ความเงียบงันภายในห้องควบคุมใต้ดินระดับสามของสถานีโทรคมนาคมร้าง ไม่ได้ให้ความรู้สึกสงบเลยแม้แต่น้อย กลับกัน มันเต็มไปด้วยแรงกดดันทางอากาศที่หนักหน่วงราวกับออกซิเจนกำลังถูกสูบออกทีละน้อย เสียงฮัมต่ำของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรองขนาดใหญ่สะท้อนก้องผ่านแผ่นโลหะขึ้นมาตามพื้นรองเท้า บ่งบอกถึงพลังงานมหาศาลที่ถูกกักเก็บไว้รอการปลดปล่อย
เอเลียสยังคงยืนนิ่งค้างอยู่หน้าจอโฮโลแกรมสีฟ้าอมเขียว ร่างกายของวิศวกรหนุ่มผู้เคยเชื่อมั่นในตรรกะและเหตุผลทุกกระเบียดนิ้ว กลับแข็งทื่อราวกับถูกตรึงไว้ด้วยตะปูแห่งกาลเวลา
*"ห้าปี... นายยังฝีมือตกเหมือนเดิมนะ เอเลียส"*
น้ำเสียงนั้น... น้ำเสียงที่ราบเรียบ เย็นชา และแฝงไปด้วยรอยยิ้มหยันที่เขาจดจำได้แม่นยำแม้ในยามหลับใหล มันไม่ใช่เสียงสะท้อนจากความทรงจำที่บิดเบี้ยว แต่มันคือคลื่นสัญญาณเสียงจริงที่วิ่งผ่านตัวแปลงสัญญาณดิจิทัลเข้ามาในหูฟังไร้สายของเขา
คนคนนั้นควรจะตายไปแล้ว ในเหตุการณ์ระเบิดห้องทดลองใต้ดินเมื่อห้าปีก่อน—วันที่หน่วยความจำครึ่งหนึ่งของเขาถูกลบหายไปพร้อมกับเศษซากอารยธรรมดิจิทัล
เอเลียสสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติ ระบบประสาทเทียมในสมองเริ่มทำงานอย่างบ้าคลั่งเพื่อคำนวณความเป็นไปได้ทั้งหมด อัตราการเต้นของหัวใจพุ่งสูงขึ้นเกินเกณฑ์ปกติ แต่ภายนอก ใบหน้าของเขากลับเรียบเฉยราวกำแพงหิน ดวงตาคมกริบกวาดมองไปที่บรรทัดคำสั่ง (Command Line) บนหน้าจอที่กำลังรันโค้ดปริศนาซึ่งถูกป้อนเข้ามาจากภายนอกโดยอัตโนมัติ
"แกเป็นใครกันแน่..." เอเลียสพึมพำกับความว่างเปล่า เสียงของเขาแหบพร่าเล็กน้อยก่อนจะกลับมาควบคุมได้ น้ำเสียงทุ้มต่ำสะท้อนก้องในความมืด "ถ้าคิดว่าเล่นตลกอะไรอยู่ มันช่างไร้รสนิยมสิ้นดีสำหรับคนระดับนาย"
"ไร้รสนิยมงั้นหรือ?" เสียงปลายสายหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขัน "นายต่างหากที่ใช้ชีวิตอยู่บนสมมติฐานจอมปลอมตลอดห้าปีที่ผ่านมา เอเลียส นายคิดว่าตัวเองเป็นผู้ควบคุมระบบ แต่จริงๆ แล้ว นายเป็นแค่... 'รหัสผ่าน' ที่เดินได้ต่างหาก"
ก่อนที่เอเลียสจะได้สวนกลับ หน้าจอโฮโลแกรมตรงหน้าก็กระพริบวาบ ข้อมูลมหาศาลนับเทราไบต์ไหลทะลักผ่านโปรแกรมจำลองเสมือนพายุหมุน มันคือสถาปัตยกรรมเนตรมืด (Dark-Net Architecture) ของเมนเฟรมหลักที่สำนักงานความมั่นคงแห่งชาติใช้ควบคุมโครงข่ายประสาทเทียมทั่วเมือง และที่สำคัญที่สุด... มันคือเป้าหมายที่เขาและรินะกำลังวางแผนจะเจาะเข้าไปในคืนนี้
*แอ๊ด...*
เสียงฝีเท้าเบาหวิวแต่ชัดเจนดังขึ้นจากทางเดินมืดทึบด้านหลัง ประสาทสัมผัสของเอเลียสดีดตัวตื่นทันที มือขวาเลื่อนลงไปแตะด้ามปืนพกพลังงานที่เหน็บอยู่ข้างเอวอย่างรวดเร็ว พร้อมกับหันขวับกลับไปเผชิญหน้ากับผู้มาเยือน
แสงไฟนีออนกะพริบติดๆ ดับๆ เผยให้เห็นเงาร่างระหงของรินะ เธอก้าวออกมาจากความมืดด้วยท่าทีระแวดระวัง ดวงตาคู่สวยคมกริบราวกับใบมีดกวาดตามองรอบห้องก่อนจะมาหยุดอยู่ที่เอเลียส มือขวาของเธอถือปืนพกประจำกายพร้อมลั่นไก ร่างกายอยู่ในท่าเตรียมพร้อมต่อสู้เต็มรูปแบบ
"ฉันได้ยินเสียงนายคุยกับใคร" รินะเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเธอต่ำและจริงจัง สายตาจ้องเขม็งมาที่เขา "ในความถี่คลื่นวิทยุปิดตายแบบนี้ ไม่มีใครภายนอกติดต่อเข้ามาได้นอกจาก... นายกำลังเชื่อมต่อกับระบบภายใน"
เอเลียสปล่อยมือออกจากด้ามปืนช้าๆ เขาผ่อนลมหายใจออกทางปากเพื่อซ่อนความสั่นไหวในแววตา สมองส่วนหน้ากำลังประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็ว หากรินะรู้ว่ามีบุคคลที่สามแทรกแซงสัญญาณ แผนการทั้งหมดอาจพังทลาย และที่แย่กว่านั้น... ความลับเรื่องอดีตที่เขาปิดตายไว้ อาจถูกขุดคุ้ยขึ้นมาเป็นเครื่องมือต่อรอง
"ไม่มีใครทั้งนั้น" เอเลียสตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้พิรุธ "ฉันแค่กำลังทดสอบระบบสกัดกั้นสัญญาณรบกวนก่อนจะเริ่มปฏิบัติการจริง เสียงที่เธอได้ยินอาจจะเป็นเสียงสะท้อนจากฮาร์ดแวร์เก่าๆ ในห้องนี้"
รินะหรี่ตาลงเล็กน้อย สัญชาตญาณผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ของเธอไม่เคยเชื่อคำโกหกง่ายๆ เธอเดินเข้ามาใกล้ รัศมีคุกคามรอบตัวแผ่ซ่านออกมาอย่างชัดเจน เธอกวาดสายตามองหน้าจอโฮโลแกรมที่ยังคงรันโค้ดแปลกปลอมอยู่
"โกหกไม่เนียนเลยนะ เอเลียส" รินะก้าวเข้าไปหยุดยืนห่างจากเขาเพียงแค่เอื้อมมือ กลิ่นอายความเย็นชาและเฉียบขาดจากตัวเธอปะทะเข้ากับความตึงเครียดของเขา "อัตราการเต้นของหัวใจนายผ่านเซ็นเซอร์ที่ติดไว้ที่ข้อมือ... มันเต้นผิดปกติไปร้อยละสามสิบ นายกำลังตื่นตระหนก และคนอย่างวิศวกรสมองเหล็กอย่างนาย จะไม่มีทางตื่นตระหนกเด็ดขาด... เว้นแต่ว่า นายเพิ่งเจอ 'ผี' จากอดีต"
บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองตึงเครียดจนแทบจะใช้มีดกรีดได้ แววตาสีเทาเข้มของเอเลียสจ้องลึกเข้าไปในดวงตานิ่งสนิทของรินะ มันคือการปะทะกันทางจิตวิทยาของสองมนุษย์ผู้แบกรับบาดแผลในอดีตไว้คนละแบบ คนหนึ่งพยายามวิ่งหนีเงาของตัวเอง แต่อีกคนกำลังไล่ล่าเงาเพื่อทวงคืนความยุติธรรม
"บางครั้ง... ผีที่น่ากลัวที่สุด ก็ไม่ใช่คนที่ตายไปแล้ว รินะ" เอเลียสพูดเสียงกระซิบ ใบหน้าขยับเข้าไปใกล้เธอทีละนิดจนเกือบจะสัมผัสได้ถึงลมหายใจ "แต่คือคนที่ยังมีชีวิตอยู่... และกลับมาทวงถามในสิ่งที่พวกเราไม่อยากจดจำต่างหาก"
รินะชะงักไปชั่วขณะเมื่อได้ยินประโยคดังกล่าว ประกายความเจ็บปวดบางอย่างพาดผ่านดวงตาคู่สวยของเธออย่างรวดเร็วก่อนจะถูกแทนที่ด้วยความแข็งกร้าวตามเดิม แต่ก่อนที่เธอจะได้เอ่ยปากพูดอะไรต่อ เสียงสัญญาณเตือนภัยความดังระดับสามก็ดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งอุโมงค์ใต้ดิน
*ปี๊ب! ปี๊บ! ปี๊บ!*
หน้าจอโฮโลแกรมตรงหน้าทั้งหมดเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน ข้อความแจ้งเตือนขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นกลางอากาศด้วยตัวอักษรสีขาวกระพริบถี่: **[WARNING: FIREWALL BREACHED FROM EXTERNAL SOURCE]**
"เวรเอ๊ย!" รินะสบถออกมาเบาๆ ยกปืนขึ้นเล็งไปที่ประตูทางเข้าทันที "มีคนอื่นรู้แผนการของเรา พวกมันกำลังดาวน์โหลดข้อมูลเมนเฟรมไป!"
เอเลียสไม่สนใจเสียงเตือนนั้น ดวงตาของเขาเบิกกว้างขึ้นเมื่อเห็นชุดคำสั่งสุดท้ายที่ปรากฏขึ้นบนหน้าจอ มันไม่ใช่การเจาะระบบเพื่อขโมยข้อมูลธรรมดา แต่มันคือลายเซ็นดิจิทัล (Digital Signature) ที่เขาคุ้นเคยดีที่สุด... ลายเซ็นของโปรแกรมเมอร์อัจฉริยะผู้เป็นสหายสนิทในอดีต คนที่นอนตายอยู่บนเตียงทดลองในคืนวันเพลิงไหม้เมื่อห้าปีก่อน
ทันใดนั้น หน้าจอทั้งหมดก็ดับวูบลงเหลือเพียงความมืดมิด มีเพียงแสงไฟฉุกเฉินสีแดงที่กะพริบสลับไปมาสาดส่องให้เห็นเงาร่างของใครบางคนกำลังยืนอยู่ตรงปากทางเข้าอุโมงค์ ร่างนั้นสวมเสื้อโค้ทกันหนาวสีเข้ม ฮู้ดคลุมศีรษะปิดบังใบหน้าครึ่งบนเอาไว้ แต่รอยยิ้มที่มุมปากนั้นชัดเจนเสียจนทำให้เลือดในกายของเอเลียสเย็นเฉียบ
"ยินดีต้อนรับสู่แผนการขั้นต่อไปครับ... เอเลียส" เสียงทุ้มต่ำนั้นเอ่ยขึ้น พร้อมกับที่บุคคลปริศนากดปุ่มเปิดใช้งานระเบิดคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (EMP) ในมืออย่างใจเย็น!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าฟันความมืดมิดนี้เคียงข้างกันมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ
ระบบสั่งตาย: นายวิศวกรกับอดีตที่หายไป•ตอนที่ 34
แผนการขั้นต่อไป
ผลงานโดย ไฮเปอร์ไดรฟ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไฮเปอร์ไดรฟ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ระบบสั่งตาย: นายวิศวกรกับอดีตที่หายไป นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!