กลิ่นอายจางๆ ของดอกอู๋ทงที่ร่วงหล่นบนพื้นหินหยกขาว ไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศภายในศาลาแปดเหลี่ยมกลางสวนหลวงดูผ่อนคลายลงเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม... ไอเย็นเยียบจากปลายนิ้วที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อผ้าแพรต่วนปักลายหงส์ทองของหลินฟางเซียน กลับกำลังแผ่ซ่านความตึงเครียดออกมาจนแทบทำให้หยาดน้ำค้างบนยอดหญ้าแข็งตัว
"แม่นางฟางเซียนดูเหมือนจะไม่ค่อยชอบใจชาอวี้เฉียนถ้วยนี้กระมัง?"
น้ำเสียงทุ้มนุ่มนวลเจือรอยยิ้มที่เคลือบไว้ด้วยยาพิษดังขึ้นจากเบื้องหน้า องค์ชายจ้าวเหวินประทับนั่งอยู่บนเก้าอี้พนักพิงไม้จันทน์หอม พระเนตรเรียวรีคู่นั้นทอดมองนางด้วยประกายที่อ่านยาก ยามที่ปลายนิ้วเรียวยาวดั่งหยกขาวของพระองค์เลื่อนถ้วยกระเบื้องเคลือบสีไข่ไก่เข้ามาใกล้ร่างบางอีกนิด คล้ายเป็นการคะยั้นคะยอโดยไม่ใช้คำพูด
ฟางเซียนมิได้ขยับพระองค์ทันที นางเพียงแต่กวาดสายตาคมกริบดั่งใบมีดซ่อนในไหมพรม มองสำรวจผิวน้ำชาสีมรกตอ่อนที่สะท้อนเงาเมฆาบนท้องฟ้าเบื้องบน ในชาติภพก่อน... ชาถ้วยนี้คือจุดเริ่มต้นแห่งความตายอันน่าอนาถ นางดื่มมันเข้าไปด้วยความไว้วางใจโง่งอม ก่อนที่พิษสลายกระดูกจะกัดกินอวัยวะภายในทีละน้อยจนสิ้นใจอย่างโดดเดี่ยวในตำหนักเย็น
ทว่าเวลานี้ นางมิใช่หลินฟางเซียนผู้อ่อนต่อโลกคนเดิมอีกต่อไปแล้ว
"หม่อมฉันเพียงแต่คิดว่า... ลมในสวนหลวงยามนี้ช่างแปรปรวนยิ่งนักเพคะ" ฟางเซียนแย้มโอษฐ์บางเบา รอยยิ้มที่งดงามหยาดเยิ้มแต่กลับเยือกเย็นเสียจนองค์ชายจ้าวเหวินทรงชะงักไปชั่วขณะ นางยื่นมือเรียวขาวราวลำเทียนออกไปหยิบถ้วยชาขึ้นมา ทว่าปลายนิ้วกลับจงใจปัดผ่านขอบถ้วยของอีกฝ่ายเบาๆ จนน้ำชาฉ่ำกระเซ็นลงบนโต๊ะหินอ่อน เป็นการเคลื่อนไหวที่ทั้งเย่อหยิ่งและจงใจท้าทายในเวลาเดียวกัน
จ้าวเหวินทรงหรี่พระเนตรลงเล็กน้อย รอยยิ้มบนพระพักตร์ยังคงรักษาไว้ได้อย่างแนบเนียน แต่กล้ามเนื้อบริเวณกรามกลับขยับเกร็งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด "แปรปรวนอย่างไร? หรือเจ้าสัมผัสได้ถึงภัยมืดที่กำลังคืบคลานเข้ามา?"
"ภัยมืดหรือเพคะ?" ฟางเซียนทวนคำ น้ำเสียงของนางราบเรียบดั่งผิวน้ำในบึงใหญ่ไร้คลื่นลม แต่แววตาคู่คมกลับเปล่งประกายคมปลาบ "หม่อมฉันกลับคิดว่า สิ่งที่น่ากลัวที่สุดมิใช่ภัยมืดที่ซ่อนเร้น... หากแต่เป็นงูพิษที่ซ่อนกายอยู่ใต้คราบนักบุญ ต่างหากเพคะ"
บรรยากาศรอบกายพลันเงียบงันลงทันที เสียงนกน้อยในพุ่มไม้คล้ายจะเงียบเสียงลงไปถนัดตา ขันทีและนางกำนัลที่คอยยืนอารักขาอยู่โดยรอบต่างพากันก้มหน้าจนคางชิดอก ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง เกรงว่าจะพลอยรับเคราะห์จากรัศมีสังหารที่กำลังปะทะกันอย่างเงียบเชียบระหว่างคนทั้งสอง
ในจังหวะที่ความตึงเครียดพุ่งสูงจนถึงขีดสุด เงาร่างสูงสง่าในชุดคลุมสีนิลปักลายพยัคฆ์เงินก็ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ที่ทางเข้าศาลาโดยไม่มีผู้ใดทันรู้ตัว
"ดูท่าทาง... สวนหลวงวันนี้จะมีแขกมารวมตัวกันมากหน้าหลายตาเสียจริง"
น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจที่เปี่ยมไปด้วยไอสังหารสนามรบดังแทรกขึ้น อ๋องเฉินอี้เฟยเสด็จเข้ามาด้วยพระvพพักตร์ราบเรียบดั่งน้ำแข็งพันปี พระเนตรคมกริบดั่งเหยี่ยววาดมองถ้วยชาในพระหัตถ์ขององค์ชายจ้าวเหวิน ก่อนจะเลื่อนกลับมาสบเข้ากับดวงตาคู่สวยของฟางเซียน รัศมีกดดันรอบพระองค์แผ่ขยายออกไปจนทำให้องค์ชายจ้าวเหวินต้องทรงแย้มสรวลกลบเกลื่อนความไม่พอใจที่ฉายชัดขึ้นในแววพระเนตร
"ที่แท้ก็เป็นท่านอ๋องเฉิน... ลมอะไรหอบท่านผู้ตรวจการกองทัพผู้ยุ่งเหยิงมาถึงสวนฝ่ายในเช่นนี้ได้?" จ้าวเหวินตรัสถามด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ ทว่าพระหัตถ์ที่ถือถ้วยชากลับกำแน่นขึ้นจนข้อพระหัตถ์ขาวซีด
อี้เฟยไม่แม้แต่จะชายตาแลพระพักตร์ขององค์ชายคู่แข่งทางการเมือง พระองค์ก้าวเข้ามาประชิดร่างของฟางเซียนอย่างไร้ซึ่งความเกรงใจต่อธรรมเนียมวังหลวง พระหัตถ์หนายื่นไปแย่งถ้วยชาจากเรียวนิ้วของหญิงสาวมาถือไว้เสียเอง ก่อนจะเทน้ำชาสีมรกตนั้นลงบนพื้นหินอ่อนอย่างไม่ไยดี เสียงของเหลวไหลกระทบพื้นดังชัดเจนท่ามกลางความเงียบ
"ชาถ้วยนี้... มีกลิ่นอายของความตายคละคลุ้งเกินกว่าจะให้สตรีเช่นนางแตะต้อง" อี้เฟยตรัสด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ สายตาคมกริบราวกับมองทะลุปรุโปร่งถึงแผนการชั่วร้ายทั้งหมด
จ้าวเหวินทรงพระสรวลออกมาเบาๆ แต่ไร้ซึ่งความขบขัน "ท่านอ๋องทรงกล่าวเกินไปแล้ว กระผมเพียงแค่..."
"พระองค์ไม่ต้องตรัสอันใดทั้งสิ้น" อี้เฟยตัดบทอย่างไร้เยื่อใย พระองค์หันมาทอดพระเนตรฟางเซียนด้วยสายตาที่อ่อนลงเพียงเสี้ยววินาที ทว่าแฝงความหมายลึกซึ้งที่อ่านออกเพียงคนทั้งสอง "เพราะหลังจากวันนี้... จะไม่มีผู้ใดในวังหลวงกล้าใช้ลูกไม้น้ำเน่าเช่นนี้กับนางอีก"
ทว่า ในวินาทีที่ความกดดันกำลังเปลี่ยนเป็นศึกปะทะคารมที่ดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ นั้น เสียงย่างฝีเท้าอันเร่งรีบของขันทีชั้นผู้ใหญ่ก็ดังขึ้นจากทางเดินหินอ่อน พร้อมกับราชโองการฉบับหนึ่งในมือที่สั่นเทา
"ประกาศหลวง...!" ขันทีเฒ่าคุกเข่าลงแทบพื้นด้วยใบหน้าซีดเผือด เหงื่อกาฬไหลโทรมกาย "มีพระราชโองการด่วนจากพระพันปีหลวง... ให้เรียกตัวหลินฟางเซียนเข้าเฝ้าเป็นการเร่งด่วน ณ ตำหนักชิงหลัน... บัดเดี๋ยวนี้!"
ฟางเซียนชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาดอกท้อหรี่แคบลงทันทีเมื่อได้ยินนามของตำหนักนั้น
ตำหนักชิงหลัน... สถานที่ซึ่งมารดาขององค์ชายจ้าวเหวินใช้อาศัยเป็นฐานอำนาจในวังหลัง และเป็นจุดเริ่มต้นของแผนการทำลายล้างตระกูลหลินในชาติก่อน
อี้เฟยขมวดพระขนมเข้าหากันอย่างแน่นหนา รังสีอำมหิตพวยพุ่งออกจากร่างของท่านอ๋องหนุ่มทันที ทว่าก่อนที่ผู้ใดจะทันได้เอ่ยคำคัดค้าน ขันทีเฒ่าก็เงยหน้าขึ้นเผยให้เห็นรอยยิ้มแปลกประหลาดที่มุมปาก พร้อมกับประกาศข้อความทิ้งท้ายที่ทำให้ลมหายใจของทุกคนต้องสะดุด
"และ... พระพันปีหลวงยังมีรับสั่งอีกด้วยว่า... หากคุณหนูหลินปฏิเสธการเข้าเฝ้า ศพของบิดาท่าน... คงต้องถูกส่งออกจากคุกหลวงก่อนยามซวีเป็นแน่!"
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางพลิกเกมแค้นไปกับฟางเซียนนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
หมากกระดานเลือด: จารึกใหม่ใต้เงาสวรรค์•ตอนที่ 8
กลิ่นอายสังหารในสวนหลวง
ผลงานโดย หงส์เพลิงหวนคืน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หงส์เพลิงหวนคืน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานเลือด: จารึกใหม่ใต้เงาสวรรค์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!