"หากเจ้ายังคงโคจรพลังปราณด้วยจังหวะที่เกร็งเกินไปเช่นนี้ เคล็ดวิชาสุริยันจันทราประสานคงได้ย้อนกลับมาเผาผลาญเส้นชีพจรของเจ้าจนมอดไหม้เป็นแน่..."
น้ำเสียงราบเรียบเย็นเยียบดุจธารน้ำแข็งใต้หุบเขาพันปีเอ่ยขึ้น ท่ามกลางความเงียบงัดของรัตติกาลที่กระจายตัวอยู่ทั่วลานหินอัคคี ศิษย์พี่หญิงเซียนจื่อหยวนยืนสง่านิ่งอยู่เบื้องหลังร่างของหลี่เฟย ปลายเท้าของนางแทบไม่สัมผัสพื้น อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ปลิวไสวไปตามกระแสลมปราณรอบกายที่แผ่พุ่งออกมาราวกับคลื่นระลอกยักษ์
หลี่เฟยไม่แม้แต่จะหันกลับไปมอง เขายังคงหลับตาลงตั้งสติ ควบคุมลมหายใจเข้าออกให้สอดคล้องกับจังหวะการเต้นของหัวใจ ทว่าเม็ดเหงื่อกาฬที่ผุดพรายขึ้นตามไรผมและลำคอระหงกลับฟ้องชัดถึงความยากลำบากในการรองรับเคล็ดวิชาคู่อันล้ำลึกนี้
"ข้าไม่ได้เกร็ง..." หลี่เฟยตอบกลับด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบไม่แพ้กัน "แต่ข้ากำลังฝืนกดข่มกลิ่นอายความหยิ่งยโสของเคล็ดกระบี่ที่หลงเหลืออยู่ในตันtianต่างหาก หากข้าไม่ทำเช่นนั้น เกรงว่าพลังหยินหยางในตัวเราคงได้ปะทะกันจนระเบิดแหลกเป็นจุลไปเสียก่อน"
จื่อหยวนขมวดคิ้วเรียวงามเล็กน้อย ดวงเนตรคู่คมกริบดั่งกระบี่วิเศษกวาดมองแผ่นหลังที่เต็มไปด้วยร่องรอยการผ่านศึกของชายหนุ่ม นางก้าวเท้าเข้ามาใกล้ขึ้นอีกก้าวหนึ่ง จนกลิ่นอายความเย็นบริสุทธิ์จากร่างของนางผสมผสานเข้ากับกลิ่นจางๆ ของไม้กฤษณาบนตัวของหลี่เฟยอย่างแนบเนียน
มือเรียวดั่งหยกขาวของเซียนสาวเอื้อมออกไปแตะลงบนแผ่นหลังของหลี่เฟยอย่างแผ่วเบา ทันทีที่ปลั๊กผิวเนื้อสัมผัสกัน กระแสพลังปราณเย็นเยือกแต่ทรงพลังมหาศาลก็ไหลทะลักผ่านฝ่ามือเข้าสู่ร่างของหลี่เฟยราวกับสายธารแห่งดาราจักร
"อย่าขัดขืน ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ปล่อยให้จิตสำนึกของเจ้าล่องลอยไปกับแสงจันทร์..." คำสั่งของนางนุ่มนวลขึ้นเล็กน้อย แต่มันเต็มไปด้วยอำนาจกดดันที่ไม่อาจปฏิเสธได้
หลี่เฟยสูดลมหายใจเข้าลึก เขาเลือกที่จะปิดเปลือกตาลงอีกครั้งและมอบความไว้วางใจทั้งหมดให้กับสตรีผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยไล่ล่าเขาจนสุดหล้า แต่วันนี้กลับมายืนเคียงบ่าเคียงไหล่ท่ามกลางเงาจันทร์เพื่อถ่ายทอดพลังอันเป็นความลับสูงสุดของสำนัก
แสงจันทร์สีนวลสาดส่องลงมายังลานหินอัคคี สะท้อนเงาร่างของคนทั้งสองทับซ้อนกันราวกับภาพวาดพู่กันจีนอันวิจิตรตระการตา ปราณหยาดฟ้าและปราณปฐพีรอบด้านเริ่มหมุนวนเป็นเกลียวพายุขนาดย่อม ลมหายใจของทั้งคู่ประสานเป็นหนึ่งเดียว ท่วงทำนองแห่งการบำเพ็ญเพียรดำเนินไปอย่างดุเดือดและเงียบงันในเวลาเดียวกัน
วิชาคู่ หรือที่เรียกขานกันในนาม 'วิถีกลมกลืนหยินหยาง' ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะฝึกฝนให้สำเร็จ มันคือการหลอมรวมจิตวิญญาณและความรู้สึกนึกคิดเข้าด้วยกันอย่างแท้จริง ทุกย่างก้าวของการโคจรพลังทำให้ทั้งคู่ล่วงรู้ถึงความลับและบาดแผลในอดีตของกันและกัน
ในห้วงความคิดของหลี่เฟย ภาพอดีตชาติอันรุ่งโรจน์แต่โดดเดี่ยวในฐานะมหาเทพผู้ถูกลืมเลือนผุดขึ้นมาอีกครั้ง ความเย็นชาที่เขาใช้ห่อหุ้มจิตใจมานานนับพันปีค่อยๆ ถูกละลายด้วยความอบอุ่นอันแปลกประหลาดที่แผ่ซ่านมาจากฝ่ามือของจื่อหยวน แต่นั่นก็ทำให้หัวใจของเขาสั่นคลอนอย่างรุนแรง พลังปราณในร่างเกิดอาการปั่นป่วนขึ้นมาทันที
"อึก..." หลี่เฟยครางต่ำในลำคอ เลือดสีสดสายหนึ่งไหลซึ่มออกจากมุมปากของเขา
"เจ้าใจร้อนเกินไปแล้ว หลี่เฟย!" จื่อหยวนอุทานด้วยความตกใจ ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย นางไม่รอช้า รีบเร่งพลังปราณในร่างของตนเองให้ถึงขีดสุดเพื่อกดทับกระแสพลังที่กำลังตีกลับของชายหนุ่ม
ร่างของทั้งสองถูกห่อหุ้มด้วยแสงสีฟ้าครามและสีทองอร่ามที่พัน2พันตูเข้าหากันอย่างดุเดือด แรงกดดันจากเขตแดนพลังปราณทำให้พื้นหินรอบด้านแตกร้าวเป็นรอยแยกวงกว้าง เสียงลมคำรามก้องราวกับพายุฝนฟ้าคะนองในยามวิกาล บรรยากาศรอบตัวอัดแน่นไปด้วยจิตสังหารและพลังแห่งชีวิตที่หลอมรวมกันอย่างน่าสะพรึงกลัว
ทว่า ในขณะที่ทั้งคู่กำลังพยายามประคับประคองสมาธิเพื่อควบคุมพลังอันบ้าคลั่งนี้ให้อยู่หมัด สายตากลมโตของจื่อหยวนก็เหลือบไปเห็นรอยแผลเป็นลึกรูปดอกบัวโลหิตบริเวณหัวไหล่ขวาของหลี่เฟย ซึ่งอาภรณ์ที่ขาดวิ่นได้เปิดเผยมันออกมา รอยแผลนั้นแผ่กลิ่นอายอสูรโบราณที่นางไม่เคยพบเห็นมาก่อนในรอบร้อยปี
แววตาของเซียนสาวสั่นไหวอย่างรุนแรง นางชะงักมือไปชั่วขณะ—
"นั่นมันรอยประทับของ..."
ยังไม่ทันที่จื่อหยวนจะเอ่ยจบประโยค ความผิดพลาดเพียงเสี้ยววินาทีจากการเสียสมาธิของนางและหลี่เฟยก็ทำให้กระแสพลังหยินหยางตีกลับอย่างรุนแรงจนเกิดระเบิดพลังงานขึ้นกลางอากาศ!
*ตูมมม!*
แสงสว่างจ้าสีขาวโพลนพุ่งทะยานเสียดฟ้า แหวกม่านเมฆหนาทึบจนเห็นดวงจันทร์สีเลือดปรากฏเด่นชัดขึ้นมาแทนที่รัตติกาลอันสงบเงียบ แรงกระแทกมหาศาลซัดร่างของทั้งคู่กระเด็นออกไปคนละทิศละทาง หลี่เฟยกระอักเลือดคำโตออกมา ร่างของเขาร่วงหล่นกระแทกพื้นหินอย่างแรงจนกระดูกแทบแหลกสลาย
ทว่า ท่ามกลางฝุ่นควันและเศษหินที่ปลิวว่อน สายตาของหลี่เฟยกลับต้องเบิกกว้างด้วยความตกใจสุดขีด
เมื่อเงาร่างของใครบางคน—ผู้ซึ่งไม่ควรจะมาปรากฏตัว ณ ที่แห่งนี้ในยามวิกาล—กำลังยืนกอดอกพิงลำต้นสนโบราณอยู่ริมหน้าผา พร้อมกับปรบมือช้าๆ สามครั้งด้วยรอยยิ้มเยือกเย็นที่มุมปาก
"ช่างเป็นภาพการฝึกวิชาคู่ที่น่าประทับใจเสียจริง..." น้ำเสียงแหบพร่าแต่ทรงพลังดังก้องกังวานไปทั่วหุบเขา "ไม่นึกเลยว่าศิษย์น้องผู้เงียบขรึมและเซียนกระบี่ผู้สูงส่ง จะแอบมาลักลอบฝึกวิชานอกรีตกันในยามวิกาลเช่นนี้... ประมุขสำนักและเหล่าผู้วิสุทธิ์รู้เรื่องนี้เข้าหรือยังล่ะ?"
หลี่เฟยกัดฟันกรอด ฝืนพยุงร่างที่สะินสะเทือนด้วยพิษบาดแผลลุกขึ้นยืน ดวงตาคมกราบจ้องเขม็งไปยังผู้มาใหม่ด้วยจิตสังหารที่พวยพุ่งยิ่งกว่าเดิม
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนผลงานด้วยดีเสมอมานะครับ
หมึกทองคำข้ามภพ
เซียนผู้ถูกลืมกับศิษย์พี่หญิงที่คอยตามรังควาน•ตอนที่ 13
ความลับใต้เงาจันทร์
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนผู้ถูกลืมกับศิษย์พี่หญิงที่คอยตามรังควาน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!