"อย่าหันไปมอง... พู่กัน"
น้ำเสียงของพี่รินสั่นพร่าเบาหวิวราวกับละอองน้ำค้างที่กำลังจะระเหยหายไปในความมืด แรงบีบจากฝ่ามือเรียวยาวของคนตรงหน้าที่คว้าข้อมือฉันไว้แน่นจนเจ็บนั้น ไม่ใช่การกระทำของคนปกติที่กำลังล้อเล่น แต่คือความตื่นตระหนกที่แผ่ซ่านผ่านผิวสัมผัสมาถึงหัวใจที่เต้นรัวของฉัน
กลิ่นน้ำหอมจางๆ กลิ่นกระดาษเก่าในห้องสมุดและกลิ่นความเย็นเยียบของเครื่องปรับอากาศที่มักจะทำให้ฉันรู้สึกอบอุ่นเสมอเมื่ออยู่ใกล้พี่ริน บัดนี้กลับกลายเป็นความหนาวเหน็บที่เสียดแทงไปถึงกระดูก
"แต่... พี่รินคะ" ฉันพยายามจะเปล่งเสียงออกไป แต่กลับกลายเป็นเสียงกระซิบที่แทบไม่มีน้ำหนัก
"เงียบ" พี่รินสั่งพลางดึงร่างฉันเข้าไปหลบหลังชั้นหนังสือไม้โอ๊กเก่าแก่ สายตาของพี่ไม่ได้มองมาที่ฉันเลย แต่มันจดจ้องไปยังหน้าต่างบานสูงที่เปิดแง้มไว้เพียงเล็กน้อย ท่ามกลางความมืดสลัวของโถงทางเดินชั้นบน บานหน้าต่างนั้นสั่นไหวอย่างผิดธรรมชาติ ทั้งที่ไม่มีลมพัดผ่านแม้แต่น้อย
ทว่าก่อนที่เราจะได้พิสูจน์ความจริงที่น่าสะพรึงกลัวนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครหลายคนก็ดังก้องขึ้นมาตามบันไดหินอ่อนที่เย็นเฉียบ พร้อมกับเสียงซุบซิบที่ฟังดูไม่เป็นมิตรนักลอยมาตามสายลม
"นั่นไง... ฉันบอกแล้วว่าเห็นสองคนนั้นอยู่ด้วยกันดึกๆ ดื่นๆ ประจำ"
"เด็กปีหนึ่งคนนั้นน่ะเหรอที่เกาะติดพี่รินแจ? ไม่แปลกใจเลยที่ภาควิชาถึงลือกันให้แซด ว่าหัวหน้าภาคฯ ของเราลำเอียง"
คำพูดเหล่านั้นคมกริบราวกับใบมีดบาดลึกเข้าที่ความรู้สึก ฉันเห็นแผ่นหลังของพี่รินเกร็งแน่นขึ้นทันทีที่ได้ยินชื่อตัวเองถูกนำไปพูดในทางเสียหาย สายตาที่เคยสุขุมและเปี่ยมไปด้วยความเมตตาของพี่รินเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาที่ยากจะคาดเดา พี่ค่อยๆ หันกลับมามองฉัน ดวงตาคู่สวยนั้นสะท้อนเงาความสับสนที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน
"ออกไปเถอะพู่กัน... ก่อนที่คนพวกนั้นจะมาเห็นเราเข้า" พี่รินผละมือออกอย่างรวดเร็วราวกับถูกไฟลวก
"แต่พี่รินคะ ข่าวพวกนั้นมันไม่จริงนะคะ เราแค่..."
"มันไม่สำคัญหรอกว่าจริงหรือไม่จริง" พี่รินตัดบท สายตาของพี่ไม่ได้มองสบตาฉันอีกต่อไป แต่จ้องมองไปยังพื้นไม้ที่เต็มไปด้วยฝุ่น "ในที่แห่งนี้ สิ่งที่คนเขา 'เชื่อ' สำคัญกว่า 'ความจริง' เสมอ พู่กันกลับไปเถอะนะ อย่าเอาอนาคตมาทิ้งไว้กับคนอย่างพี่เลย"
ประโยคนั้นของพี่รินทำเอาฉันจุกจนพูดไม่ออก ฉันมองเห็นความโดดเดี่ยวที่กัดกินพี่รินมาตลอดสามปีสะท้อนออกมาจากแววตาที่กำลังไหวระริกนั้น พี่รินไม่ใช่แค่หัวหน้าภาคที่เก่งกาจ แต่พี่คือคนที่แบกความคาดหวังของคนทั้งคณะไว้บนบ่าเพียงลำพัง และตอนนี้ ฉันกำลังกลายเป็นภาระที่ทำให้เกราะป้องกันของพี่เริ่มแตกร้าว
"พู่กันไม่สนค่ะ" ฉันตัดสินใจก้าวเข้าไปหาพี่รินอีกครั้งโดยไม่สนใจเสียงฝีเท้าที่ใกล้เข้ามาทุกที "ถ้าข่าวลือพวกนั้นมันทำให้พี่เจ็บ พู่กันจะรับมือเอง แต่พู่กันจะไม่ทิ้งพี่ไว้ที่นี่คนเดียว... กับเรื่องที่อยู่หลังหน้าต่างนั่น"
พี่รินชะงักไปเล็กน้อย มือของพี่สั่นเทาขณะพยายามจะเอื้อมมาผลักฉันออกไปอีกครั้ง ทว่าในจังหวะนั้นเอง เสียงฝีเท้าที่หยุดนิ่งลงหน้าประตูห้องโถงก็ทำให้เราทั้งคู่ต้องหยุดหายใจ
ประตูไม้บานใหญ่ถูกเปิดออกช้าๆ เผยให้เห็นร่างของอาจารย์ประจำคณะสามคน และกลุ่มนักศึกษารุ่นพี่ที่ดูไม่พอใจนัก แสงไฟจากทางเดินสาดส่องเข้ามาในความมืดของห้องสมุด เผยให้เห็นสภาพที่ดูเหมือน 'ความลับ' ของเรากำลังถูกเปิดโปงต่อหน้าสาธารณชน
"ริน... นี่เธอทำอะไรลงไป" เสียงของอาจารย์อาวุโสดังขึ้นด้วยความผิดหวัง
ท่ามกลางความเงียบงันที่กดดันจนแทบหายใจไม่ออก สายตาของทุกคนไม่ได้หยุดอยู่ที่เราสองคน แต่พวกเขากลับหันไปมองยังหน้าต่างบานนั้นที่พี่รินเพิ่งจะเตือนฉันเมื่อครู่
ทว่า สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงนั้นไม่ใช่ร่างของสิ่งมีชีวิตหรือวิญญาณร้ายอย่างที่ฉันหวาดกลัว
มันคือสมุดเลกเชอร์เล่มหนาของพี่ริน... เล่มเดียวกับที่ฉันเคยแอบหยิบมายืม และในขณะที่ลมพัดหน้าต่างเปิดออกกว้างจนลมตีหน้าพวกเราทุกคน กระดาษข้างในเล่มนั้นก็ปลิวว่อนออกมา กระจายไปทั่วห้องราวกับหิมะที่ร่วงหล่น
และสิ่งที่เขียนอยู่ในหน้ากระดาษเหล่านั้น... ไม่ใช่เนื้อหาบทเรียนของคณะ แต่เป็นรายชื่อของทุกคนที่ยืนอยู่ในห้องนี้ พร้อมกับ 'ความลับ' ที่แต่ละคนพยายามปิดบังไว้มาตลอดชีวิต ซึ่งถูกเขียนด้วยลายมือของฉันเอง!
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางมาถึงช่วงเวลาที่เปราะบางที่สุดของหัวใจนะคะ กลิ่นลิลลี่สีขาว
บันทึกความลับฉบับเลกเชอร์ของรุ่นพี่คนโปรด•ตอนที่ 33
ข่าวลือสะพัด
ผลงานโดย กลิ่นลิลลี่สีขาว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กลิ่นลิลลี่สีขาว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกความลับฉบับเลกเชอร์ของรุ่นพี่คนโปรด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!