"น้ำหมึกบนราชโองการยังไม่ทันแห้งสนิทดี เหตุใดองค์ชายสามจึงรีบร้อนประทับรอยนิ้วมือลงบนสัญญาอัปยศฉบับนี้เสียแล้วเล่าเพคะ?"
สุ้มเสียงกังวานใสราวกระดิ่งเงินกระทบสายลมดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของห้องโถงใหญ่ตระกูลหลิน อาภรณ์สีเพลิงปักลายหงส์ทองสะท้อนกับแสงคบเพลิงวับวาม ขับเน้นเรือนร่างระหงของหลินฟางเซียนให้โดดเด่นดั่งพญาหงส์ผู้กาง
ปีกเหนือฝูงกา สายตาคู่คมกริบกวาดมองบุรุษในชุดคลุมผ้าไหมปักลายมังกรห้าเล็บที่ยืนแข็งค้างอยู่เบื้องหน้า
องค์ชายจ้าวเหวินชะงักงัน รอยยิ้มสุภาพที่มักสวมใส่ไว้ตบตาผู้คนยามนี้บิดเบี้ยวเล็กน้อย ดวงตาเรียวรีหรี่แคบลงด้วยความระแวง สัญชาตญาณของจอมวางแผนบอกเขาว่า หญิงสาวผู้เคยโอนอ่อนผ่อนตามและตกเป็นเบี้ยล่างของเขามาตลอด ยามนี้กลับกล the
เป็นผู้กุมกระดานหมากไว้ทั้งหมดเสียแล้ว
"ฟางเซียน เจ้าหมายความว่าอย่างไร งานมงคลสมรสระหว่างเราถูกกำหนดไว้โดยราชสำนักและมีพระราชเสาวณารองรับ..."
"พระราชเสาวณารองรับงั้นหรือเพคะ?" ฟางเซียนหัวسแผ่วเบาในลำคอ เสียงหัวเราะที่เจือไอสังหารทำให้ผู้คนในห้องโถงถึงกับขนลุกชัน นางก้าวเท้าช้าๆ อาภรณ์สีเพลิงลากพื้นส่งเสียงเสียดสีกับแผ่นหินอ่อนราวกับเสียงฝีก้าวของมัจจุราช นางหยิบม้วนกระดาษแผ่นหนึ่งขึ้นมาจากถาดหยกขาว ชูขึ้นให้ทุกคนได้ประจักษ์ชัด "น่าเสียดายยิ่งนักที่พระราชเสาวลีฉบับนั้น ถูกประกาศิตจากพระโอษฐ์ของไทเฮาถอดถอนก่อนที่พระอาทิตย์จะลับขอบฟ้าในวันนี้เสียแล้ว และเหตุผลที่ต้องยกเลิก... ก็คือความบกพร่องในศีลธรรมอันดีขององค์ชายผู้สูงส่งเองมิใช่หรือเพคะ"
สิ้นคำพูดนั้น เสียงฮือฮาก็ระเบิดขึ้นในหมู่ขุนนางและแขกเหรื่อที่มาร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีหมั้นหมาย
สายตาทุกคู่ต่างมองตรงไปยังองค์ชายจ้าวเหวินด้วยความตื่นตะลึง ข่าวลือเรื่องความสัมพันธ์อันเสื่อมเสียระหว่างเขากับบุตรสาวเสนาบดีรองเริ่มแพร่สะพัดออกไปราวกับไฟลามทุ่ง แต่ไม่มีใครคาดคิดว่าหลินฟางเซียนจะกล้าหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาประกาศกลางงานแต่งงานของตนเองอย่างเปิดเผยและไร้ซึ่งความเกรงกลัวต่ออำนาจราชสำนักเช่นนี้
จ้าวเหวินขบกรามแน่นจนสันกรามขึ้นเป็นสันนูน ความโกรธเกรี้ยวพุ่งพล่านจนปลายนิ้วสั่นเทา เขาอุตส่าห์วางแผนใช้ตระกูลหลินเป็นบันไดไต่เต้าสู่อำนาจ แต่กลับถูกสตรีเพียงนางเดียวสกัดดาวรุ่งด้วยหมากตานี้ได้อย่างเจ็บแสบ
"หลินฟางเซียน เจ้าช่างกล้าหาญนัก! การยกเลิกงานแต่งงานโดยพลการเช่นนี้ มีโทษถึงประหารชีวิต เจ้าไม่กลัวหรือว่าตระกูลหลินจะพินาศสิ้นเพราะความริษยาของเจ้า!"
"ริษยา?" ฟางเซียนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มเยาะหยันผุดขึ้นที่มุมปาก
"หม่อมฉันเพียงแต่นำความจริงมาคืนให้เจ้าของเท่านั้น เพลิงแค้นที่ท่านสุมไว้ในใจตลอดหลายปีที่ผ่านมา หม่อมฉันเพียงแค่จุดมันให้ลุกโชนขึ้นเพื่อเผาผลาญความทะเยอทะยานอันโสมمของท่านให้มอดไหม้ไปพร้อมกันก็เท่านั้นเองเพคะ"
บรรยากาศภายในห้องโถงกดดันจนแทบหายใจไม่ออก ทหารองครักษ์ขององค์ชายจ้าวเหวินเริ่มขยับมือเข้าหาด้ามดาบที่ข้างเอว
ทว่า ในวินาทีที่สถานการณ์กำลังจะปะทุเป็นความรุนแรง ร่างสูงสง่าในชุดคลุมสีดำสนิทปักลายเมฆาด้วยดิ้นเงินก็ก้าวเข้ามาทางประตูใหญ่
กลิ่นอายความเยือกเย็นและดุดันแผ่ซ่านออกมาจากตัวบุรุษผู้นั้นทันทีที่เขาปรากฏกาย
อ๋องเฉินอี้เฟย กุนซือผู้กุมบังเหียนกองทัพพยัคฆ์พิทักษ์แดนเหนือ
ดวงเนตรคมกริบดั่งเหยี่ยววאกกวาดมองสถานการณ์รอบตัวด้วยความนิ่งสงบ แต่กลับทรงพลังกดดันให้ทุกคนต้องก้มหน้าหลบสายตาโดยไม่ต้องเอ่ยคำใดออกมาแม้แต่ครึ่งคำ
"งานมงคลที่เต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือดเช่นนี้ สมควรยุติลงตั้งแต่เมื่อครู่แล้วกระมังพ่ะย่ะค่ะ องค์ชายสาม"
เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจดังขึ้นทำลายความเงียบ เฉินอี้เฟยก้าวเข้ามาหยุดยืนเคียงข้างหลินฟางเซียนอย่างอารักษ์ขา
ไหล่กว้างของเขабดบังลมหายใจอันเกรี้ยวกราดของจ้าวเหวินไว้จนหมดสิ้น สายตาที่เขามองหญิงสาวข้างกายนั้นอ่อนแสงลงวูบหนึ่ง ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นคมปลาบยามตวัดกลับไปมองคู่ปรับทางการเมือง
จ้าวเหวินหน้าถอดสีทันทีเมื่อเห็นอ๋องเฉินอี้เฟยเข้ามาแทรกแซง เขารู้ดีว่าอำนาจทหารในมือของบุรุษผู้นี้มีน้ำหนักมากเพียงใดในราชสำนัก การจะใช้กำลังจัดการกับหลินฟางเซียนในตอนนี้เท่ากับการประกาศสงครามกับกองทัพพยัคฆ์พิทักษ์แดนเหนือโดยตรง ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาไม่อาจแบกรับความเสี่ยงได้ในยามนี้
"ท่านอ๋อง... เรื่องนี้เป็นกิจการภายในของตระกูลหลินและราชนิกูล ไฉนท่านจึงยื่นมือเข้ามาเกี่ยวพันด้วยเล่า" จ้าวเหวินพยายามควบคุมน้ำเสียงให้ราบเรียบที่สุด แม้ในใจจะริษยาจนแทบกระอักเลือด
"กิจการภายในงั้นหรือ?" เฉินอี้เฟยแค่นเสียงหัวเราะเยียบเย็น
"ราชโองการฉบับใหม่ที่เพิ่งมาถึงค่ายทหารเมื่อหนึ่งเค่อก่อนระบุชัดเจนว่า พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ข้าเป็นผู้ตรวจสอบความเหมาะสมของคู่สมรสในราชวงศ์ทุกพระองค์ และดูท่าทางแล้ว... องค์ชายสามคงไม่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเคียงคู่กับบุตรีตระกูลหลินผู้นี้อีกต่อไป"
สิ้นประโยคประกาศิตนั้น ใบหน้าของจ้าวเหวินก็ซีดเผือดไร้สีเลือด รอยยิ้มจอมปลอมแตกสลายไม่มีชิ้นดี
เขากำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ ความพ่ายแพ้ครั้งนี้ปรากฏชัดเจนต่อหน้าขุนนางนับร้อย ทว่าในขณะที่ทุกคนคิดว่าเรื่องราวกำลังจะจบลงด้วยชัยชนะอันงดงามของหลินฟางเซียนนั้นเอง...
จ้าวเหวินกลับยกยิ้มเหี้ยมเกรียมขึ้นที่มุมปาก ดวงตาคู่นั้นทอประกายอำมหิตราวกับสัตว์ร้ายที่จนมุม
เขาสะบัดมือเป็นสัญญาณให้ขันทีคนสนิทที่ยืนอยู่เบื้องหลัง ขันทีผู้นั้นรีบเปิดหีบไม้ลงรักปิดทองใบใหญ่ออก เผยให้เห็นวัตถุด้านในที่ทำให้สีหน้าของเฉินอี้เฟยและหลินฟางเซียนเปลี่ยนไปในทันที
ถ้วยกระเบื้องเคลือบสีครามบรรจุของเหลวสีดำสนิทส่งกลิ่นคายพิษจางๆ ลอยคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ...
นั่นคือยาพิษสลายโลหิตที่องค์จักรพรรดิใช้ประทานความตายให้แก่ขุนนางกบฏ!
"ในเมื่อพวกเจ้าบีบคั้นข้าถึงเพียงนี้ ก็อย่าหาว่าข้าไร้ไมตรีเลย..."
จ้าวเหวินหัวسต่ำในลำคอ ก่อนจะหยิบถ้วยยาพิษนั้นขึ้นมาด้วยมือตนเอง "หากวันนี้ข้าต้องสูญเสียทุกอย่างไป... หลินฟางเซียน เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าเจ้าจะได้เดินออกไปจากประตูนี้อย่างเป็นสุข?"
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางพลิกเกมแค้นไปกับฟางเซียนนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
หมากกระดานเลือด: จารึกใหม่ใต้เงาสวรรค์•ตอนที่ 10
กรงขังที่ถูกทำลาย
ผลงานโดย หงส์เพลิงหวนคืน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หงส์เพลิงหวนคืน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานเลือด: จารึกใหม่ใต้เงาสวรรค์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!