กลิ่นอายโลหิตจางๆ ลอยมาตามสายลมหนาวเหน็บที่พัดผ่านยอดเขาสวรรค์กระบี่ ทว่าสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่ากลิ่นคาวเลือด คือความเงียบงันอันผิดปกติของหมู่บ้านไผ่เขียวที่ตั้งอยู่เชิงเขา ข่าวลือเรื่อง ‘อสูรเงาโลหิต’ ที่ออกอาละวาดสูบกินวิญญาณผู้คนในยามราตรี ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเล่าขานหลอกเด็กเพื่อขู่ขวัญอีกต่อไปแล้ว
หลี่เฟยยืนนิ่งอยู่บนชะง่อนผาสูงชัน สายตาคมกริบดุจคมกระบี่กวาดมองไปยังเบื้องล่าง ร่างกายของเขาสวมชุดคลุมสีดำสนิทที่โบกสะบัดตามแรงลม ปราณกระบี่ในจุดตันเถียนหมุนวนอย่างเชี่ยวกรากส่งเสียงคำรามแผ่วเบาประหนึ่งพยัคฆ์หลับใหล
"เจ้ายังคงเลือกที่จะมายืนรับลมหนาวผู้เดียวเช่นนี้เสมอ..."
สุ้มเสียงเยียบเย็นดุจหิมะโปรยปรายดังขึ้นเบื้องหลัง พร้อมกับการปรากฏตัวของร่างระหงในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ เซียนจื่อหยวน ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่เคียงข้าง นางถือกระบี่ ‘เหมันต์นิรันดร์’ ไว้ในมือ ใบหน้างดงามล่มเมืองราบเรียบไร้ระลอกคลื่น ทว่าแววตาที่ทอดมองไปยังหมู่บ้านเบื้องล่างกลับเต็มไปด้วยความกังวลที่ซ่อนเร้น
หลี่เฟยไม่หันไปมองนาง น้ำเสียงของเขาแหบพร่าทว่าทรงพลัง "ความเงียบงันมักน่ากลัวกว่าเสียงกรีดร้องเสมอ... จื่อหยวน เจ้าก็สัมผัสได้มิใช่หรือ? กลิ่นอายนั้นไม่ใช่ฝีมือของสัตว์อสูรเดรัจฉานทั่วไป"
เซียนจื่อหยวนขมวดคิ้วมุ่น นางปรายตามองชายหนุ่มผู้เป็นทั้งศิษย์น้องและปริศนาในคราเดียวกัน "วิชาดูดกลืนวิญญาณเช่นนี้... สูญหายไปจากยุทธภพร่วมสามร้อยปีนับตั้งแต่ยุคสงครามเซียนมาร เหตุใดมันจึงหวนคืนมาสู่แดนเหนือได้ หรือว่า..."
"ถูกต้อง มีหนอนบ่อนไส้ภายในสำนัก หรือไม่ก็... ผู้อาวุโสบางท่านกำลังเล่นกับไฟที่ไม่อาจควบคุม" หลี่เฟยกล่าวตัดบท น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเยียบเย็นจนน่าขนลุก เขาก้าวเท้าเพียงก้าวเดียว ร่างก็พุ่งทะยานลงจากชะง่อนผาราวกับดาวตกแหวกความมืดมิด มุ่งตรงสู่หมู่บ้านเบื้องล่างทันที
"หลี่เฟย!" เซียนจื่อหยวนอุทานด้วยความตกใจ นางสะบัดกระบี่ในมือส่งประกายแสงสีฟ้าครามติดตามไปติดๆ
ณ ใจกลางหมู่บ้านไผ่เขียว ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือความพินาศย่อยยับ บ้านเรือนพังทลาย ศพชาวบ้านนอนเกลื่อนกลาดไร้ซึ่งร่องรอยบาดแผลภายนอก ทว่าใบหน้าของพวกเขากลับบิดเบี้ยวด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ดวงตาเบิกโพลงราวกับได้พบเจอสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในวาระสุดท้ายของชีวิต
"ฮ่าๆๆๆ... ช่างเป็นพลังวิญญาณที่หอมหวานเสียจริง!"
เสียงหัวเราะแหบแห้งก้องกังวานมาจากลานกว้างกลางหมู่บ้าน หมอกสีดำทมิฬพวยพุ่งขึ้นปกคลุมท้องฟ้า ร่างของเงาดำมหึมาสูงร่วมสาม丈 (ประมาณ 10 เมตร) รูปร่างคล้ายมนุษย์แต่มีเขางอกยาวและดวงตาสองคู่สีแดงฉานกำลังยืนตระหง่าน มันกำลังใช้มือหนาคว้าจับร่างของเด็กน้อยคนหนึ่งที่ยังหลงเหลือรอดขึ้นมา
"ปล่อยเด็กคนนั้นเสีย"
เสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลังดังขึ้นราวกับอสุนีบาตฟาดลงกลางวง หลี่เฟยปรากฏกายยืนอยู่บนหลังคาเรือนไม้ผุพัง ดวงตาของเขาฉายแววสังหารอย่างไม่ปิดบัง
อสูรเงาโลหิตหันมามองผู้มาใหม่ มันส่งเสียงหัวเราะในลำคออย่างดูแคลน "มดปลวกขั้นหลอมรวมปราณ? เจ้าหนู เจ้ากล้าดียังไงมาสั่งข้า... หืม?"
ก่อนที่มันจะได้พูดจบประโยค เซียนจื่อหยวนก็ร่อนลงมายืนเคียงข้างหลี่เฟย ปราณกระบี่เหมันต์แผ่ขยายออกเป็นวงกว้างจนหยาดน้ำค้างรอบกายกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งร่วงหล่นกราวรูด บรรยากาศรอบตัวลดฮวบลงจนติดลบ
"รนหาที่ตาย" เซียนจื่อหยวนกล่าวสั้นๆ นางยกกระบี่ชี้ฟ้า เตรียมปลิดชีพมารร้ายในกระบวนท่าเดียว
ทว่า ในวินาทีที่หลี่เฟยชักกระบี่ออกจากฝัก เสียงคำรามของกระบี่เหล็กดำสนิทกลับสั่นสะเทือนปฐพีจนแผ่นดินไหวสะเทือน หมอกสีดำรอบตัวอสูรเงาโลหิตพลันแตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ
อสูรเงาโลหิตที่เคยลำพองตนกลับแสดงสีหน้าหวาดกลัวอย่างขีดสุด มันมองหน้าหลี่เฟยราวกับเห็นภูตผีปีศาจที่แท้จริง พร้อมกับเอ่ยคำพูดที่ทำให้ทั้งหลี่เฟยและเซียนจื่อหยวนต้องชะงักงัน
"ทะ... ท่าน... ท่านมัน... มหาเทพ... อ๊ากกก!"
ร่างของอสูรเงาโลหิตยังไม่ทันได้เอ่ยจบ ก็ถูกกระบี่ปริศนาดอกหนึ่งที่พุ่งแหวกมิติมาจากความมืดมิดเบื้องบน... ปักทะลวงเข้ากลางอกของมันอย่างแม่นยำ เลิอดสีดำทะลักพุ่งกระเซ็น และสิ่งที่ทำให้หลี่เฟยต้องเบิกตากว้าง คือกลิ่นอายปราณกระบี่ที่คุ้นเคยยิ่ง... ปราณกระบี่ของศิษย์พี่ใหญ่ผู้หายสาบสูญไปเมื่อสิบปีก่อน!
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ติดตามอ่านและร่วมส่งกำลังใจให้ผมมาโดยตลอดนะครับ
หมึกทองคำข้ามภพ
เซียนผู้ถูกลืมกับศิษย์พี่หญิงที่คอยตามรังควาน•ตอนที่ 14
คำเตือนจากแดนเหนือ
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนผู้ถูกลืมกับศิษย์พี่หญิงที่คอยตามรังควาน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!