กลิ่นอายกำยานหมื่นลี้ที่ลอยวนอยู่ในตำหนักรับรอง แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายของความตายที่เจือจางเสียจนหากไม่สังเกตด้วยประสาทสัมผัสที่ผ่านความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วน ย่อมไม่มีวันล่วงรู้ได้เลย
หลินฟางเซียนยกถ้วยกระเบื้องเคลือบสีไข่ไก่ขึ้นจรดริมฝีปาก ปลายน้องนางเรียวดุจหยกสลักประคองฐานถ้วยไว้อย่างมั่นคง สายตาคู่คมกริบดั่งกระบี่ซ่อนฝักทอดมองไปยังบุรุษผู้ก้าวเข้ามาเยือนโดยไม่ได้รับเชิญ เบื้องหน้าของนางคือ ‘องค์ชายจ้าวเหวิน’ ผู้ที่รอยยิ้มบนดวงหน้างดงามประดุจรูปสลักนั้นเคลือบเคล่าไว้ด้วยพิษร้ายยิ่งกว่าอสรพิษพันลี้
"ลมสงบปานนี้ แต่เหตุใดองค์ชายจึงเสด็จมาเยือนเรือนพักอันต่ำต้อยของหม่อมฉันได้เล่าเพคะ หรือว่าที่ค่ายกลหมากกระดานเมื่อครู่... จะยังทรงเดินหมากไม่สะใจพอ"
น้ำเสียงของฟางเซียนราบเรียบ ทว่าทุกพยางค์ที่เปล่งออกมากลับซัดกระหน่ำใส่ความกดดันจนบรรยากาศในห้องสั่นไหว นางสวมอาภรณ์สีม่วงเข้มปักลายหงส์เพลิงดิ้นทอง ท่วงท่าสง่างามดั่งพญาหงส์ที่กำลังกางปีกปกป้องอาณาเขต
จ้าวเหวินชะงักฝีเท้าลง รอยยิ้มเจือความเอ็นดูแบบจอมปลอมผุดขึ้นที่มุมปากอย่างรวดเร็ว เขากวาดสายตามองนางตั้งแต่เรือนผมปักปิ่นไข่มุกราตรีจนถึงชายกระโปรงปักลายวิจิตร ดวงตาคู่นั้นพินิจพิเคราะห์ดุจพ่อค้ากำลังประเมินราคาสมบัติล้ำค่า ทว่ามีความระแวงระวังซ่อนอยู่ลึกก้นบึ้ง
"คุณหญิงหลิน... ท่านช่างทำให้เป้าหมายในใจเราต้องสั่นคลอนอยู่ร่ำไป" จ้าวเหวินก้าวเข้าไปใกล้โดยไม่ได้รับอนุญาต ทว่าห่างออกไปเพียงช่วงตัว กลิ่นสุราดอกท้อเจือจางลอยมาแตะจมูก "หมากกระดานเมื่อครู่ เป็นเพียงการทักทาย แต่วันนี้... เปิ่นหวาง (เรา) มาเพื่อเจรจาเรื่องที่ใหญ่กว่านั้น"
"เรื่องใหญ่?" ฟางเซียนหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่แฝงไว้ด้วยไอเย็นเยือกทำให้อุณหภูมิในห้องลดฮวบลงทันตา นางวางถ้วยชาลงกระทบโต๊ะเสียงดัง *กริ๊ก* คมชัดบาดแก้วหู "เรื่องใหญ่ขององค์ชาย คงหนีไม่พ้นการดึงแคว้นหลินเข้าสู่วังวนอำนาจเพื่อแลกกับบัตรผ่านสู่ตำแหน่งรัชทายาทกระมังเพคะ น่าเสียดาย... ที่หม่อมฉันไม่ใช่เบี้ยบนกระดานของพระองค์ ตั้งแต่ชาติ... เอ่อ ตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว"
เกือบจะหลุดคำว่า 'ชาติก่อน' ออกไป ฟางเซียนเม้มริมฝีปากแน่นเพื่อสะกดกลั้นความแค้นที่พลุ่งพล่านขึ้นมาดั่งลาวาใต้พื้นพิภพ ภาพความทรงจำในอดีตชาติที่นางถูกจ้าวเหวินหลอกใช้ก่อนจะถูกบังคับให้ดื่มสุราพิษหยาดโลหิตยังคงชัดเจน รอยยิ้มของเขาในยามนี้ คือรอยยิ้มเดียวกันกับวันที่ผลักนางลงสู่ขุมนรก
จ้าวเหวินหรี่ตาลงเล็กน้อย ความเฉลียวฉลาดของผู้ชายคนนี้คือสิ่งที่ประมาทไม่ได้ "ท่านเปลี่ยนไปมาก หลินฟางเซียน... แววตาของท่านในยามนี้ มิใช่สตรีในห้องหอผู้รอคอยความเมตตาจากบุรุษอีกต่อไป แต่มันคือแววตาของนักล่า" เขาโน้มตัวลงกระซิบแผ่วเบาจนลมหายใจอุ่นร้อนรดข้างใบหู "ท่านร่วมมือกับเฉินอี้เฟย ท่านคิดว่าแม่ทัพผู้แข็งกระด้างไร้หัวใจผู้นั้น จะปกป้องท่านจากเงื้อมมือเปิ่นหวางได้จริงหรือ? เขาเป็นเพียงสุนัขเฝ้าชายแดนที่รอวันถูกปลดเปลื้องอำนาจเท่านั้น"
ทันทีที่ชื่อของเฉินอี้เฟยถูกเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงดูแคลน ดวงตาของฟางเซียนก็ทอประกายวาวโรจน์ นางไม่สะท้านต่อคำขู่ แต่วาจาที่จาบจ้วงบุรุษผู้กุมหัวใจและเดิมพันชีวิตร่วมกับนาง คือสิ่งอภัยให้ไม่ได้
"องค์ชายโปรดสำรวมพระ o" ฟางเซียนยืดตัวขึ้นยืนเต็มความสูง กดดันให้จ้าวเหวินต้องถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณ "ท่านอ๋องเฉินอี้เฟย หาใช่สุนัขของผู้ใด แต่อำนาจที่แท้จริงอยู่บนปลายกระบี่ของเขาต่างหากเล่า... และหากพระองค์ทรงคิดว่าสามารถเหยียบย่ำแคว้นหลินได้ตามอำเภอใจเช่นอดีต เกรงว่าพระองค์คงคำนวณกำลังพลในมือผิดพลาดไปเสียแล้ว"
บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองตึงเครียดจนแทบขาดผึ่ง แสงตะวันที่เริ่มคล้อยต่ำสาดส่องผ่านหน้าต่างแกะสลัก ทอดเงาทับร่างของทั้งคู่ราวกับเงาของภูตผีที่กำลังเตรียมห้ำหั่นกันในความมืด
จ้าวเหวินแค่นยิ้มเย็นเยียบ ยื่นมือหมายจะเอื้อมมาเชยคางนางเพื่อสั่งสอนความอวดดี ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักแน่นและทรงพลังก็ดังขึ้นที่หน้าประตูตำหนัก พร้อมกับเสียงประกาศก้องที่ทำให้องค์ชายหน้าถอดสี
"องค์ชายจ้าวเหวินเสด็จเยือนตำหนักส่วนตัวของว่าที่พระชายาในเรา... ดูท่าทางท่านจะว่างงานมากกระมัง ถึงได้มาเดินเล่นในเขตหวงห้ามยามวิกาลเช่นนี้"
น้ำเสียงทุ้มต่ำ เยือกเย็น และเปี่ยมด้วยไอสังหารที่คุ้นเคยดังขึ้น พร้อมกับร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะสีดำสนิทของ 'อ๋องเฉินอี้เฟย' ที่ก้าวเข้ามาในห้องโดยไม่คิดจะเคาะประตูขออนุญาตแม้แต่น้อย ดวงตาคมกริบราวพญาเหยี่ยวจับจ้องไปยังมือของจ้าวเหวินที่ยังค้างอยู่กลางอากาศ มือข้างขวาของเฉินอี้เฟยกุมด้ามกระบี่ข้างกายแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน
จ้าวเหวินชักมือกลับอย่างรวดเร็ว สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นความเคร่งเครียดทันทีเมื่อเผชิญหน้ากับคู่ปรับตัวฉกาจ
ฟางเซียนลอบถอนหายใจยาว นางปรายตามองแผ่นหลังกว้างของเฉินอี้เฟยที่ยืนขวาง1ระหว่างนางกับจ้าวเหวินไว้ มั่นใจได้ทันทีว่าเกมรอบนี้ นางไม่ได้เล่นอยู่เพียงลำพังอีกต่อไปแล้ว
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังคุกรุ่นจนถึงขีดสุด ขันทีเฒ่าคนสนิทของฮ่องเต้ก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาด้านใน ใบหน้าซีดเผือดจนไร้สีเลือด เขายื่นราชโองการสีทองอร่ามที่สั่นเทาอยู่ในมือให้กับเฉินอี้เฟย พร้อมกับกล่าวเสียงสั่นระรินด้วยความตื่นตระหนก
"ทะ... ท่านอ๋อง! องค์ชาย! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! มีพระราชโองการด่วนจากห้องทรงพระอักษร... แคว้นศัตรูทางเหนือประกาศสงคราม และทรงมีพระบัญชาให้..." ขันทีกลืนน้ำลายลงคอก่อนจะกล่าวประโยคที่ทำให้ทุกคนในห้องต้องหยุดหายใจ "...ให้ท่านอ๋องเฉินอี้เฟย นำทัพออกเดินทางคืนนี้ทันที โดยมี 'คุณหญิงหลินฟางเซียน' เป็นแม่ทัพเสบียงและตัวประกันร่วมขบวน!"
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางพลิกเกมแค้นไปกับฟางเซียนนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
หมากกระดานเลือด: จารึกใหม่ใต้เงาสวรรค์•ตอนที่ 22
คำลวงขององค์ชาย
ผลงานโดย หงส์เพลิงหวนคืน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หงส์เพลิงหวนคืน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานเลือด: จารึกใหม่ใต้เงาสวรรค์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!