กลิ่นอายคาวสนิมเหล็กและกลิ่นฝุ่นดินแห้งผากของโรงเก็บผลผลิตท้ายไร่ คละคลุ้งจนแทบหายใจไม่ออก เสียงเครื่องยนต์ดีเซลรถกระบะคันเก่าที่จอดทิ้งไว้ดับลงไปนานแล้ว แต่ความเงียบงันที่เข้าปกคลุมกลับน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเสียงคำรามของพายุฝุ่นที่กำลังโหมกระหน่ำอยู่ภายนอก
รินรดายืนหลังชนเข้ากับผนังไม้เนื้อแข็งที่เย็นเฉียบ แผ่นอกบางกระเพื่อมไหวตามจังหวะลมหายใจที่หอบกระชั้น ร่างกายสั่นเทาไม่ใช่เพราะความหนาวเย็นจากสภาพอากาศ แต่เป็นเพราะเงาใหญ่โตของบุรุษที่ก้าวเข้ามาประชิดจนแทบไม่มีช่องว่างให้แสงลอดผ่าน
พยัคฆ์ไม่ได้พกพาแค่ความเกลียดชัง เขากำลังพกพาไฟบรรลัยกัลป์ที่พร้อมจะแผดเผาคนทั้งเป็น สายตาคมกริบดั่งพยัคฆ์ร้ายในคืนเดือนมืดจดจ้องมองใบหน้านวลเนียนที่ซีดเผือดด้วยความหวาดกลัว แต่ริมฝีปากของเธอยังคงเม้มเข้าหากันแน่น พยายามรักษาเศษเสี้ยวสุดท้ายของศักดิ์ศรีที่ตระกูลวรภัทรเคยสั่งสอนมา แม้ว่าขาเรียวทั้งสองข้างจะแทบหมดแรงยืนอยู่รอมร่อแล้วก็ตาม
"กลัวเหร็อรินรดา?" เสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามจากขุมนรกดังลอดไรฟัน ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาอีกเพียงก้าวเดียวจนปลายจอดโด่งชนเข้ากับกลุ่มผมหอมกรุ่นที่คลอเคลียอยู่ข้างแก้ม "เมื่อกี้ตอนที่ฉันบอกกรินทร์มันทางโทรศัพท์... เธอทำท่าทางกล้าหาญดีนี่ ทำไมตอนนี้ถึงได้ตัวสั่นเป็นลูกนกตกน้ำแบบนี้ล่ะครับ?"
"คุณมันคนสารเลว... พยัคฆ์" เธอเค้นเสียงลอดไรฟันออกมาด้วยความเคียดแค้น แม้เสียงจะสั่นพร่า แต่นัยน์ตากลมโตยังคงแข็งกร้าวและเต็มไปด้วยประกายไฟแห่งความพยาบาท "คุณกล้าดียังไงถึงเอาเรื่องต่ำช้าแบบนั้นไปพูดกับพี่ชายฉัน!"
พยัคฆ์แค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยความหยันเหยียด มือหนาหยาบกร้านผ่านงานไร่มาอย่างโชกโชนยกขึ้นคว้าหมับเข้าที่คางมน บังคับให้เธอเงยหน้าขึ้นรับแสงสว่างสลัวจากะเกียงน้ำมันพกพา นิ้วโป้งสากระด้างลูบไล้ไปตามริมฝีปากอิ่มที่สั่นระริก แรงกดจากนิ้วของเขาหนักหน่วงจนเนื้อนุ่มขึ้นรอยแดงเรื่อ แต่ไม่มีทีท่าว่าเขาจะปรานี
"ต่ำช้าเหรอ? หึ... สำหรับคนตระกูลเธอ มันยังน้อยไปด้วยซ้ำกับสิ่งที่พ่อของเธอเคยทำไว้กับครอบครัวฉัน" พยัคฆ์โน้มใบหน้าลงมาใกล้จนลมหายใจร้อนผ่าวปะทะเข้ากับแก้มเนียน กลิ่นบุหรี่จางๆ ผสมผสานกับกลิ่นกายดิบเถื่อนเฉพาะตัวของผู้ชายไร่อ้อยโชยเข้าจู่โจมประสาทสัมผัสของเธอจนแทบเคลิ้ม "จำใส่สมองอันน้อยๆ ของเธอเอาไว้รินรดา ว่าตอนนี้เธอไม่ได้ยืนอยู่บนกองเงินกองทองที่ไหน เธอยืนอยู่ใต้เงาของฉัน... และฉันจะทำอะไรกับเธอก็ได้ ใครจะทำไม!"
บรรยากาศรอบตัวอึดอัดจนแทบขาดใจ พยัคฆ์จงใจสร้างสถานการณ์นี้ขึ้นมาเพื่อบดขยี้จิตใจของเธอให้แหลکสลาย เขาต้องการให้เธอพังทลายลงต่อหน้า เพื่อที่เขาจะได้เหยียบย่ำความถือดีนั้นให้จมดิน แต่นอกจากความกลัวแล้ว ลึกๆ ในอกของรินรดากลับมีความรู้สึกแปลกประหลาดอีกสายหนึ่งวิ่งพล่านผ่านเส้นเลือด แรงดึงดูดอันตรายระหว่างผู้ล่าและเหยื่อกำลังแผดเผาทั้งคู่ให้หลอมละลายกลายเป็นจุล
มืออีกข้างของพยัคฆ์เลื่อนลงมาโอบรัดเอวคิ้วคอดกิ่วเข้าหาตัวอย่างถือวิสาสะ ร่างอรชรถูกดึงเข้าไปปะทะกับแผ่นอกกว้างที่แข็งแกร่งดั่งกำแพงหิน ความต่างของสรีระทำให้รินรดากลายเป็นเพียงตุ๊กตาตัวน้อยในอุ้งมือของพยัคฆ์ เธอพยายามใช้มือทั้งสองข้างดันแผงอกเขาไว้ แต่แรงแค่นี้มีหรือจะสู้แรงของเจ้าพ่อไร่อ้อยผู้ดิบเถื่อนได้
"ปล่อยนะ... ปล่อยฉัน!" เธอกระซิบเสียงลอดไรฟัน พร้อมกับเบือนหน้าหนีสัมผัสร้อนลวกที่ต้นคอระหง เมื่อริมฝีปากหยักลึกของเขาจู่โจมลงมาซุกไซ้ซอกคอขาวผ่องอย่างถือสิทธิ์
"ไม่ปล่อย... ทำไมต้องปล่อยในเมื่อของหวานกำลังวางอยู่ตรงหน้า" พยัคฆ์กระซิบชิดใบหู เสียงแหบพร่านั้นสั่นระริกด้วยแรงปรารถนาที่ถูกปลุกเร้าจนยากจะควบคุม ร่างกายของเขาร้อนฉ่าราวกับเตาไฟ สัญชาตญาณดิบเถื่อนเข้าครอบงำจนลืมเลือนความแค้นชั่วขณะ เหลือเพียงความต้องการที่จะครอบครองและลงทัณฑ์หญิงสาวในอ้อมแขนให้สาสม
ริมฝีปากร้อนผ่าวของเขาเคลื่อนต่ำลงมาประทับจูบหนักหน่วงที่ลาดไหล่เนียนผ่านเนื้อผ้าที่ขาดวิ่นเล็กน้อยจากการยื้อยุด รินรดาสะท้านเฮือก ขนลุกเกรียวไปทั้งร่าง ความรู้สึกตื่นกลัวผสมปนเปไปกับกระแสความวาบหวามที่แล่นพล่านจากท้องน้อยขึ้นสู่สมอง สติสัมปชัญญะของเธอกำลังจะถูกทำลายลงด้วยสัมผัสอันช่ำชองและดุดันของเขา
"คุณ... คุณพยัคฆ์... อื้อ..." เสียงทททททประท้วงกลืนหายไปในลำคอ เมื่อพยัคฆ์ไม่เปิดโอกาสให้เธอได้เอ่ยคำปฏิเสธใดๆ อีกต่อไป มือหนาตรึงข้อมือทั้งสองข้างของเธอไขว้ไว้เหนือศีรษะด้วยมือเดียวอย่างง่ายดาย ก่อนที่ริมฝีปากร้อนจะประกบจูบปิดปากอิ่มที่เผยอด้วยความตกใจ
จูบนั้นไม่ใช่ความอ่อนโยน แต่มันคือการประกาศิตและการลงทัณฑ์ รสจูบดุดัน รุนแรง และเรียกร้อง ราวกับจะสูบเอาวิญญาณและความดื้อรั้นทั้งหมดออกจากร่างของเธอ ลิ้นร้อนรุกล้ำเข้าไปกวาดต้อนความหวานภายในโพรงปากอย่างเอาแต่ใจ รินรดาสองตาเบิกโพลงด้วยความตื่นตระหนก สมองขาวโพลนราวกับถูกไฟช็อต มือที่ถูกตรึงไว้พยายามดิ้นรนขัดขืน แต่ยิ่งดิ้นเท่าไหร่ อ้อมแขนแกร่งก็ยิ่งรัดแน่นขึ้นราวกับงูเหลือมที่กำลังรัดเหยื่อให้จมดิ่ง
รสชาติของความใคร่และรสชาติของความแค้นผสมปนเปกันในรสจูบนั้น มันทั้งหอมหวาน ร้อนแรง และเจ็บปวดในเวลาเดียวกัน ลมหายใจของทั้งคู่หอบกระชั้นประสานเป็นเสียงเดียวท่ามกลางเสียงพายุฝุ่นที่โหมกระหน่ำซัดฝาผนังไม้ด้านนอกดังโครมคราม
เมื่อพยัคฆ์ผริมฝีปากออกช้าๆ อย่างนึกเสียดาย นัยน์ตาคมกริบของเขามีประกายไฟแห่งความปรารถนาลุกโชนยิ่งกว่าเดิม หน้าอกกว้างกระเพื่อมไหว รินรดาหอบหายใจโยนตัว ใบหน้าแดงก่ำ ร่างกายอ่อนปวกเปียกจนแทบจะทรุดลงไปกองกับพื้น หากไม่มีท่อนแขนแข็งแรงของเขาประคองเอวคอดเอาไว้
พยัคฆ์ก้มลงมองหญิงสาวในอ้อมแขนที่ตอนนี้ริมฝีปากบวมเจ่อและแววตาสั่นระริกด้วยความพ่ายแพ้ต่อสัญชาตญาณ รอยยิ้มหยันผุดขึ้นที่มุมปากของจอมโจรแห่งไร่อ้อย ก่อนที่เขาจะโน้มใบลงกระซิบชิดริมฝีปากอิ่มที่ยังคงสั่นเทาด้วยน้ำเสียงแหบพร่าที่สั่นสะเทือนหัวใจคนฟัง
"เมื่อกี้แค่เริ่มต้น... แต่ถ้าเธอยังดื้อกับฉันแบบนี้อีก กรินทร์พี่ชายของเธอ คงได้เห็นอะไรที่มันเร็วกว่ากำหนดแน่... ว่าแต่เธออยากพิสูจน์ไหมล่ะ ว่าฉันทำจริงหรือแค่ขู่?"
สิ้นคำพูดนั้น... แสงไฟฉายสว่างวาบสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างโรงเก็บ พร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบคนที่กำลังวิ่งกรูเข้ามาล้อมรอบอาคารหลังนี้ และเสียงตะโกนก้องฝ่าพายุฝุ่นของใครบางคนที่ดังขึ้นจนพยัคฆ์และรินรดาต้องชะงัก!
"พยัคฆ์! ปล่อยตัวน้องสาวฉันเดี๋ยวนี้!"
----------------------------------------------------------------------
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามความดุเดือดนี้ด้วยกันนะครับ
ดิบเถื่อนกลางพายุฝุ่น: บัญชีแค้นแลกจูบ•ตอนที่ 7
เส้นกั้นระหว่างแค้นกับใคร่
ผลงานโดย ธานินทร์แดนเถื่อน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ธานินทร์แดนเถื่อน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดิบเถื่อนกลางพายุฝุ่น: บัญชีแค้นแลกจูบ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!