากลัว กรงเล็บแหลมคมถูกเคลือบด้วยพิษร้ายแรงที่ส่งกลิ่นเหม็นเน่าคละคลุ้ง
หลี่เฟยค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ ดวงตาสนธยาคู่นั้นมิได้มีความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย มีเพียงประกายแสงสีทองจางๆ ที่ลากยาวผ่านม่านตา ประดุจเทพเจ้าที่กำลังทอดพระเนตรมดปลวกกำลังดิ้นรน
เขายกมือขึ้นช้าๆ นิ้วชี้และนิ้วกลางประสานเข้าหากันเป็นกระบี่ดัชนีอย่างไร้รูปแบบ
"เจ้า... รนหาที่ตายเองนะ!" เกาเทียนแผดเสียงลั่น ทะยานร่างพุ่งเข้าใส่หลี่เฟยด้วยความเร็วปานสายฟ้า กรงเล็บมارพุ่งตรงไปยังลำคอของหลี่เฟยหมายปลิดชีพในกระบวนท่าเดียว
เสียงรอบสนามเงียบกริบลงในเสี้ยววินาที ทุกคนต่างกลั้นหายใจรอชมภาพที่หลี่เฟยจะถูกฉีกกระชากเป็นชิ้นๆ
ทว่า... ก่อนที่กรงเล็บนั้นจะสัมผัสโดนเสื้อผ้าของหลี่เฟย ร่างของหลี่เฟยก็พลันเลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอย!
"อะไรกัน! ความเร็วนั่นมันอะไรวะ!" เกาเทียนเบิกตากว้างด้วยความตกใจขีดสุด สัญชาตญาณดิบเตือนภัยอันตรายถึงชีวิต มันรีบพลิกตัวกลับหลังเพื่อป้องกัน ทว่า... สายเกินไปเสียแล้ว
ปลายดัชนีที่เย็นเยียบราวน้ำแข็งขั้วโลกแตะเบาๆ ที่กลางหน้าผากของเกาเทียน เสียงกระซิบแผ่วเบาดั่งเสียงยมจากขุมนรกดังขึ้นข้างหูมัน
*"วิถีกระบี่ของเจ้า... มันช่างตื้นเขินและน่าสมเพชเสียจริง"*
สิ้นเสียงนั้น ออร่ากระบี่อันไร้ลักษณ์นับพันสายก็ระเบิดออกมาจากปลายนิ้วของหลี่เฟย พุ่งทะลวงผ่านร่างของเกาเทียนในพริบตาโดยที่ไม่มีใครมองทันแม้แต่เงา!
เกาเทียนแข็งค้างกลางอากาศ ร่างทั้งร่างปกคลุมไปด้วยรอยร้าวสีทองอร่าม ก่อนที่เลือดสดๆ จะพวยพุ่งออกมาจากทวารทั้งเจ็ด และ...
*เคร้ง!* ร่างของเกาเทียนทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้นหิน สติสัมปชัญญะดับวูบลงทันทีท่ามกลางความตกตะลึงพรึงเพริดของฝูงชนนับหมื่นที่อ้าปากค้างจนแทบกลืนกินกำปั้นได้
ทว่า ก่อนที่เสียงฮือฮาจะทันได้ระเบิดออก ท้องฟ้าเหนือสำนักกระบี่เมฆาคาราวานก็พลันมืดครึ้มลงอย่างกะทันหัน เมฆสีดำทะมึนก่อตัวหมุนวนเป็นรูปพายุหมุนขนาดยักษ์ สายฟ้าสีม่วงเข้มฟาดผ่าลงมาที่ยอดเขาหลักอย่างไร้ปรานี แรงกดดันระดับขอบเขตจิตวิญญาณสวรรค์กดทับลงมาจนเหล่าผู้อาวุโสถึงกับทรุดฮวบลงกับพื้น
และในวินาทีวิกฤตนั้นเอง เงาร่างในชุดคลุมสีดำสนิทผู้หนึ่งก็ก้าวออกมาจากรอยแยกมิติกลางอากาศ พร้อมกับเสียงหัวเราะเย็นเยียบที่สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งปฐพี
"ฮ่าๆๆ... หลี่เฟย หลานรักของข้า ในที่สุดเจ้าก็ยอมใช้วิชานี้สินะ!"
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านห้วงมิติอันลึกล้ำนี้ไปด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
--- *หมึกทองคำข้ามภพ*
เซียนผู้ถูกลืมกับศิษย์พี่หญิงที่คอยตามรังควาน•ตอนที่ 9
ประกาศศักดางานประลอง
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนผู้ถูกลืมกับศิษย์พี่หญิงที่คอยตามรังควาน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!