เสียงกระจกหน้าต่างเรือนพักคนงานแตกกระจายพร้อมกับเสียงตะโกนหยาบคายที่ดังแว่วมาจากลานตากใบอ้อย เป็นสัญญาณเตือนว่าความอดทนของคนงานกลุ่มใหญ่ในไร่พยัคฆ์ได้เดินทางมาถึงขีดสุดแล้ว รินรดาในชุดเสื้อเชิ้ตลินินสีขาวที่ยับยู่ยี่และกางเกงสแลคเข้ารูป ก้าวเท้าถอยหลังกรูดเมื่อชายฉกรรจ์นับสิบชีวิตที่มีกลิ่นเหล้าขาวคละคลุ้งและใบหน้าแดงก่ำจากการทำงานตากแดดตากลมเดินล้อมวงเข้ามาใกล้ เธอพยายามรักษาความสง่างามและแววตาเด็ดเดี่ยวเอาไว้ให้ได้มากที่สุด แม้ว่าฝ่ามือที่กำเอกสารบัญชีเบิกจ่ายเงินเดือนจะชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็นเฉียบ
"พวกคุณไม่มีสิทธิ์มาประท้วงแบบนี้ บริษัทชี้แจงชัดเจนแล้วว่าการปรับโครงสร้างค่าแรงต้องรอรอบบัญชีหน้า!" เสียงหวานใสพยายามเปล่งออกไปให้มั่นคงที่สุด แม้ขาเรียจะสั่นเทาอยู่ข้างใน
"อย่ามาอ้างเรื่องระบบกับพวกเราเลยคุณหนูตกอับ!" หัวหน้าคนงานหน้าบากที่ถือท่อนเหล็กไว้ในมือเดินเข้าประชิด รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏบนริมฝีปากแห้งผาก "ผัวเก่าเธอมันตายไปแล้ว หรือตอนนี้เธอมาเป็นเมียไอ้พยัคฆ์แล้วลืมพวกเราวะ? ส่งเงินมาซะดีๆ ไม่งั้นวันนี้เรือนพักหลังนี้ได้ราบเป็นหน้ากลองแน่!"
รินรดาหน้าซีดเผือดเมื่อก้าวถอยจนแผ่นหลังชนเข้ากับเสาไม้สักของระเบียง ไม่มีทางหนี ท่ามกลางความเวิ้งว้างของไร่อ้อยสุดลูกหูลูกตา เธอเป็นเพียงกวางน้อยที่ตกลงมาในฝูงหมาป่าหิวกระหาย ทว่าในวินาทีที่ท่อนเหล็กในมือของชายฉกรรจ์ถูกเงื้อขึ้นสูงหมายจะขู่ขวัญ
*ปัง!*
เสียงปืนลูกซองนัดเดียวที่ดังสนั่นหวั่นไหวสะท้านไปทั้งผืนดินหยุดทุกความเคลื่อนไหวในรัศมีร้อยเมตร ควันสีขาวพวยพุ่งขึ้นจากปากกระบอกปืนที่ยังร้อนฉ่า ร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีเข้มพับแขนเสื้อขึ้นจนเห็นมัดกล้ามเนื้อตึงแน่นและเส้นเลือดปูดโปนตามแขนก้าวเข้ามาจากมุมมืดของโรงเก็บเครื่องจักร แววตาของพยัคฆ์ในยามนี้เปรียบเสมือนมัจจุราชที่เพิ่งไต่ขึ้นมาจากขุมนรก ความเย็นชาและดุดันแผ่ซ่านออกมาจนบรรยากาศรอบตัวลดฮวบลงทันตาเห็น
"ใครอนุญาตให้พวกมึงเหยียบเข้ามาเขตเรือนพักส่วนตัว... และใครอนุญาตให้มันแตะต้องของของกู"
น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้นเพียงประโยคเดียว แต่มันกลับทำให้คนงานร่างใหญ่ที่เคยกร่างถึงกับกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ท่อนเหล็กในมือร่วงหล่นลงพื้นเสียงดังสนั่น พยัคฆ์ก้าวเข้าไปหาทีละก้าวอย่างเชื่องช้า ทว่ากดดันจนคนพวกนั้นต้องถอยร่นด้วยความหวาดกลัว สัญชาตญาณดิบเถื่อนของเจ้าของไร่ผู้กุมชะตาชีวิตคนนับร้อยแผ่รังสีอำมหิตออกมาจนแทบหายใจไม่ออก ก่อนที่พยัคฆ์จะใช้ด้ามปืนกระแทกเข้าที่ท้องของหัวหน้าคนงานจนอีกฝ่ายทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น สำรอกลมหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความจุกเสียด
"ไสหัวไปให้พ้นหน้ากู... ก่อนที่กูจะฝังพวกมึงไว้ใต้ไร่อ้อยนี่ทั้งหมด!"
สิ้นคำสั่งเด็ดขาดนั้น ฝูงคนงานที่เคยฮึกเหิมต่างแตกฮือวิ่งหนีหายไปในพริบตา ราวกับฝูงสุนัขจนตรอกที่เจอเสือร้ายขย้ำ ความเงียบสงบกลับคืนสู่บริเวณนั้นอีกครั้ง เหลือเพียงเสียงลมหายใจหอบถี่ของรินรดาและร่างสูงที่ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าเธอ
พยัคฆ์ลดปืนลงช้าๆ ก่อนจะโยนมันส่งให้ลูกน้องที่เพิ่งวิ่งตามมาสมทบ จากนั้นเขาก็หันกลับมามองหญิงสาวที่ยังคงยืนพิงเสาด้วยอาการตัวสั่นเทา ร่างกายของรินรดาลู่ลงเล็กน้อย ความแข็งกร้าวที่เธอพยายามสร้างขึ้นเพื่อปกป้องตัวเองพังทลายลงในพริบตาเมื่อเผชิญหน้ากับความจริงที่ว่า หากไม่มีเขาในวินาทีนี้ เธอคงไม่แคล้วตกเป็นเหยื่อของความป่าเถื่อนไร้กฎเกณฑ์
"อวดเก่งนักนะ..." พยัคฆ์เอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ก้าวเข้ามาประชิดตัวจนแผงอกกว้างแทบแนบชิดกับร่างอ้อนแอ้น ฝ่ามือหนาเอื้อมไปคว้าข้อมือเรียวเล็กที่กำลังสั่นระริกไว้แน่นราวกับคีมเหล็ก "รนหาที่ตายหรือไง ถึงกล้าออกมาเผชิญหน้ากับไอ้พวกเดรัจฉานพวกนั้นโดยไม่มีแม้แต่มีดสักเล่ม"
"ปล่อยฉัน..." รินรดาเงยหน้าขึ้นสบตาเขา ดวงตาคู่สวยรื้นไปด้วยหยดน้ำตาแห่งความอัดอั้นตันใจ แต่เธอก็ยังดึงดันที่จะเชิดหน้าขึ้นสู้ "ฉันจะจัดการปัญหาของฉันเอง ฉันไม่ใช่คนในปกครองของคุณ ทำไมต้องมายุ่ง!"
"เพราะเธอมันโง่เง่าไง!" พยัคฆ์คำรามต่ำในลำคอ ความหงุดหงิดระคนหึงหวงพุ่งพล่านขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล มือหนากระชากร่างบางให้เข้ามาปะทะกับแผงอกของเขาอย่างแรง จนรินรดาอุทานออกมาด้วยความตกใจ ลมหายใจอุ่นร้อนที่ปะทะกันและกันทำให้บรรยากาศร้อนระอุขึ้นมาในชั่วพริบตา "จำใส่สมองอันน้อยนิดของเธอไว้รินรดา... ผู้หญิงคนเดียวที่จะกลั่นแกล้ง ทรมาน หรือทำลายให้แหลกคามือได้ มีแค่ฉันคนเดียวเท่านั้น คนอื่นไม่มีสิทธิ์!"
คำพูดดิบเถื่อนแต่แฝงไปด้วยความหึงหวงและกระหายรุนแรงทำให้หัวใจของหญิงสาวกระตุกวูบ รินรดาพยายามบิดข้อมือหนีจากการเกาะกุม แต่ยิ่งดิ้นรน แรงบีบเคล้นจากฝ่ามือของเขาก็ยิ่งทวีความหนักหน่วงและแนบแน่นขึ้น จนผิวเนื้อเนียนขึ้นรอยแดงจางๆ
"คุณมันบ้า... คุณมันซาดิสต์และเห็นแก่ตัวที่สุด!"
"ใช่... ฉันมันบ้า และเพราะเธอนั่นแหละที่ทำให้ฉันเป็นบ้าอยู่แบบนี้!"
พยัคฆ์หมดความอดทนที่จะต่อล้อต่อเถียง เขาใช้แขนอีกข้างโอบกระหวัดรอบเอวบางแล้วยกตัวเธอขึ้นจนเท้าพ้นพื้นเล็กน้อย ก่อนจะก้าวฉับๆ พาเธอกลับเข้าไปในห้องพักส่วนตัวแล้วใช้เท้าถีบประตูไม้ปิดลงเสียงดังสนั่น ล็อกกลอนแน่นหนาด้วยความเร็ว รินรดาถูกวางลงบนเตียงนอนกว้างอย่างไม่เบามือนัก แรงสะเทือนทำให้เธอล้มลงไปนอนราบกับฟูกหนา และก่อนที่เธอจะทันได้ตั้งตัว ร่างสูงใหญ่ก็ตามทาบทับลงมาพันธนาการเธอไว้ใต้ร่างราวกับเสือชีตาร์ที่ตะครุบเหยื่อ
ความมืดสลัวภายในห้องที่ถูกปิดม่านบังแสงทำให้บรรยากาศยิ่งตึงเครียดและอบอวลไปด้วยแรงปรารถนาอันดิบเถื่อน พยัคฆ์ใช้มือข้างหนึ่งตรึงข้อมือทั้งสองข้างของเธอไว้เหนือศีรษะด้วยมือเดียวอย่างง่ายดาย ส่วนมืออีกข้างสอดเข้าไปใต้กลุ่มผมยาวสลวยแล้วกดท้ายทอยของเธอให้เงยขึ้นมารับสัมผัส
"ปล่อยนะ... อื้อ!"
เสียงประท้วงถูกกลืนหายไปในลำคอทันทีเมื่อริมฝีปากร้อนผ่าวประกบลงมาบดขยี้อย่างไร้ความปรานี รสจูบในครานี้ไม่ได้อ่อนโยนหรือมีความหวานชื่นใดๆ เจืออยู่เลย มันคือการประกาศความเป็นเจ้าของ คือการลงทัณฑ์ความดื้อรั้น และคือการระบายความตึงเครียดทั้งหมดที่สะสมมาตลอดทั้งวันลงบนเรียวปากนุ่ม รินรดาพยายามเม้มริมฝีปากแน่นและเบือนหน้าหนี แต่ความเชี่ยวชาญและแรงกดดันมหาศาลจากชายหนุ่มทำให้เธอยอมจำนนอย่างรวดเร็ว ปลายลิ้นร้อนที่รุกรานเข้ามาตักตวงความหวานล้ำและกวาดต้อนลมหายใจของเธอทำให้สมองของหญิงสาวขาวโพลน ร่างกายที่เคยต่อต้านกลับอ่อนยวบยาบลงอย่างน่าอับอาย
รสสัมผัสที่ทั้งคุกคามและวาบหวามแผ่ซ่านไปทั่วทุกอณูผิว ความโกรธเกรี้ยวเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความร้อนรุ่มที่แผดเผาช่องท้องจนปั่นป่วน พยัคฆ์ถอนริมฝีปากออกมาชั่วครู่เพื่อให้เธอได้โกบโกยอากาศเข้าปอด ทว่าดวงตาคมกริบที่จ้องมองลงมากลับเต็มไปด้วยประกายไฟแห่งความปรารถนาที่ลุกโชนยิ่งกว่าเดิม
"ปากเก่งดีนัก..." เสียงกระซิบแหบพร่าดังอยู่ข้างใบหูที่ขึ้นสีแดงจัด ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดต้นคอระหงจนรินรดาสั่นสะท้านไปทั้งตัว "ทีนี้... เรามาคุยกันต่อดีกว่า ว่าเธอจะชดใช้ความซุ่มซ่ามของตัวเองให้ฉันยังไงดี หืม... รินรดา?"
นิ้วมือแข็งแรงเริ่มลูบไล้ไปตามแนวขอบกระดุมเสื้อเชิ้ตของเธออย่างจงใจ ปลายนิ้วที่ปัดผ่านผิวเนื้อนุ่มทำให้ขนลุกชันไปทั่วร่าง ความหวาดหวั่นผสมผสานกับความเร่าร้อนที่เธอไม่อาจปฏิเสธกำลังดึงเธอดิ่งลงไปในหุบเหวแห่งเสน่หาที่ไร้ทางหนี รินรดาหอบหายใจถี่กระชั้น เม้มริมฝีปากแน่นในขณะที่สายตาประสานเข้ากับดวงตาคมดุที่จ้องมองเธอราวกับจะกลืนกินเข้าไปทั้งตัว
และในวินาทีที่ปลายนิ้วซุกซนของพยัคฆ์ปลดกระดุมเม็ดแรกของเธอออก พร้อมกับรอยยิ้มมุมปากที่เปี่ยมด้วยความร้ายกาจ เสียงทุบประตูด้านนอกห้องพักก็ดังขึ้นอย่างรุนแรง พร้อมกับเสียงตะโกนกระหืดกระหอบของลูกน้องคนสนิทที่ทำลายบรรยากาศทั้งหมดลงในเสี้ยววินาที
"นายใหญ่ครับ! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว... มีรถแปลกปลอมกลุ่มใหญ่บุกเข้ามาทางเขตชายแดนไร่ด้านทิศเหนือ พวกมัน... พวกมันพาคนมาพร้อมอาวุธครับ!"
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปกับความดาร์กและเร่าร้อนนี้ด้วยกันนะครับ
ดิบเถื่อนกลางพายุฝุ่น: บัญชีแค้นแลกจูบ•ตอนที่ 15
รอยร้าวในไร่
ผลงานโดย ธานินทร์แดนเถื่อน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ธานินทร์แดนเถื่อน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดิบเถื่อนกลางพายุฝุ่น: บัญชีแค้นแลกจูบ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!