หมากกระดานเลือด: จารึกใหม่ใต้เงาสวรรค์•ตอนที่ 26

แผนซ้อนแผน

ผลงานโดย หงส์เพลิงหวนคืน
กลิ่นอายจันทร์เพ็ญในศาลาแปดเหลี่ยมกลางสระบัวหลวงมิได้ชวนให้รื่นรมย์แม้แต่น้อย หากแต่คุกกรุ่นด้วยไอสังหารที่ซ่อนเร้นอยู่ใต้ระลอกคลื่นผิวน้ำ หยดน้ำค้างบนกลีบบัวสีชาดร่วงหล่นกระทบผิวน้ำดังเปาะแปะ ราวกับเสียงนับถอยหลังของลมหายใจที่กำลังจะหมดลง หลินฟางเซียนนั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะน้ำชาไม้จันทน์หอม อาภรณ์ไหมปักลายหงส์เพลิงสีแดงชาดตัดกับความมืดมิดของรัตติกาล ดวงตาดอกท้อหงส์ห่อหุ้มด้วยความเย็นชาดั่งน้ำแข็งพันปี ปลายน้องเรียวดุจลำเทียนกำลังบรรจงใช้เข็มเงินจุ่มลงไปในถ้วยกระเบื้องเคลือบสีไข่ไก่ที่ส่งกลิ่นหอมหวานเย้ายวน ทว่าเคลือบไว้ด้วยพิษสลายกระดูกไร้ร่องรอย "เจ้าเลือกเวลาลงมือได้เหมาะเจาะเสียจริง... ฟางเซียน" เสียงทุ้มต่ำกังวานดังขึ้นจากความมืดเบื้องหน้า อ๋องเฉินอี้เฟยสวมชุดคลุมสีดำสนิทกลมกลืนกับรัตติกาล ร่างสูงใหญ่ก้าวเท้าเข้ามาอย่างไร้สุ้มเสียง แววตาคมกริบดั่งพญาอินทรีคู่นั้นทอดมองสตรีตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก มีทั้งความห่วง "ความอดทนของหม่อมฉันหมดลงตั้งแต่วันที่ตระกูลหลินต้องกลายเป็นผุยผงแล้วเพคะ ท่านอ๋อง" นางเอ่ยตอบโดยไม่เงยหน้าขึ้น น้ำเสียงเรียบเรื่อยทว่าบาดลึกถึงขั้วหัวใจ "องค์ชายจ้าวเหวินกำลังจะก้าวเข้ามาในกรงที่หม่อมฉันขุดรอไว้... หมากตานี้ หากไม่เดินด้วยเลือด ก็คงต้องแลกด้วยบัลลังก์" เฉินอี้เฟยสาวเท้าเข้าไปใกล้ กลิ่นอายบุรุษเพศที่คุ้นเคยโชยเข้าประชิดจนฟางเซียนต้องชะงักมือ นิ้วแกร่งเอื้อมมาแตะปลายคางมนของนางแผ่วเบา บังคับให้นางเงยขึ้นสบตา ดวงตาคู่นั้นลึกล้ำดึงดูดราวกับหลุมพรางที่นางเต็มใจจะตกลงไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า "ระวังตัวด้วย... ข้าไม่ได้ยอมให้เจ้าฟื้นจากความตายเพื่อมาตายด้วยน้ำมือของมันอีกครั้ง" น้ำเสียงของเขาอ่อนลงในประโยคท้าย ทว่าหนักแน่นดั่งคำสัตย์ปฏิญาณ "หม่อมฉันไม่เคยพลาด... และคนอย่างจ้าวเหวิน ยิ่งกระหายอำนาจมากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งก้าวพลาดเร็วขึ้นเท่านั้น" ฟางเซียนแย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่งดงามหยาดเยิ้มแต่กลับอาบยาพิษ ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นผสมผสานกับเสียงซิ่นรองเท้ากระทบพื้นหินก็ดังแว่วมาจากระเบียงทางเดินคดเคี้ยว เงาร่างหนึ่งสวมชุดขุนนางชั้นสูงก้าวเข้ามาด้วยท่าทีเร่งรีบแต่ยังคงความเย่อหยิ่งไว้ไม่เสื่อมคลาย นั่นคือองค์ชายจ้าวเหวิน ผู้ซึ่งซ่อนเขี้ยวเล็บไว้ภายใต้รอยยิ้มสุภาพบุรุษจอมปลอม "คารวะพระชายา... และท่านอ๋อง" จ้าวเหวินประสานมือคำนับตามพิธีการ สายตาคมปลาบกวาดมองไปทั่วศาลาอย่างระแวดระวัง ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ถ้วยน้ำชาสองถ้วยบนโต๊ะ "ดึกดื่นป่านนี้แล้ว ไฉนพระชายาจึงยังมีอารมณ์มานั่งชมจันทราจิบชาอยู่อีกเล่าพ่ะย่ะค่ะ?" ฟางเซียนผุดลุกขึ้นยืน ชายอาภรณ์ยาวลากพื้นราวกับเปลวเพลิงที่กำลังระบำ นางย่อกายลงน้อยๆ อย่างงดงามไร้ที่ติ ก่อนจะผายมือเชื้อเชิญด้วยรอยยิ้มที่จำนนต่อสถานการณ์ "หม่อมฉันเพียงแต่รอคอยแขกผู้มีเกียรติ... ที่บังอาจลอบเข้ามาในจวนอ๋องยามวิกาลต่างหากเพคะ องค์ชายทรงปรีชาสามารถยิ่งนัก รู้ว่าหม่อมฉันรออยู่จึงเสด็จมาเยือนด้วยพระองค์เอง" จ้าวเหวินหรี่ตาลงเล็กน้อย รอยยิ้มบนใบหน้ายังคงรักษาไว้อย่างแนบเนียน ทว่ากล้ามเนื้อรอบกรามกลับเกร็งขึ้นเล็กน้อย "พระชายากล่าวหาเกินไปแล้ว กระหม่อมเพียงผ่านมาทางนี้... และได้กลิ่นชาชั้นดี จึงแวะมาทักทายตามประสาคนคุ้นเคย" "คุ้นเคยกระนั้นหรือเพคะ?" ฟางเซียนหัวسแผ่วเบาในลำคอ เสียงหัวอกนั่นช่างเย็นเยียบจนจ้าวเหวินรู้สึกสันหลังวาบ "คุ้นเคยถึงขนาดส่งมือสังหารไปเด็ดหัวตระกูลหลินเมื่อชาติก่อน... เอ๊ย... ในอดีตเลยทีเดียว มิใช่หรือเพคะ!" สิ้นคำพูดนั้น บรรยากาศรอบกายพลันเย็นเยียบลงจนถึงขีดสุด อ๋องเฉินอี้เฟยขยับกายไปยืนบังหน้าฟางเซียนโดยสัญชาตญาณ รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกจากร่างสูงใหญ่จนจ้าวเหวินต้องถอยหลังไปกึ่งก้าว "เจ้าหมายความว่าอย่างไร ฟางเซียน!" จ้าวเหวินแสร้งทำเป็นตีหน้าซื่อ น้ำเสียงตื่นตระหนกเล็กน้อย "เจ้ากำลังกล่าวหาองค์ชายเช่นข้าด้วยเรื่องเหลวไหลกระนั้นหรือ? มีหลักฐานอันใดไม่ทราบ!" "หลักฐานน่ะหรือเพคะ..." ฟางเซียนก้าวเท้าช้าๆ ออกมาจากเงาของเฉินอี้เฟย นางหยิบถ้วยชาเคลือบสีไข่ไก่ขึ้นมาถือไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง ปลายนิ้วเรียวยาวประคองถ้วยไว้อย่างทะนุถนอมราวกับมันคืองานศิลปะล้ำค่า ดวงตาดอกทอสาดประกายคมกริบดั่งคมดาบที่พ้นฝัก "หลักฐานชิ้นสำคัญ... กำลังจะแสดงให้ท่านเห็น ณ บัดนี้เพคะ" นางยกถ้วยชาขึ้นจิบเพียงเล็กน้อย ปลายลิ้นสัมผัสกับรสชาติหวานละมุนที่ซ่อนพิษร้าย ก่อนจะพ่นโลหิตสีดำคล้ำออกมาคำโตสาดกระเซ็นลงบนพื้นหินอ่อนสีขาวสะอาดตา ร่างบอบบางทรุดฮวบลงราวกับตุ๊กตาที่ขาดSway ทว่ามือเรียวยังคงกำถ้วยชาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย! "ฟางเซียน!" เฉินอี้เฟยอุทานด้วยความตกใจระคนโทสะ ร่างสูงพุ่งเข้าไปรับร่างที่กำลังจะล้มลงสู่อ้อมแขน ดวงตาคู่นคมแดงก่ำด้วยความโกรธเกรี้ยวที่พุ่งพล่านจนถึงขีดสุด จ้าวเหวินผงะถอยหลังด้วยความตื่นตระหนก ใบหน้าที่เคยราบเรียบเริ่มซีดเผือดลงทันทีเมื่อเห็นภาพตรงหน้า "นะ... นางกินยาพิษฆ่าตัวตายเพื่อใส่ร้ายข้าอย่างนั้นหรือ!" ฟางเซียนแย้มยิ้มออกมาทั้งที่มุมปากยังมีคราบโลหิตสีดำ นางเอื้อมมืออันสั่นเทาไปควายชายเสื้อของจ้าวเหวินไว้แน่น ดวงตาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่กำลังตื่นตระหนกของอีกฝ่ายด้วยความสะใจ "องค์ชาย... ชาถ้วยนี้... หม่อมฉันไม่ได้ดื่มคนเดียวเสียหน่อยเพคะ..." นางกระซิบด้วยเสียงอันแผ่วเบา ทว่าก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของทุกคน จ้าวเหวินเบิกตากว้างด้วยความหวาดกลัว รีบก้มลงมองที่แขนเสื้อของตนเอง ซึ่งบัดนี้... คราบน้ำชาสีใสที่กระเด็นโดนเมื่อครู่กำลังกัดกินเนื้อผ้าและผิวหนังจนเกิดควันสีขาวพวยพุ่งส่งกลิ่นเหม็นไหม้! ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ประตูศาลาแปดเหลี่ยมก็ถูกถีบกระเด็นออกอย่างไร้ความปรานี ทหารรักษาพระองค์นับร้อยนายในชุดเกราะเหล็กกล้าพร้อมอาวุธครบมือกรูกันเข้ามาปิดล้อมทุกเส้นทางหนีอย่างแน่นหนา และท่ามกลางความโกลาหลนั้น ขันทีเฒ่าคนสนิทของฮ่องเต้ก็ก้าวเท้าเข้ามาพร้อมกับราชโองการม้วนสีเหลืองทองอร่ามในมือ ใบหน้าของขันทีเฒ่าไร้ซึ่งรอยยิ้มใดๆ มีเพียงความเยือกเย็นดั่งยมทูต "มีพระราชโองการ... องค์ชายจ้าวเหวิน สมคบคิดกับกบฏ ลอบวางยาพิษพระชายาและหมายปลงพระชนม์ท่านอ๋อง... โทษฐานนี้ มีเพียงความตายเท่านั้นที่จะล้างมลทินได้!" ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางพลิกเกมแค้นไปกับฟางเซียนนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
สารจากนักเขียน (หงส์เพลิงหวนคืน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานเลือด: จารึกใหม่ใต้เงาสวรรค์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%