เซียนผู้ถูกลืมกับศิษย์พี่หญิงที่คอยตามรังควาน•ตอนที่ 10

ไร้พลังแต่ไร้พ่าย

ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
เสียงลมหายใจของฝูงชนนับพันในสนามประลองหยกขาวพลันเงียบงันลง ราวกับถูกหัตถ์ไร้รูปของปรมาจารย์เซียนบีบรัดลำคอไว้จนสิ้น “หลี่เฟย… ขึ้นประลอง!” เสียงประกาศก้องของผู้อาวุโสคุมกฎดังกังวานก้องหุบเขาเมฆาอัสนี ทว่าร่างของบุรุษหนุ่มชุดคลุมสีเทาเก่าคร่ำคร่ากลับมิได้ขยับเขยื้อนด้วยความตื่นตระหนก เขาก้าวเดินอย่างเชื่องช้า ท่าทางเกียจคร้านราวกับกำลังเดินเล่นในสวนหลังบ้าน มากกว่าจะเผชิญหน้ากับการประลองคัดเลือกศิษย์สายในที่เดิมพันด้วยความเป็นความตาย บนอัฒจันทร์ฝั่งประธาน เซียนจื่อหยวน ในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ปักลายเมฆาเหมันต์ นั่งนิ่งสงบดั่งรูปสลักหยก ดวงเนตรคู่คมกริบดุจกระบี่น้ำแข็งจับจ้องทุกย่างก้าวของหลี่เฟย นางไม่แม้แต่จะกะพริบตา ความรู้สึกซับซ้อนบางอย่างระลอกแล้วระลอกเล่าตีวนอยู่ในอก นางรู้ดีว่าหลี่เฟยในยามนี้ไร้ซึ่งรากปราณสวรรค์ ขอบเขตพลังอยู่ในระดับที่เรียกว่าขยะแห่งสำนัก แต่เหตุใดเล่า… แววตาคู่นั้นจึงยังคงสงบนิ่งราวกับมหาสมุทรที่ลึกจนหยั่งไม่ถึง? “ฮ่าๆๆ! ดูศิษย์พี่รองสิ ส่งขยะไร้ค่าเช่นนี้ขึ้นมาเป็นกระสอบทรายให้ศิษย์น้องสิบเอ็ดแห่งยอดเขาอัสนีคำรามหรือ?” เสียงหัวเราะเยาะหยันดังขึ้นจากมุมหนึ่งของลานประลอง ผู้ที่ก้าวขึ้นสู่ลานหยกขาวก่อนคือ 'เฟิงอวี้' อัจฉริยะรุ่นเยาว์ผู้ครอบครองวิชา ‘อสุนีบาตทะลวกลึก’ ปราณสีม่วงเข้มแผ่ซ่านออกจากร่างจนมิติรอบตัวบิดเบี้ยว รัศมีพลังกดดันแผ่ขยายปกคลุมไปทั่วสารทิศ ศิษย์หลายคนถึงกับต้องถอยร่นด้วยความหวาดกลัว หลี่เฟยหยุดยืนห่างจากคู่ต่อสู้ราวสามจั้ง เขามองเฟิงอวี้ด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ราวกับกำลังมองมดปลวกตัวหนึ่งที่กำลังดิ้นรนอยู่บนพื้นดิน “เจ้าเด็กเหลือขอ เจ้ากล้าดียังไงถึงมองข้าด้วยสายตาเช่นนั้น! วันนี้ข้าจะใช้กระบี่นี้บดขยี้กระดูกทีละชิ้นของเจ้า!” เฟิงอวี้คำรามลั่นด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ถูกเมินเฉย ชักกระบี่เหล็กไหลประกายสายฟ้าออกจากฝัก แสงสว่างจ้าบาดตาพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า เมฆดำทะมึนเริ่มก่อตัวขึ้นเหนือลานประลองตามจิตสังหารที่รุนแรงของเขา *เปรี้ยง!* อัสนีบาตฟาดผ่าลงมากลางลานประลอง ร่างของเฟิงอวี้หายวับไปจากจุดเดิมด้วยความเร็วสูงยิ่งกว่าพายุหมุน ในเสี้ยววินาทีนั้น เสียงอุทานด้วยความตกใจดังระงับจากเหล่าผู้อาวุโส วิชาตัวเบา ‘ย่างก้าวอสุนีบาต’ ของเฟิงอวี้บรรลุถึงขั้นสมบูรณ์แบบแล้ว ต่อให้เป็นผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมรวมลมปราณขั้นสูงก็ยังยากที่จะรับมือตรงๆ ทว่า หลี่เฟยยังคงยืนนิ่ง ปล่อยให้สายลมกรรโชกพัดชายเสื้อคลุมโบกสะบัด ในห้วงเวลาที่คมกระบี่สีม่วงกำลังจะพุ่งทะลวงเข้ากลางอกของหลี่เฟย ระยะห่างเพียงไม่ถึงลมหายใจ โลกทั้งใบราวกับถูกดึงให้หมุนช้าลงในสายตาของอดีตมหาเทพ *ความเร็วระดับนี้… ช้าเกินไป* หลี่เฟยขยับตัวเพียงเล็กน้อยอย่างเรียบง่าย ไม่มีเสียงคำรามกึกก้อง ไม่มีออร่าพลังปราณตระการตา เขาก้าวเท้าซ้ายออกไปด้านข้างครึ่งนิ้ว หลบคมกระบี่ที่พุ่งมาด้วยความเร็วแสงได้อย่างเฉียดฉิวราวกับปาฏิหาริย์ ปลายกระบี่ของเฟิงอวี้เฉียดผ่านเนื้อผ้าบริเวณหัวไหล่ไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด “อะไรกัน?!” เฟิงอวี้เบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก วิชาที่มั่นใจนักหนากลับพลาดเป้าอย่างเหลือเชื่อ ก่อนที่เฟิงอวี้จะทันได้ดึงกระบี่กลับ หลี่เฟยก็ยกมือขึ้น นิ้วชี้และนิ้วกลางประกบติดกันเป็นรูปดัชนีอย่างไร้การปรุงแต่ง ปลายนิ้วอาบไล้ด้วยแสงสีทองจางๆ ที่ซ่อนเร้นความน่าสะพรึงกลัวเอาไว้ถึงขีดสุด เขาดีดนิ้วลงเบาๆ ที่สันกระบี่ของอีกฝ่าย *ติ๊ง!* เสียงใสดังกังวานราวกับเสียงระฆังโบราณ ทว่าแรงสะท้อนกลับมหาศาลมหาศาลระดับพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินกลับพุ่งทะลวงผ่านตัวกระบี่เข้าสู่แขนของเฟิงอวี้ในพริบตา *กรอบแกลบ!* เสียงกระดูกแขนหักละเอียดดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ เฟิงอวี้หน้าซีดเผือด เลือดสดๆ พุ่งทะลักออกจากปาก ร่างกายกระเด็นลอยละลิ่วราวกับว่าวขาดสายป่าน ก่อนจะกระแทกพื้นสนามประลองอย่างรุนแรงจนศิลาหยกขาวแตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมลานประลองอีกครั้ง… แต่มันไม่ใช่ความเงียบแบบเดิม มันคือความเงียบงันที่เกิดจากความหวาดผวาถึงขีดสุด ไม่มีใครมองเห็นกระบวนท่าเมื่อครู่! ไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่าหลี่เฟยใช้เคล็ดวิชาใด! ชัยชนะเกิดขึ้นและจบลงภายในลมหายใจเดียว ด้วยการเคลื่อนไหวที่เรียบง่ายที่สุด ไร้จุดบอดที่สุด และเด็ดขาดที่สุดสมชื่อ ‘ไร้พลังแต่ไร้พ่าย’ บนอัฒจันทร์ เซียนจื่อหยวนพลันผุดลุกขึ้นยืนโดยไม่รู้ตัว ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย หัวใจของนางเต้นระรัวราวกับกลองศึก ความรู้สึกเย็นเยียบแล่นริ้วไปตามกระดูกสันหลัง นางจ้องมองแผ่นหลังอันผอมบางของหลี่เฟยด้วยความรู้สึกที่ไม่อาจหาคำใดมาบรรยายได้ *วิชาดัชนีเมื่อครู่… มันคือวิชาสลายปราณดาราเก้าสวรรค์ที่สูญหายไปเมื่อหมื่นปีก่อนไม่ใช่หรือ? เหตุใด… เหตุใดคนผู้นี้จึงฝึกฝนมันจนบรรลุถึงแก่นแท้ที่แม้แต่บรรพบุรุษของสำนักยังทำไม่ได้?* ก่อนที่ความโกลาหลและความตกตะลึงของผู้คนจะทันได้ปะทุขึ้น ผู้อาวุโสคุมกฎกำลังจะประกาศผลการประลอง ร่างเงาสودทมิฬสายหนึ่งก็พุ่งแหวกอากาศลงมากลางลานประลองด้วยแรงกดดันระดับขอบเขตหลุดพ้นปุถุชน! พลังปราณสีดำทมิฬแผ่ขยายออกเป็นวงกว้าง พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่บาดลึกถึงวิญญาณดังสะท้อนก้องฟ้า “ฮ่าๆๆ ช่างเป็นศิษย์ปลายแถวที่ซ่อนคมเล็บไว้อย่างล้ำลึกนัก! น่าสนใจ… น่าสนใจยิ่งนักหลี่เฟย เจ้าทำให้ข้า ‘มู่หรงเฟิง’ ผู้นี้รู้สึกคันไม้คันมือขึ้นมาแล้วกระมัง!” ร่างของชายหนุ่มในชุดคลุมยาวสีดำสนิท ปักลายหัวกะโหลกอสูรปรากฏขึ้นขวางหน้าหลี่เฟย แววตาของเขาเต็มไปด้วยจิตสังหารที่รุนแรงและกระหายเลือด ป้ายคำสั่งศิษย์สายในระดับสูงที่เอวบ่งบอกสถานะอันน่าสะพรึงกลัว—เขาคือหนึ่งในสิบยอดฝีมือแห่งยอดเขาอสูรโลหิต! สถานการณ์พลิกผันในชั่วพริบตา ศัตรูที่แท้จริงและทรงพลังกว่าก้าวเข้ามาท้าทายกลางคัน หลี่เฟยค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตากับมู่หรงเฟิง มุมปากของเขายกย่องขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นชาที่ไร้ซึ่งความหวาดกลัวแม้แต่น้อย… และในวินาทีที่เขากำลังจะก้าวเท้าออกไปนั้นเอง เสียงกระซิบแผ่วเบาแต่เยือกเย็นดุจน้ำแข็งก็ดังขึ้นจากด้านหลังของเขา “หลี่เฟย… ถอยไป คนผู้นี้… เป็นของข้า” ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งใจให้มหากาพย์บทนี้เติบโตไปด้วยกันนะครับ — หมึกทองคำข้ามภพ
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนผู้ถูกลืมกับศิษย์พี่หญิงที่คอยตามรังควาน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%