กลิ่นอายของสนิมเหล็กและหยาดโลหิตสีชาดคละคลุ้งตลบอบอวลอยู่ภายใต้ความมืดมิดของคุกใต้ดินแห่งสำนักราชองครักษ์ แสงคบเพลิงวับแวมสาดส่องกระทบโครงเหล็กแหลมคมที่ชุ่มโชกไปด้วยของเหลวหนืดข้น เสียงโซ่ตรวนกระทบพื้นหินดังเคร้งคร่างบาดโสตประสาท ราวกับเสียงดนตรีแห่งความตายที่กำลังบรรเลงต้อนรับผู้มาเยือน
หลินฟางเซียนมิได้หลั่งน้ำตาแม้แต่หยดเดียว ดวงตากลมโตคู่คมฉายแววเยือกเย็นดั่งน้ำแข็งพันปี นางถูกตรึงไว้บนกางليนไม้ด้วยโซ่ตรวนเหล็กกล้า ร่างกายบอบบางอาบย้อมไปด้วยรอยแผลจากการรีดเค้นคำสารภาพที่นางมิได้กระทำ องค์ชายจ้าวเหวินช่างล้ำลึกยิ่งนัก เขากล่าวหาว่านางเป็นหนอนบ่อนไส้ที่แอบลักลอบส่งแผนผังคลังอาวุธหลวงให้แก่แคว้นศัตรู หมากตานี้ช่างเหี้ยมโหดและรัดกุม บีบคั้นให้นางต้องเลือกกระดานที่ไม่มีวันเดินต่อได้
"หลินฟางเซียน... เจ้ายังดึงดันที่จะปิดปากเงียบอยู่อีกหรือ?" น้ำเสียงทุ้มนุ่มทว่าแฝงไว้ด้วยพิษสงขององค์ชายจ้าวเหวินดังขึ้นจากความมืด เขาค่อยๆ ก้าวเท้าเข้ามาใกล้ รอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้าหล่อเหลาที่ชวนให้ผู้คนรู้สึกสะท้านเยือกในไขสันหลัง "เพียงแค่เจ้าพยักหน้ารับสมยอมตามบทละครที่ข้าเขียน ความตายอันน่าอดสูนี้ก็จะมลายหายไป แลกกับการเป็นสตรีข้างกายข้า... เจ้าไม่คิดว่ามันคุ้มค่าหรอกหรือ?"
ฟางเซียนปรือตาขึ้นช้าๆ ริมฝีปากที่แห้งผากระบายยิ้มหยัน ขื่นขมแต่ทระนงยิ่งนัก นางสะบัดหน้าหนีพลางกล่าวลอดไรฟัน "หมาป่าต่อให้แต่งกายด้วยอาภรณ์แพรพรรณชั้นดี ก็มิอาจปกปิดสัญชาตญาณกระหายเลือดได้เพคะ องค์ชาย... ฝันไปเถอะว่าหม่อมฉันจะยอมก้มหัวให้คนไร้สัจจะเช่นท่าน"
เพี๊ยะ!
แรงตบสะท้านใบหน้าส่งผลให้รสชาติคาวเลือดซึมผ่านริมฝีปากของนางทันที จ้าวเหวินแค่นหัวเราะด้วยความโกรธเกรี้ยว มือหนากำด้ามกระบี่แน่น "ในเมื่อเจ้าเลือกเส้นทางนี้เอง ก็จงดื่มด่ำกับของขวัญชิ้นสุดท้ายที่ข้าเตรียมไว้ให้" เขาส่งสัญญาณมือให้ผู้คุมด้านหลังนำถาดกระเบื้องเคลือบสีขาวเข้ามา บนนั้นมีจอกสุราที่ส่งกลิ่นหอมหวานแต่ไร้ซึ่งความปรานี—สุราอัคนีสลายวิญญาณ
ทว่า ในวินาทีที่จอกสุรากำลังจะถูกประชิดริมฝีปากที่เม้มแน่นของนางนั้นเอง
เปรี้ยง! เสียงประตูเหล็กหนาทึบพังทลายลงมาพร้อมกับแรงลมมหาศาลที่พัดกระโชกจนเปลวเพลิงจากคบเพลิงเกือบดับวูบ
"บังAอาจ!" เสียงคำรามดั่งพญาเสือโคร่งคำรามก้องกังวานสะท้านไปทั่วห้องใต้ดิน เงาร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะทมิฬประดับลวดลายหงส์เพลิงเหินฟ้าปรากฏขึ้นท่ามกลางกลุ่มควันและฝุ่นตลบ อ๋องเฉินอี้เฟย! บุรุษผู้กุมอำนาจกองทัพพยัคฆ์ทมิฬ ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวราตรีคู่นั้นแดงก่ำด้วยโทสะอันไร้ขีดจำกัด รัศมีอำนาจกดดันแผ่ซ่านจนทหารองครักษ์นับสิบชีวิตถึงกับก้าวถอยหลังโดยสัญชาตญาณ
จ้าวเหวินหันขวับ ใบหน้าฉาบรอยยิ้มเยาะ "ท่านอ๋อง... บุกรุกคุกหลวงยามวิกาลเช่นนี้ คิดจะก่อกบฏต่อหน้าพระพักตร์หรืออย่างไร?"
"กบฏหรือ?" อี้เฟยแค่นหัวเราะ เสียงนั้นเยือกเย็นเสียยิ่งกว่าน้ำแข็งขั้วโลก กระบี่ประจำกาย 'อัสนีคำราม' ถูกชักออกจากฝัก ชั่วพริบตานั้น ประกายแสงสีฟ้าแลบแปลบปลาบสะท้อนกับคมดาบจนแสบตา "ผู้ใดบังAอาจแตะต้องนางผู้นี้ ผู้นั้นคือศัตรูที่ต้องตายด้วยคมดาบของข้า!"
การต่อสู้ตะลุมบอนระเบิดขึ้นในพริบตา อี้เฟยมิได้มาเพื่อเจรจา เขาเคลื่อนไหวรวดเร็วดั่งสายฟ้าฟาด กระบี่ในมือวาดผ่านอากาศอย่างไร้ความปรานี ทหารองครักษ์ที่ดาหน้าเข้ามาต่างล้มตายระเนระนาดภายใต้กระบวนท่าอันดุดันและเชี่ยวชาญการศึกสนามจริง จ้าวเหวินหน้าถอดสี ถอยร่นไปด้านหลังขณะที่มือคว้ากระบี่เตรียมรับมือ แต่ความโกรธแค้นของอี้เฟยในยามนี้รุนแรงเกินกว่าที่ผู้ใดจะต้านทานไหว
"อี้เฟย..." ฟางเซียนพึมพำแผ่วเบาด้วยความตกตะลึง นางไม่คาดคิดเลยว่าบุรุษผู้สุขุมเยือกเย็นและมักจะวางแผนทุกอย่างรอบคอบเช่นเขา จะยอมเสี่ยงชีวิตบุกเดี่ยวเข้ามาในรังเสือเพื่อช่วยนางเช่นนี้ ความอบอุ่นสายหนึ่งไหลซ่านเข้าสู่หัวใจที่ด้านชามานานแสนนาน
เมื่อจัดการเหล่าองครักษ์จนราบคาบ อี้เฟยก็พุ่งทะยานเข้ามาประชิดตัวนาง เขามิได้เอ่ยคำหวานใดๆ ให้เสียเวลา สองมือหนารีบใช้กระบี่ตัดโซ่ตรวนเหล็กหนาเตอะด้วยพละกำลังมหาศาล ทันทีที่โซ่หลุดร่วงลงพื้น ร่างกายที่ไร้เรี่ยวแรงของฟางเซียนก็ทรุดฮวบลง แต่มือใหญ่ของอี้เฟยคว้าเอวบางไว้ได้ทัน เขาดึงร่างนางเข้าสู่อ้อมอกกว้างอย่างทะนุถนอมราวกับนางคือแก้วตาและดวงใจ
"เจ้าโง่... เหตุใดจึงบุกมาคนเดียว..." ฟางเซียนซบหน้าลงกับแผงอกกว้างที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายคาวเลือดและเหงื่อไคล น้ำตาที่กลั้นมาตลอดกลับไหลรินออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
"ข้าอาจเป็นแม่ทัพที่ฉลาดที่สุดในแผ่นดิน... แต่หากต้องแลกกับการสูญเสียเจ้าไป ข้ายอมเป็นคนโง่เขลาที่ทำลายทั้งแผ่นดินนี้เสียยังดีกว่า" อี้เฟยกระซิบข้างใบหู น้ำเสียงทุ้มต่ำสั่นเครือเล็กน้อยบ่งบอกถึงความหวาดกลัวที่เพิ่งผ่านพ้นไป เขากระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น ราวกับต้องการหลอมรวมร่างของนางให้เป็นหนึ่งเดียวกับตนเอง
ท่ามกลางความเงียบงันที่เริ่มปกคลุมคุกใต้ดินอีกครั้ง องค์ชายจ้าวเหวินที่ถูกต้อนจนมุมและได้รับบาดเจ็บที่หัวไหล่จากการปะทะ กลับมิได้หวาดกลัวดังคาด มุมปากของเขายกยิ้มขึ้นอย่างน่าประหลาด ดวงตาคู่คมจ้องมองภาพคนทั้งสองด้วยแววตาสมเพชแก Jแกมสมรู้ร่วมคิด
"พวกท่านคิดว่า... พาตัวนางออกไปได้แล้วจะจบสิ้นกระนั้นหรือ?" เสียงหัวเราะแหบพร่าของจ้าวเหวินดังขึ้น ท่ามกลางความตกใจ อี้เฟยสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่างที่ข้อมือของฟางเซียน—รอยแผลที่ถูกโซ่บาดเมื่อครู่ มีละอองผงสีดำสนิทติดอยู่!
จ้าวเหวินแย้มยิ้มเหี้ยมเกรียม "สุราอัคนีสลายวิญญาณเป็นเพียงฉากหน้า... แต่พิษ 'บุปผานิทราโลหิต' ที่เคลือบอยู่บนโซ่เหล็กต่างหาก คือหมากที่แท้จริงของข้า! ตอนนี้พิษแล่นเข้าสู่หัวใจของนางแล้ว... หากเจ้าไม่วางกระบี่ยอมจำนนแต่โดยดี ภายในหนึ่งก้านธูป... นางจะกระอักเลือดตายตกตามกันไปอย่างทรมานที่สุด!"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางพลิกเกมแค้นไปกับฟางเซียนนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
หมากกระดานเลือด: จารึกใหม่ใต้เงาสวรรค์•ตอนที่ 25
บททดสอบความเชื่อใจ
ผลงานโดย หงส์เพลิงหวนคืน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หงส์เพลิงหวนคืน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานเลือด: จารึกใหม่ใต้เงาสวรรค์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!