ความตายมิได้เดินทางมาด้วยเสียงคำรามของอสุนีย์บาต แต่มันมาเยือนอย่างเงียบเชียบ ดั่งละอองน้ำค้างยามราตรีที่ร่วงหล่นบนใบบัว
ปลายกระบี่มารสีดำทมิฬสะท้อนประกายวาววับตัดกับความมืดมิดของหุบเขาอเวจี ระยะห่างเพียงครึ่งนิ้ว—ครึ่งนิ้วที่กั้นระหว่างลมหายใจกับความว่างเปล่า จุดชีพจรหัวใจของหลี่เฟยเต้นระรัวอยู่เบื้องหลังคมดาบมรณะนั้น อากาศรอบกายคล้ายถูกแช่แข็งด้วยจิตสังหารอันเข้มข้นจนแทบไม่ยอมไหลเวียน
"ช้าไป..."
เสียงกระซิบแหบพร่าดั่งมาจากขุมนรกดังขึ้นจากเบื้องหลังของเงาร่างสีดำสนิท ผู้ลอบสังหารย่อมไม่พูดพร่ำทำเพลง ทว่าในวินาทีที่ปลายกระบี่กำลังจะทิ่มแทงทะลุผ่านเนื้อหนังและกระดูกหน้าอกของหลี่เฟยนั้น โลกทั้งใบกลับพลันหยุดนิ่งลงชั่วพริบตา
*เปรี้ยง!*
คลื่นพลังอัดแน่นรุนแรงระเบิดออกจากร่างของหลี่เฟยอย่างไร้การเตือนล่วงหน้า! มันไม่ใช่ปราณยุทธ์ธรรมดา หากแต่เป็นจิตวิญญาณแห่งมหาเทพผู้ถูกผนึกมานานนับพันปีที่หลอมรวมเข้ากับความโกรธแค้นอันไร้ขอบเขต ปฐพีใต้ฝ่าเท้าสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น ก้อนหินผานับร้อยชั่งแตกร้าวเป็นจุล แรงกดดันระดับขอบเขตหลอมรวมวิญญาณแผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้าง ประหนึ่งคลื่นยักษ์สึนามิที่ซัดสาดทำลายทุกสิ่งที่ขวางหน้า
เงาร่างสีดำสนิทที่กุมกระบี่มารอยู่ถึงกับชะงักงัน ดวงตาภายใต้หน้ากากเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก มันไม่เคยคาดคิดเลยว่าเด็กหนุ่มที่มันเห็นว่าเป็นเพียงศิษย์ปลายแถว จะซ่อนขุมพลังที่น่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้ไว้ภายใน
"เจ้า..." ผู้ลอบสังหารพยายามดึงกระบี่ถอยร่น แต่ทว่า... สายไปเสียแล้ว
หลี่เฟยไม่แม้แต่จะหันกลับไปมอง ดวงตาคู่นั้นเปลี่ยนเป็นสีทองอร่ามเรืองรอง รัศมีแห่งความเป็นเทพเจ้าแผ่ซ่านออกมาจากทุกรูขุมขน ความเย็นชาที่เคยประดับอยู่บนใบหน้าบัดนี้ถูกแทนที่ด้วยความเดือดดาลดั่งพายุคลั่ง ร่างของเขาหมุนตัวกลับอย่างงดงามและรวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด ฝ่ามือข้างหนึ่งยื่นออกไปคว้าจับคมกระบี่มารสีดำทมิฬไว้ด้วยมือเปล่า!
*กร๊อบ!*
เสียงโลหะชั้นยอดแหลกสลายคามือ หลี่เฟยบดขยี้กระบี่มารจนแหลกละเอียดเป็นผุยผงด้วยพละกำลังอันดิบเถื่อน ผู้ลอบสังหารผงะถอยหลังด้วยความหวาดกลัว สัญชาตญาณการเอาตัวรอดกรีดร้องเตือนภัยอย่างบ้าคลั่ง มันรีบใช้วิชาตัวเบาถอยร่นออกไปในระยะร้อยวาในพริบตาเดียว
ทว่า หลี่เฟยในยามนี้มิใช่หลี่เฟยคนเดิมอีกต่อไปแล้ว
"บังอาจนัก..."
น้ำเสียงของเขาต่ำทุ้ม กังวานสะท้อนไปทั่วทั้งหุบเขาอเวจี ประดุจเสียงพิพากษาจากสวรรค์ที่เหล่าเทพยดายังต้องก้มหัวให้ ร่างกายของเขาลอยเคว้งคว้างขึ้นกลางอากาศ เส้นผมสีดำสนิทปลิวสยายตามแรงลมปราณที่พวยพุ่ง จุดตันเถียนภายในร่างกายหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง ทะลวงผ่านจุดอุดตันทั้งเก้าอย่างง่ายดายราวกับไม้ผุ
ขอบเขตปราณแท้จริงขั้นที่เก้า...
ก้าวสู่ ขอบเขตหลอมรวมวิญญาณ!
ในมิติความนึกคิดของหลี่เฟย ความทรงจำอันเก่าแก่และพลังอำนาจที่เคยสูญเสียไปกำลังไหลย้อนกลับคืนสู่ร่างทีละน้อย รัศมีกระบี่สีทองเจิดจ้าพุ่งทะยานเสียดฟ้า แหวกกลุ่มเมฆหนาทึบจนเผยให้เห็นดวงจันทร์สีเลือดสาดส่องลงมาอาบไล้ร่างของเขา ประหนึ่งเทพสงครามจุติลงสู่โลกมนุษย์
ในขณะเดียวกัน ห่างออกไปไม่ไกลนักบนยอดผาน้ำค้าง เซียนจื่อหยวน ศิษย์พี่หญิงใหญ่ผู้ครองฉายา 'เซียนกระบี่เหมันต์' กำลังยืนนิ่งสนิท อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ต้องสายลมราตรีจนพลิ้วไหว ดวงตางามล้ำลึกคู่นั้นจ้องมองไปยังทิศทางที่พลังงานระเบิดออก ใบหน้าที่เคยเย็นชาดุจน้ำแข็งบัดนี้ปรากฏร่องรอยแห่งความตกตะลึงอย่างปิดไม่มิด
"พลังปราณระดับนี้..." นางพึมพำกับตนเอง หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวผิดจังหวะ "นั่นมันวิชาลับโบราณที่สาบสูญไปแล้ว... หลี่เฟย เจ้า... เจ้ากันแน่ที่เป็นใครกันแน่?"
แม้ภายนอกนางจะดูเยือกเย็นและคอยติดตามรังควานเพื่อตรวจสอบความผิดปกติของเขามาโดยตลอด แต่ลึกๆ ในใจแล้ว ความรู้สึกที่มีต่อศิษย์น้องผู้นี้กลับซับซ้อนเกินกว่าที่ใครจะล่วงรู้ ทุกครั้งที่เขาตกอยู่ในอันตราย หัวใจของนางมักจะเจ็บแปลบขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล
ย้อนกลับมาที่สนามประลองเบื้องล่าง หลี่เฟยไม่ได้สนใจสายตาของใครทั้งสิ้น สายตาคมกริบราวกับใบมีดกวาดมองไปยังผู้ลอบสังหารและกลุ่มเงาร่างนับสิบคนที่เพิ่งปรากฏตัวขึ้นจากความมืด พวกมันล้วนสวมชุดดำสนิทและแผ่กลิ่นอายมารอันชั่วร้าย
"คิดจะฆ่าข้า พวกเจ้ายังอ่อนหัดเกินไปร้อยปี!"
หลี่เฟยสะบัดมือเพียงครั้งเดียว กระบี่บินเล่มหนึ่งที่เหน็บอยู่ข้างเอวก็หลุดออกจากฝักโดยอัตโนมัติ มันคือกระบี่ไม้ไผ่ธรรมดาที่เขาใช้ฝึกฝน ทว่าในยามนี้ เมื่อมันถูกอาบด้วยพลังวิญญาณแห่งมหาเทพ กระบี่ไม้ไผ่เล่มนั้นกลับเปล่งประกายแสงสีทองเจิดจ้า รัศมีกระบี่พุ่งทะยานยาวสามสิบวา ตัดผ่านความมืดมิดจนสว่างจ้าไปทั่วทั้งบริเวณ
ผู้ลอบสังหารหัวหน้ากลุ่มหน้าถอดสี มันรู้ทันทีว่าหากยังดึงดันต่อสู้ มีแต่ต้องตายตกไปตามกัน มันจึงตะโกนลั่น "ถอย! ถอยทัพเดี๋ยวนี้!"
"คิดจะมาก็มา คิดจะไปก็ไป ยุทธภพนี้เห็นพวกเจ้าเป็นสนามเด็กเล่นหรืออย่างไร?"
หลี่เฟยแค่นเสียงเย็นชา ร่างของเขาหายวับไปจากจุดเดิมในพริบตา ปรากฏตัวอีกครั้งเบื้องหน้าหัวหน้ากลุ่มลอบสังหาร กระบี่ไม้ไผ่ในมือฟาดฟันออกไปอย่างเรียบง่าย ทว่าเปี่ยมด้วยสัจธรรมแห่งวิถีกระบี่ขั้นสูงสุด—ไร้กระบวนท่า แต่ไร้เทียมทาน!
*ฉับ!*
ลำแสงสีทองพาดผ่านอากาศอย่างไร้สุ้มเสียง หัวหน้ากลุ่มลอบสังหารยังคงค้างอยู่ในท่าเตรียมถอยหนี ทว่าศีรษะของมันกลับค่อยๆ เคลื่อนหลุดออกจากบ่า เลือดสีดำพุ่งกระฉูดขึ้นสู่ท้องฟ้า ย้อมผืนดินให้กลายเป็นสีชาดในพริบตาเดียว
ความตายของหัวหน้ากลุ่มทำให้สมุนที่เหลือขวัญหนีดีฝ่อ พวกมันพยายามวิ่งหนีตายกันอลหม่าน ทว่าหลี่เฟยหาได้ปล่อยให้พวกมันรอดไปแม้แต่คนเดียว รัศมีกระบี่นับร้อยสายพุ่งระเบิดออกจากร่างของเขา สังหารศัตรูทั้งหมดภายในเวลาเพียงลมหายใจเดียว
ความเงียบสงบกลับคืนสู่หุบเขาอเวจีอีกครั้ง มีเพียงกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งไปทั่วบรรยากาศ
หลี่เฟยยืนหยัดอย่างมั่นคง ลมหายใจเริ่มกลับมาสม่ำเสมอ ร่างกายที่เคยระเบิดพลังเกินขีดจำกัดเริ่มปรับสภาพเข้าที่ ทว่าในวินาทีที่เขากำลังจะเก็บกระบี่เข้าฝัก สายตากลับเหลือบไปเห็นวัตถุชิ้นหนึ่งที่ร่วงหล่นลงมาจากร่างของหัวหน้ากลุ่มลอบสังหารที่เพิ่งตายไป
มันคือป้ายหยกโบราณสลักลวดลายรูป "ดอกบัวโลหิตเจ็ดกลีบ" ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของสำนักมารบูรพา สำนักที่ควรจะถูกกวาดล้างไปเมื่อสามร้อยปีก่อนตามหน้าประวัติศาสตร์!
และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น บนด้านหลังของป้ายหยกชิ้นนั้น มีลายมือที่สลักไว้ด้วยปราณกระบี่คุ้นตาอย่างยิ่ง... เป็นลายมือเดียวกับศิษย์พี่หญิงใหญ่ 'เซียนจื่อหยวน' ที่ยืนอยู่บนยอดผาน้ำค้างในยามนี้นั่นเอง!
ขอบكرุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุน "หมึกทองคำข้ามภพ" เสมอมานะครับ
เซียนผู้ถูกลืมกับศิษย์พี่หญิงที่คอยตามรังควาน•ตอนที่ 25
บุกทะลวงปราการมาร
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนผู้ถูกลืมกับศิษย์พี่หญิงที่คอยตามรังควาน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!