เสียงเตือนของระบบระบายความร้อนฮาร์ดไดรฟ์ดังก้องอยู่ในความเงียบงัน มันเป็นเสียงทุ้งต่ำที่คล้ายกับเสียงหัวใจเต้นผิดจังหวะของสิ่งมีชีวิตในห้องปฏิบัติการใต้ดิน เอเลียสยืนกอดอกอยู่หน้าจอแสดงผลโฮโลแกรมสามมิติ แสงสีฟ้าจัดสะท้อนลงบนกรอบแว่นโลหะและดวงตาคู่ที่นิ่งสนิทราวกับผืนน้ำในคืนไร้จันทร์ นิ้วเรียวยาวของเขาเคาะเบาๆ ลงบนขอบโต๊ะทำงานเหล็กกล้า เป็นจังหวะเดียวกับที่ระบบกำลังประมวลผลข้อมูลชีวมาตรของรินะที่นั่งอยู่บนเก้าอี้สนามฝั่งตรงข้าม
บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองอัดแน่นไปด้วยประจุไฟฟ้าสถิต ความเงียบไม่ได้แปลว่าความสงบ แต่มันคือช่องว่างที่ถูกเติมเต็มด้วยการชั่งน้ำหนักคำพูดและการอ่านเกมจิตวิทยาอย่างระมัดระวัง
“คุณกำลังเสียเวลา, รินะ” เอเลียสเปิดบทสนทนาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งร่องรอยของความหงุดหงิด แต่มันกลับทรงพลังพอที่จะทำให้บรรยากาศรอบตัวกดดันขึ้นอีกระดับ “การพยายามรื้อฟื้นความทรงจำส่วนที่ถูกเข้ารหัสด้วยระดับความปลอดภัยสูงสุด มันเทียบเท่ากับการเปิดกล่องแพนโดร่าที่คุณเองก็ไม่มีปัญญาปิดมันลงเมื่อความจริงทะลักออกมา”
รินะไม่ได้ตอบทันที เธอยังคงนั่งนิ่งอยู่ในท่าเดิม มือข้างหนึ่งกำแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาว แววตาของเธอแข็งกร้าวแต่ทว่าสั่นระริกเล็กน้อยอย่างปิดไม่มิด ร่องรอยของความเหนื่อยล้าจากการอดนอนฉายชัดอยู่ใต้ดวงตาสีดำสนิทที่กำลังจ้องเขม็งมายังเขา ราวกับพยายามจะผ่าร่างของวิศวกรหนุ่มออกเพื่อค้นหาชิ้นส่วนความจริงที่สูญหายไป
“ฉันไม่สนหรอกว่ากล่องนั่นจะมีอะไรอยู่ข้างในบ้าง, เอเลียส” รินะเค้นเสียงลอดไรฟัน น้ำเสียงของเธอนิ่งสนิทแต่เต็มไปด้วยแรงขับเคลื่อนจากอดีตที่ยังคงกัดกินวิญญาณ “สิ่งที่ฉันสนมีเพียงอย่างเดียว... คนที่ฆ่าคนรักของฉันในคืนที่ระบบประสาทส่วนกลางล่มสลาย ใช้รหัสผ่านเดียวกับรหัสสำรองที่ถูกฝังไว้ในซอร์สโค้ดสมองของคุณ และถ้าคุณยังบอกว่าตัวเองบริสุทธิ์ ทำไมไฟล์บันทึกความทรงจำช่วงเวลานั้นถึงเป็นพื้นที่ว่างเปล่าล่ะ?”
เอเลียสเหลือบสายตาขึ้นมองเธอ ชั่วขณะหนึ่ง มุมปากของเขาขยับคล้ายจะยิ้มเยาะ แต่มันเป็นรอยยิ้มที่ไร้ความสุขโดยสิ้นเชิง “ความว่างเปล่าไม่ได้แปลว่าไม่มีอะไรอยู่, รินะ... บางครั้งความว่างเปล่าที่ถูกสร้างขึ้นอย่างประณีต มันอันตรายกว่าความทรงจำที่นองเลือดเสียอีก”
เขาก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะทำงาน ปลายนิ้วสัมผัสกับแผงควบคุมหลักเพื่อปรับค่าความหนาแน่นของสนามแม่เหล็กในห้อง เพื่อจำกัดสัญญาณรบกวนจากภายนอก ก่อนจะหันกลับมาเผชิญหน้ากับเธอตรงๆ ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงจนแทบจะสัมผัสได้ถึงลมหายใจที่ติดขัดของกันและกัน
“ถ้าคุณอยากรู้ความจริงนัก งั้นก็ลองมองเข้าไปในจอภาพนั่นสิครับ” เอเลียสพยักเพยิดไปยังหน้าจอโฮโลแกรมขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่มุมห้อง “ระบบจำลองสภาพจิตสำนึกกำลังทำงาน และมันจะฉายภาพที่ถูกดึงมาจากเศษเสี้ยวความทรงจำที่หลงเหลืออยู่ในสมองของคุณเอง... ไม่ใช่ของผม”
รินะขมวดคิ้วแน่น เธอกวาดสายตามองไปยังจอภาพที่เริ่มปรากฏเส้นแสงสีแดงระยิบระยับ ภาพสามมิติเริ่มก่อตัวขึ้นเป็นรูปร่างอย่างช้าๆ มันคือภาพจำลองของห้องโถงกว้างในสถานีวิจัยใต้ดินแห่งเดิม—สถานที่ที่เธอกับคนรักเคยยืนอยู่ด้วยกันเป็นครั้งสุดท้าย
ทว่า... มีบางอย่างผิดปกติ
ในตอนแรก ภาพที่ปรากฏบนจอเป็นเพียงโครงสร้างเรขาคณิตของผนังคอนกรีตและท่อส่งสารเคมีตามข้อมูลดิบในฐานข้อมูลคดี แต่เพียงชั่วพริบตาเดียวที่คลื่นสมองของรินะเชื่อมต่อเข้ากับระบบผ่านเครื่องมือวัดค่าชีวภาพ บรรยากาศภายในห้องจำลองกลับบิดเบี้ยวราวกับภาพวาดสีน้ำมันที่ถูกสาดด้วยน้ำร้อน ผนังปูนสีเทากลายเป็นระเบียงกระจกใสที่มองออกไปเห็นท้องฟ้ายามค่ำคืนของมหานครลอยฟ้า ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว สถานีวิจัยแห่งนี้ตั้งอยู่ลึกลงไปใต้ดินสามร้อยเมตร ไม่มีทางมองเห็นท้องฟ้าได้เลย
รินะสะดุ้งเฮือก เอนหลังพิงพนักเก้าอี้โดยอัตโนมัติ ลมหายใจของเธอกระชั้นชิดขึ้น “นี่มัน... อะไรกัน? ภาพนี้มันไม่ถูกต้อง”
“ระบบไม่ได้สร้างภาพขึ้นมาจากอากาศ, รินะ” เอเลียสกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ลดระดับลง ทุ้มต่ำและจริงจังจนน่าขนลุก “มันกำลังดึงเอาความทรงจำเชิงซ้อนที่สมองของคุณพยายามซ่อนไว้ภายใต้กลไกการป้องกันตัวเอง ความทรงจำที่คุณบอกตัวเองมาตลอดว่ามันเกิดขึ้นแบบนั้น... แต่ความจริงทางกายภาพกลับปฏิเสธมัน”
บนจอภาพโฮโลแกรม ตอนนี้ไม่ได้มีเพียงแค่โครงสร้างสถาปัตยกรรม แต่ร่างเงาของใครบางคนกำลังเดินออกมาจากมุมมืด ร่างนั้นสวมเสื้อโค้ทสีเข้ม ใบหน้าถูกบดบังด้วยหมอกควันสีเทาจางๆ แต่ท่าทางการเดินและองศาของการก้าวขา... มันคือร่างของคนรักของเธอผู้ล่วงลับ
รินะอ้าปากค้าง สมองของเธอกำลังปฏิเสธสิ่งที่ดวงตากำลังมองเห็น มือของเธอสั่นเทาจนต้องจิกเล็บลงบนที่วางแขนจนห่อเลือด ภาพในจอกำลังดำเนินไปในทิศทางที่ไม่มีอยู่ในสำนวนคดี คนรักของเธอกำลังหันกลับมามอง พร้อมกับรอยยิ้มที่บิดเบี้ยวผิดรูป ดวงตาทັງสองข้างว่างเปล่าไร้แววตา ก่อนที่ริมฝีปากนั้นจะขยับเอื้อนเอ่ยประโยคที่ทำเอาหัวใจของรินะกระตุกวูบ
*“เธอเป็นคนเหนี่ยวไกเองนะ... รินะ”*
เสียงกระซิบนั้นไม่ได้ดังมาจากลำโพงของห้องจำลอง แต่มันดังสะท้อนก้องอยู่ภายในกะโหลกศีรษะของเธอเอง ราวกับมีใครบางคนกำลังกระซิบอยู่ข้างใบหูในระยะประชิด
“โกหก!” รินะผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แรงกระแทกทำให้เก้าอี้ล้มคว่ำลงกระแทกพื้นเสียงดังสนั่น ดวงตาของเธอบวมเป่งและแดงก่ำด้วยความโกรธเกรี้ยวและหวาดกลัวในเวลาเดียวกัน เธอยกมือขึ้นกุมขมับ พยายามขับไล่เสียงกระซิบนั้นออกจากหัว “เขาตาย... เขาถูกฆ่า! ฉันเห็นเขานอนจมกองเลือดคาตา!”
เอเลียสยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม สายตาคมกริบมองปฏิกิริยาของเธอด้วยความพินิจพิเคราะห์ราวกับนักวิทยาศาสตร์กำลังสังเกตการณ์ตัวทดลองที่กำลังแสดงอาการคลุ้มคลั่ง แต่ในขณะเดียวกัน แววตาคู่นั้นก็ไหววูบลงเล็กน้อยอย่างลึกลับ เขารู้ดีว่าภาพหลอนที่สมจริงจนเกินจริงนี้ไม่ได้เกิดจากความผิดปกติทางจิตของรินะเพียงอย่างเดียว
“บางครั้ง, รินะ...” เอเลียสเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าทุกคำพูดกลับหนักแน่นราวกับค้อนทั่งที่ตอกย้ำลงบนลิ่มเหล็ก “สมองของมนุษย์เราเก่งกาจมากในการสร้างเรื่องโกหกขึ้นมา เพื่อปกป้องเราจากความจริงที่ว่า... มือของเราเองต่างหากที่เป็นคนถือมีดเล่มนั้น”
รินะหันขวับมามองเขา ดวงตาสองข้างเต็มไปด้วยความเคียดแค้นและไม่อยากจะเชื่อ “คุณหมายความว่ายังไง... คุณกำลังจะบอกว่าฉันฆ่าเขาเองอย่างนั้นเหรอ? สารเลว!”
เธอยกอาวุธปืนพกประจำกายขึ้นเล็งตรงมาที่หน้าผากของเอเลียสในเสี้ยววินาที ปากกระบอกปืนสั่นน้อยๆ ตามแรงอารมณ์ที่พุ่งทะลุจุดเดือด แต่เอเลียสกลับไม่มีท่าทีสะดุ้งสะเทือนแม้แต่น้อย เขายังคงยืนไขว้หลัง มองตรงมาที่เธอด้วยแววตาที่เยือกเย็นและว่างเปล่าเช่นเดิม
“ลองเหนี่ยวไกดูสิครับ” เอเลียสท้าทายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ความหวาดกลัว “แล้วคุณจะได้รู้ว่า กระสุนนัดนั้นจะพุ่งทะลุหัวใจผม... หรือมันจะย้อนกลับไปฝังอยู่ในอกของคุณเองเหมือนในคืนนั้น”
ในจังหวะที่บรรยากาศในห้องตึงเครียดจนถึงขีดสุด เสียงสัญญาณเตือนภัยฉุกเฉินระดับสีแดงก็ดังลั่นขึ้นพร้อมกันทั่วทั้งชั้นใต้ดิน ไฟสำรองสีส้มกะพริบถี่ๆ สาดแสงวูบวาบไปทั่วห้องปฏิบัติการ หน้าจอโฮโลแกรมทั้งหมดดับวูบลงในพริบตา เหลือเพียงความมืดสลัวที่ถูกย้อมด้วยแสงไฟฉุกเฉิน
ก่อนที่รินะจะทันได้เหนี่ยวไกหรือเอ่ยคำใดออกมา เสียงฝีเท้าหนักหน่วงหลายคู่ก็ดังขึ้นที่โถงทางเดินด้านนอก มันไม่ใช่เสียงฝีเท้าของมนุษย์ทั่วไป แต่มันคือเสียงโลหะกระทบพื้นคอนกรีตที่เป็นจังหวะและทรงพลัง—เสียงของหน่วยจู่โจมไร้ชีวิตที่ถูกควบคุมด้วยระบบสั่งตาย เดินตรงเข้ามาใกล้ประตูห้องนี้ทุกที
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านม่านหมอกแห่งความทรงจำนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ - ไฮเปอร์ไดรฟ์
ระบบสั่งตาย: นายวิศวกรกับอดีตที่หายไป•ตอนที่ 19
ภาพหลอนที่สมจริง
ผลงานโดย ไฮเปอร์ไดรฟ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไฮเปอร์ไดรฟ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ระบบสั่งตาย: นายวิศวกรกับอดีตที่หายไป นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!