"ข้าคิดว่าสุนัขรับใช้ที่สำนักกระบี่เมฆาคล้อยส่งมา จะมีฝีมือสูงส่งกว่านี้เสียอีก ที่แท้ก็เป็นได้เพียงแค่เศษสวะที่อาศัยบารมีตระกูลใหญ่เพื่อเหยียบย่ำผู้อื่นเท่านั้นเองสินะ"
น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยรัศมีกดดันอันน่าสะพรึงกลัวดังขึ้น ท่ามกลางซากปรักหักพังของลานฝึกยุทธฝั่งตะวันตก หลี่เฟยยืนสงบนิ่งราวกับรูปสลักหินหยกปราณ มือข้างหนึ่งไขว้หลังไว้ ส่วนมืออีกข้างถือกระบี่เหล็กไร้คมที่ชุ่มโชกไปด้วยโลหิตอุ่นๆ ของยอดฝีมือขั้นหลอมรวมลมปราณจากสำนักพันธมิตร
เบื้องหน้าของเขาคือร่างไร้ลมหายใจของไป๋อี้หนาน คุณชายรองแห่งตระกูลไป๋ ผู้ซึ่งได้รับขนานนามว่าเป็นอัจฉริยะในรอบร้อยปีของสำนักพันธมิตรหกสาย ทว่าบัดนี้กลับนอนจมกองเลือด ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวและไม่อยากเชื่อว่าตนเองจะต้องมาจบชีวิตลงด้วยกระบวนท่าเดียวของศิษย์ปลายแถวที่ผู้คนต่างตราหน้าว่าไร้รากฐาน
ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วบริเวณ มีเพียงเสียงลมหายใจแผ่วเบาของเหล่าศิษย์สำนักเดียวกันที่แอบหลบอยู่หลังแนวหินอัคคี พวกเขาต่างเบิกตากว้างจนแทบถลน ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด เหตุการณ์เมื่อครู่เกิดขึ้นเร็วเกินกว่าที่สมองจะประมวลผลทัน ไป๋อี้หนานผู้เกริกไกร บุกมาท้าทายถึงถิ่นเพื่อกดดันสำนักกระบี่เหมันต์ แต่กลับถูกหลี่เฟยสังหารอย่างไร้ทางสู้ ราวกับเด็กน้อยที่กำลังท้าทายพยัคฆ์ร้ายในป่าลึก
"หลี่... หลี่เฟย เจ้าบังอาจสังหารคุณชายไป๋! เจ้าสร้างหายนะครั้งใหญ่หลวงให้แก่สำนักเราแล้ว!" เสียงสั่นเครือของผู้อาวุโสเงาเพลิงดังขึ้นจากมุมมืด เขาเป็นหนึ่งในผู้อำนวยการทดสอบที่แอบมาดูเหตุการณ์ แต่กลับไม่กล้าแม้แต่จะก้าวขาออกมาช่วยชีวิตไป๋อี้หนาน เนื่องจากแรงกดดันจากจิตสังหารของหลี่เฟยนั้นหนักหน่วงราภูเขาถล่มทับร่าง
หลี่เฟยมิได้หันกลับไปมอง เขาเพียงแค่สะบัดกระบี่เบาๆ คราบโลหิตสีชาดก็สลายกลายเป็นละอองไอสีขาวบริสุทธิ์ ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวสยายปีกกวาดมองไปยังขอบฟ้าไกลโพ้น ที่ซึ่งกลุ่มเมฆหมอกสีดำทะมันทอดยาวเข้ามาปกคลุมยอดเขา สัมผัสได้ถึงจิตปราณอันแข็งแกร่งนับสิบสายที่กำลังพุ่งทะยานเข้ามาด้วยความเร็วสูง
"หายนะหรือ..." หลี่เฟยแค่นหัวเราะในลำคอ น้ำเสียงทุ้มต่ำสะท้อนก้องกังวานในโสตประสาทของทุกคน "พวกมันเหยียบย่ำเกียรติของสำนักเรามานานเท่าไหร่แล้ว ถ้าข้าไม่แสดงให้พวกมันเห็นว่ากระบี่ของสำนักกระบี่เหมันต์ไม่ได้มีไว้ให้ผู้ใดมาเหยียบย่ำตามอำเภอใจ เกรงว่าพวกมดปลวกเหล่านี้คงจะลืมไปแล้วกระมังว่า บนโลกใบนี้ยังมีกฎแห่งฟ้าดินที่ไม่อาจล่วงเกิน"
ทันใดนั้นเอง มิติเบื้องบนก็พลันบิดเบี้ยว ท้องฟ้าที่เคยกระจ่างใสกลับถูกย้อมด้วยสีเลือด อสนีบาตสายใหญ่ฟาดผ่าลงมากลางลานฝึก แรงระเบิดสั่นสะเทือนปฐพีจนศิษย์หลายคนล้มพับลงไปกองกับพื้น เงาร่างนับสิบปรากฏขึ้นกลางอากาศ แต่ละคนแผ่กลิ่นอายพลังระดับแก่นแท้ลมปราณขั้นสมบูรณ์ กดดันจนอากาศรอบบริเวณแทบกลายเป็นสุญญากาศ
ผู้นำกลุ่มคือชายชราในชุดคลุมสีทองปักลายพยัคฆ์เมฆา ดวงตาสีฟ้าครามคมปลาบราวกับมองทะลุปรุโปร่งทุกสรรพสิ่ง เขาคือ 'จ้าวเทียนหลง' ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักพันธมิตรหกสาย ผู้มีฉายา 'กระบี่ทะลวังสวรรค์'
จ้าวเทียนหลงกวาดสายตาลงมาเบื้องล่าง ก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ที่ร่างไร้ลมหายใจของไป๋อี้หนาน รัศมีฆ่าฟันพวยพุ่งออกจากร่างของเขาอย่างบ้าคลั่ง อุณหภูมิรอบตัวลดฮวบลงจนหยาดน้ำค้างกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็ง
"บังอาจนัก!" เสียงคำรามของจ้าวเทียนหลงสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งหุบเขา แรงกดดันระดับแก่นแท้ลมปราณขั้นสูงกดทับลงมาบนร่างของหลี่เฟยโดยตรง "เจ้าเด็กสามหาว กล้าดียังไงถึงสังหารผู้สืบทอดตระกูลไป๋ และยังกล้าท้าทายอำนาจของสำนักพันธมิตร คุกเข่าลงรับโทษทัณฑ์เสีย มิฉะนั้นวันนี้สำนักกระบี่เหมันต์แห่งนี้จะถูกลบชื่อออกจากแผนทยุทธภพ!"
แรงกดดันระดับนี้ หากเป็นศิษย์ทั่วไปคงกระดูกแหลกสลายกลายเป็นจุลไปแล้ว แต่หลี่เฟยกลับยืนหยัดอย่างมั่นคงราวกับขุนเขา สองเท้าปักหลักแน่นลงบนพื้นหิน กระบี่ในมือส่งเสียงร้องครางฮึงๆ ราวกับตื่นเต้นที่จะได้ดื่มกินเลือดของยอดฝีมือ
ในเสี้ยววินาทีที่ความตึงเครียดพุ่งสูงถึงขีดสุด ประตูหินโบราณของตำหนักหลักก็เปิดออกอย่างช้าๆ
สายลมหนาวเหน็บพัดพาเกล็ดหิมะโปรยปรายลงมาปกคลุมทั่วบริเวณ ร่างระหงในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ปักลายดอกเหมันต์ก้าวเดินออกมาอย่างสง่างาม ใบ่างงดงามล่มเมืองแต่เย็นชาดุจน้ำแข็งพันปี 'เซียนจื่อหยวน' ศิษย์พี่หญิงใหญ่ หรือผู้ครองฉายา 'เซียนกระบี่เหมันต์' ปรากฏกายขึ้นแล้ว ดวงตาคู่คมกวาดมองไปยังจ้าวเทียนหลงด้วยแววตาที่ว่างเปล่าไร้ซึ่งความหวั่นเกรง
"ผู้อาวุโสจ้าว กล่าววาจาใหญ่โตเกินไปกระมัง สำนักกระบี่เหมันต์ของเรา แม้จะตกต่ำลงตามกาลเวลา แต่ก็มิใช่สถานที่ที่สุนัขรับใช้จากสำนักอื่นจะมาเห่าหอนประกาศิตได้ตามใจชอบ"
เสียงหวานใสแต่เย็นเยียบราวน้ำแข็งขั้วโลกเอ่ยขึ้น ทว่ายังไม่ทันที่จ้าวเทียนหลงจะได้โต้ตอบ เซียนจื่อหยวนก็หันกลับมามองหลี่เฟยด้วยสายตาที่ซับซ้อนยากจะหยั่งถึง แววตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความประหลาดใจ ความเป็นห่วง และประกายแสงบางอย่างที่แม้แต่ตัวนางเองก็ยังไม่เข้าใจ
จ้าวเทียนหลงหัวเราะลั่นด้วยความโกรธเกรี้ยว "ดี! ดีมาก! ในเมื่อพวกเจ้าศิษย์อาจารย์อยากรarะร่วมลงโลงเดียวกันนัก วันนี้ข้า... จ้าวเทียนหลง จะใช้กระบวนท่า 'อัสนีทลายภพ' ส่งพวกเจ้าทั้งคู่ไปลงนรกพร้อมกัน!"
สิ้นเสียงคำราม แสงกระบี่สีทองเจิดจ้านับพันสายก็พุ่งแหวกอากาศเข้าประชิดตัวหลี่เฟยและเซียนจื่อหยวนในพริบตา ความเร็วระดับนี้รวดเร็วยิ่งกว่าความคิด เร็วจนไม่มีผู้ใดในสำนักกล้าแม้แต่จะส่งเสียงร้องเตือน
หลี่เฟยหรี่ตาลง รอยยิ้มเยียบเย็นปรากฏขึ้นที่มุมปาก เขาเอื้อมมือไปกุมด้ามกระบี่แน่น ปราณกระบี่โบราณที่หลับใหลมานานนับพันปีค่อยๆ Lล็ดลอดออกมาจากร่าง ประหนึ่งมังกรยักษ์ที่กำลังลืมตาตื่นจากห้วงนิทราอันยาวนาน
ทว่า... ในจังหวะความเป็นความตายที่คมกระบี่สีทองกำลังจะพุ่งทะลวงร่างของเขานั้นเอง แผ่นดินเบื้องล่างก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรงยิ่งกว่าเดิม หลุมอุกกาบาตขนาดยักษ์เปิดออกที่ใจกลางหุบเขา พร้อมกับเสียงคำรามกึกก้องที่ทำเอาวิญญาณของทุกคนแทบหลุดออกจากร่าง
กลิ่นอายพลังอันเก่าแก่และน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าจ้าวเทียนหลงนับร้อยเท่าพวยพุ่งขึ้นมาจากใต้พิภพ พร้อมกับเงาร่างของใครบางคนที่ก้าวเดินขึ้นมาจากความมืดมิด... คนผู้มาใหม่เอ่ยประโยคหนึ่งขึ้นมาเบาๆ แต่กลับทำให้สีหน้าของยอดฝีมือสำนักพันธมิตรทั้งหมดเปลี่ยนเป็นซีดขาวในทันที!
"กล้าดีอย่างไร... ถึงมารบกวนการจำศีลของข้าผู้นี้"
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนผลงานด้วยดีเสมอมานะครับ
หมึกทองคำข้ามภพ
เซียนผู้ถูกลืมกับศิษย์พี่หญิงที่คอยตามรังควาน•ตอนที่ 11
ศัตรูจากสำนักพันธมิตร
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนผู้ถูกลืมกับศิษย์พี่หญิงที่คอยตามรังควาน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!