"กาน้ำชาเคลือบกระเบื้องลายครามใบนี้ หากรินให้ผิดจังหวะ... รสชาติที่หวานล้ำย่อมแปรเปลี่ยนเป็นความขื่นขมที่แม้แต่ความตายก็ยังมิอาจล้าง องค์ชายทรงตระหนักในข้อนี้ดีมิใช่หรือเพคะ?"
ปลายนิ้วเรียวดั่งลำหญ้าคาของหลินฟางเซียนประคองจอกชาเคลือบหยกขาวอย่างเชื่องช้า น้ำชาสีอำพันใสส่งกลิ่นหอมกรุ่นของดอกเหมยพันปีที่ผสานเข้ากับกลิ่นอายจางๆ ของรากบัวป่า แววตาของนางดั่งผืนน้ำในฤดูใบไม้ร่วง นิ่งสงบ ทว่าลึกล้ำจนยากจะหยั่งถึง เบื้องหน้าของนางคือโต๊ะไม้จันทน์แดงสลักลายหงส์ร่อน ท่ามกลางบรรยากาศเงียบงัดของตำหนักในยามราตรีที่แสงเทียนวับแวมสาดกระทบเงาร่างให้ทาบทับกันบนผนัง
องค์ชายจ้าวเหวินแย้มสรวลบางเบา รอยยิ้มที่เคลือบไว้ด้วยความสุภาพทว่าซ่อนคมดาบไว้มิดชิด เขานั่งพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทีผ่อนคลายอย่างยิ่งยวด ทว่าดวงตาเรียวรีคู่นั้นกลับกวาดมองทุกอากัปกิริยาของสตรีตรงหน้าอย่างไม่วางตา
"คุณหนูหลินช่างเปรียบเปรย... ชาถ้วยนี้ข้าไหนเลยจะกล้าปฏิเสธจากเรียวปากอันงดงามของท่านเล่า แต่ทว่า..." จ้าวเหวินหยุดคำพูดไว้เพียงแค่นั้น ปลายนิ้วเรียวยาวเคาะลงบนขอบโต๊ะเป็นจังหวะเชื่องช้า "ข่าวลือเกี่ยวกับสตรีผู้พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินในหมู่ขุนนางช่วงนี้หนาหูกล่าวขานนัก บางคนบอกว่าเจ้าคือเทพธิดาลงมาโปรด บางคนกลับบอกว่าเจ้าคือปีศาจจำแลงกายมาทวงหนี้เลือด... ข้าชักอยากรู้เสียแล้วว่า ตัวตนที่แท้จริงภายใต้รอยยิ้มอ่อนโยนนี้ ซ่อนศาสตราวุธร้ายกาจอันใดไว้กันแน่"
ฟางเซียนมิได้สะดุ้งสะเทือนต่อน้ำเสียงที่แฝงการหยั่งเชิงนั้นแม้แต่น้อย นางเพียงแย้มยิ้มอ่อนหวาน รอยยิ้มที่ทอประกายความอ่อนโยนดั่งสตรีในห้องหอผู้ไร้เดียงสา ทว่าแววตาคู่สวยกลับทอประกายเยียบเย็นวับผ่านม่านขนตางอนงาม
"องค์ชายทรงล้อเล่นแล้วเพคะ หม่อมฉันเป็นเพียงสตรีอ่อนแอผู้หนึ่ง จะมีปัญญาไปถือครองศาสตราวุธใดได้เล่า... เกรงว่าสิ่งที่ท่านเรียกว่าศัสตรา แท้จริงแล้วอาจเป็นเพียงความปรารถนาดีที่หม่อมฉันมีต่อราชสำนัก ก็เท่านั้นเอง"
วาจานิ่มนวลแต่เชือดเฉือน บรรยากาศรอบกายพลันอึมครึมลงถนัดตา ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ จนกระทั่งเสียงฝีเท้าหนักแน่นมั่นคงดังแทรกเข้ามาจากความมืดภายนอกตำหนัก ร่างสูงสง่าในชุดคลุมสีดำสนิทปักลายมังกรเงินขลิบทองก้าวเข้ามาอย่างไร้ซุ่มเสียง กลิ่นอายกดดันอันเยือกเย็นและดุดันแผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วอาณาบริเวณในทันทีที่เขาปรากฏกาย
อ๋องเฉินอี้เฟย...
ดวงตาคมกริบดั่งพญาอินทรีมองตรงไปยังจ้าวเหวินด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก ก่อนจะเบนสายตามาหยุดอยู่ที่ร่างระหงของฟางเซียน ไอความอบอุ่นสายหนึ่งพลันวาดผ่านดวงตาที่เคยเย็นชาคู่นั้นเพียงเสี้ยววินาที
"ดึกดื่นป่านนี้แล้ว... เหตุใดพระชายาในอนาคตของเปิ่นหวาง (เรา) ถึงยังมานั่งสนทนากับแขกผู้ไม่ได้รับเชิญในที่อับทึบเช่นนี้เล่า?"
น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้นอย่างไม่ไว้หน้าผู้ใด จ้าวเหวินหุบยิ้มลงเล็กน้อย ดวงตาคู่คมวาวโรจน์ด้วยความริษยาและระแวงระวังที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากความนุ่มนวล
"ท่านอ๋องเฉินช่างหวงแหนยิ่งนัก ข้าเพียงแวะมาสนينةเรื่องสภากาชาดกับคุณหนูหลินตามประสาผู้รู้ใจ มิคาดว่าจะรบกวนเวลาส่วนตัวของท่านทั้งสอง..." จ้าวเหวินลุกขึ้นยืนช้าๆ โค้งคำนับอย่างไว้ตัว ทว่าสายตายังคงจดจ้องฟางเซียนไม่วางตา "ดูท่า... ค่ำคืนนี้ข้าคงต้องขอตัวลาเสียก่อนแล้วกระมัง"
ฟางเซียนมิได้เอ่ยรั้ง นางเพียงย่อกายลงถวายความเคารพอย่างงดงามไร้ที่ติ ทว่าในจังหวะที่จ้าวเหวินเดินผ่านร่างของนาง เสียงกระซิบแผ่วเบาก็ดังลอดผ่านริมฝีปากอิ่มสีชาดที่แต่งแต้มไว้อย่างประณีต
"ระวังตัวด้วยนะเพคะองค์ชาย... กาน้ำชาใบนี้ แม้จะงดงามเพียงใด แต่หากรินผิดถ้วย ผู้ที่ต้องกระอักโลหิต ย่อมไม่ใช่หม่อมฉันอย่างแน่นอน..."
ร่างของจ้าวเหวินชะงักกึกไปชั่วเสี้ยวลมหายใจ ใบหน้าหล่อเหลาบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ถูกยั่วเย้าจนถึงขีดสุด เขาสบตากับนางด้วยแววตาดุจสัตว์ป่ากระหายเลือด ก่อนจะสะบัดชายแขนเสื้อแล้วเดินจากไปท่ามกลางความมืดมิดของราตรี
เมื่อเงาร่างขององค์ชายจ้าวเหวินลับหายไปในความเวิ้งว้าง เฉินอี้เฟยจึงก้าวเข้ามาประชิดร่างบาง วงแขนแข็งแกร่งดั่งคีมเหล็กโอบกระชับเอวคอดกิ่วเข้าหาตัวอย่างถือสิทธิ์ ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดข้างใบหูขาวผ่อง ขณะที่สุ้มเสียงทุ้มต่ำเอ่ยคาดคั้นด้วยความห่วงใยที่เจือแววดุดัน
"เจ้ากล้าดียังไงถึงเอาตัวเข้าไปเสี่ยงกับงูพิษเช่นมัน ฟางเซียน... รู้หรือไม่ว่าเปิ่นหวางเกือบจะพังประตูเข้ามาหักคอit ตั้งแต่ประโยคแรกแล้ว"
ฟางเซียนไม่ดิ้นรนขัดขืน นางปล่อยให้ตนเองซบลงกับแผงอกกว้างที่คุ้นเคย กลิ่นอายบุรุษและกลิ่นจางๆ ของสนป่าช่วยให้จิตใจที่ตึงเครียดผ่อนคลายลงชั่วขณะ นางแหงนหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาคู่สวยฉายประกายเจ้าเล่ห์ระคนขัน
"ท่านอ๋อง... หากหม่อมฉันไม่ทำเช่นนี้ แล้วเหยื่อจะยอมติดกับดักที่วางไว้อย่างเต็มใจได้อย่างไรเล่าเพคะ? ท่านจ้าวเหวินหลงคิดว่าตนเองเป็นพรานผู้ล่ามาโดยตลอด... แต่เขาหารู้ไม่ว่า บัดนี้ตนเองได้ก้าวเข้ามาสู่ใจกลางค่ายกลที่หม่อมฉันบรรจงขีดเขียนไว้หมดสิ้นแล้ว"
เฉินอี้เฟยจ้องมองดวงหน้าหวานล้ำที่เปี่ยมด้วยความมั่นใจและสติปัญญาอันเฉียบคม หัวใจของบุรุษผู้เคยเยียบเย็นดั่งน้ำแข็งสลายยวบลงในพริบตา เขาก้มลงกระซิบชิดริมฝีปากอิ่มด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่าด้วยความลุ่มหลง
"เจ้ามันคือปีศาจตัวน้อยที่เปิ่นหวางยอมจำนนให้อย่างราบคาบ... ต่อให้ต้องพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินเพื่อเจ้า เปิ่นหวางก็ยินดี"
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังอบอวลไปด้วยความรักอันหนักแน่นและลึกซึ้ง เสียงฝีเท้าเร่งรีบและเสียงเคาะประตูตำหนักอย่างรุนแรงก็ดังแทรกขึ้นทำลายความเงียบงัน ขันทีคนสนิทของตำหนักในวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาคุกเข่าลงแทบเท้าด้วยตัวสั่นเทา
"ท่านอ๋อง! คุณหนูหลิน! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ... ราชโองการด่วนจากท้องพระโรง... พระราชทานสมรสข้ามแคว้นถูกส่งมาถึงมือไทเฮาแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางพลิกเกมแค้นไปกับฟางเซียนนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
หมากกระดานเลือด: จารึกใหม่ใต้เงาสวรรค์•ตอนที่ 11
กลลวงของสตรีผู้มากเล่ห์
ผลงานโดย หงส์เพลิงหวนคืน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หงส์เพลิงหวนคืน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานเลือด: จารึกใหม่ใต้เงาสวรรค์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!